วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2559

การวิเคราะห์เชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ (Qualitative and Quantitative Analysis)


การวิเคราะห์เชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ (Qualitative and Quantitative Analysis)

ในการวิเคราะห์เชิงปริมาณเราใช้งบการเงินเป็นหลัก และควรใช้หลายปีต่อเนื่อง ต่ำสุดควรใช้ 3 ปี เป็นอย่างน้อย ไม่ใช่ 3-4 ไตรมาส และไม่ใช่มองแต่กำไรสุทธิ (Bottom line) เพราะนั่นไม่ต่างกับนักเก็งกำไรเท่านั้น และคนที่เข้าใจงบการเงินและการบริหารธุรกิจ จะเข้าใจดีว่าการติดตามเพียงระดับไตรมาสอย่างเดียว จะไม่เห็นภาพใหญ่ การลงทุนเพื่อการออมระยะยาวนั้นไม่ใช่ทำกำไรวันต่อวัน เดือนต่อเดือน หรือปีต่อปี แต่หมายถึงหุ้นตัวนั้นทำให้คุณมีกระแสเงินสดหลังเษียณไปนานเท่าใด ไม่ใช่ขายกำไร 50% ในหนึ่งสัปดาห์ ซื้อห้าแสนได้กำไรมาสองแสนหาในสัปดาห์หน้า แล้วอย่างไรต่อ เงิน 7.5 แสน ยังชีพได้ไหมหลังเกษียณ หลายคนก็ต้องไปหาหุ้นอื่นต่อ ที่ทำกำไร และทุกคนก็หวังจะได้หุ้นแบบเดิมกำไรงามๆ แต่หุ้นกำไรแบบนั้นมีมากมายที่หาได้บ่อยๆแบบนั้นหรือ ก็เปล่า มักลงเอยด้วยการทำเงิน 2.5 แสนนั้น หายไปในตลาด เหมือนได้เกลือจากน้ำทะเลมา แล้วก็เอาภาชนะนั้นใส่เกลือไปลงทะเลหวังจะได้เกลือเพิ่ม ถ้าพบหุ้นที่ดีจริงๆ แล้วเอาปันผลที่ได้ มาลงทุนต่อเนื่องไป จากเงิน 5 แสรก็สามารถกลายเป็น 5 ล้านในระยะยาวได้ และเงินลงทุนก้อนนี้หากรู้จักใช้ สามารถเลี้ยงชีวิตได้ไปตลอดหลังเกษียณได้ไม่ยาก เพราะเราไม่ได้ขายทันที 5 ล้าน แต่ทยอยขาย หุ้นที่เหลือมูลค่าปีต่อไปก็จะเพิ่มขึ้นเพราะการเติบโตธุรกิจ ชีวิตหลังเกษียณไม่ควรมานั่งเฝ้าราคาหุ้น แต่ควรเป็นช่วงใช้เงิน แต่ไม่ใช่หาเงินใส่ธนาคารมากๆ แล้วมาฝากเบิกเงินตอนหลังเกษียณ ทั้งที่ลงทุนเราะรู้ว่าฝากเงินไม่คุ้ม ดังนั้นคนลงทุนเป็น วัดกันตอยปลายทางของชีวิต ไม่ใช่วันนี้พอร์ตโตเท่าไร ต้องถามว่าตอนหลังเกษียณแล้ว จะมานั่งเฝ้าราคาหุ้นซื้อขายอยู่ไหม วันหลังเกษียณมีหุ้นอะไรในมือนี่แหละสำคัญกว่า วันนี้ต้องถามตนเองว่หุ้นในมือที่มี ตัวไหนมั่นใจถือได้มากกว่า 10 ปี บ้าง เราอาจมีทั้งหุ้นเทรด หุ้นเล่นรอบ และอาจหุ้นที่ถือยาวแบบนั้นด้วย เมื่ออายุมากขึ้นในพอร์ตก็ต้องมีหุ้นเพื่อหลังเกษียณให้มากที่สุดหรือทั้งหมด ถ้ามีแต่หุ้นเทรด หุ้นเล่นรอบ หลังเกษียณก็ยังต้องเฝ้าจอทั้งวันการเลือกหุ้นเพื่อถือได้หลังเกษียณนั้นต้องแบบโตมั่นคง โตแกร่ง (Stalwarts or Strong growers) เท่านั้น หุ้นเหล่านี้ต้องมีความแข็งแกร่งทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เชิงปริมาณคือการพิจารณาจากงบการ จากอัตราส่วนการเงินต่างๆ ซึ่งได้เคยกล่าวว่าดูอะไรบ้าง และต้องดูงบมายาวๆ หลายปีต่อเนื่องไม่ใช่ไตรมาส ถ้ารายปียาวๆ บ่งชี้ว่าเชิงปริมาณดีมาโดยสม่ำเสมอ เราก็มั่นใจได้ระดับหนึ่งแล้ว

การวิเคราะห์เชิงคุณภาพเป็นเครื่องยืนยันการเติบโตอย่างมั่นคง แข็งแกร่ง การวิคราะห์เชิงคุณภาพ ไม่ใช่การมาวิเคราะห์ข่าวสารครับ นั่นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นและอาจไม่ได้มีนัยต่อธุรกิจด้วยซ้ำ ข่าวบางอย่างอาจเป็นเพียง sentiment เท่านั้น เช่นบริษัทได้งานก่อสร้าง รายได้นั้นก็เพียงรายได้ที่จะทยอยรับรู้ในช่วงสัญญา พอสัญญาจบรายได้ก็จบ ไม่ใช่จะมารายได้นั้นต่อไป ต้องขวนขวายหาต่อไป ถ้าพึ่งโครงการรัฐมาก ก็ต้องอาศัยคอนเน็คชั่นเฉพาะคนมากและยังขึ้นกับความสามารถบริหารโครงการด้วยว่าควบคุมค่าใช้จ่ายดีไหม เป็นต้น การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ นั้นควรมุ่งมองระยะยาว และควรสอดคล้องกับเชิงปริมาณ การวิเคราะห์เชิงคุณภาพให้เห็นภาพได้ครอบคลุมนั้นควรใช้ 5 Forces, Business Model, Moats และ Entrprise Risk Management (LEPESTO) ทั้งสี่แนวทางจะทำให้เราเห็นภาพเชิงคุณภาพทั้งในอุตสาหกรรมที่ธุรกิจนั้นอยู่ จุดได้เปรียบเสียเปรียบทางธุรกิจ เห็นว่าอะไรคือ ความได้เปรียบที่ยั่งยืน (Durable Competitive Advantage or Sustainable Competitive Advantage) เพราะสิ่งนี้คือสิ่งช่วยยืนยันการรักษาอัตราส่วนการเงินต่างๆ ให้เกิดความผันผวนน้อย ซึ่งความผันผวนนี้เอง

คือคาวมเสี่ยงทางการเงิน อัตราส่วนการเงินต่างๆ ให้เกิดความผันผวนได้เพราะธุรกิจมีความเสี่ยง เช่นยอดขายที่เดี๋ยวขึ้น เดี๋ยวลง ก็กระทบ Assets Turnover (AT) ราคาขายและต้นทุนวัถตถุดิบ ก็กระทบ GM (GrosMargin กำไรขั้นต้น) การขาดการควบคุมบริหารที่ดีก็กระทบถึง OM (Operating Margin) โครงสร้างการเงินไม่ดีไม่นิ่ง ก็กระทบ D/E กระทบถึงกำไสสุพธ นั่นคืออัตรากำไรสุทธิ NM (Net Margin) ซึ่งความเสี่ยงที่มากระทบนี้ ตรวจสอบด้วยการพิจารณา LEPESTO

วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2559


ความรู้ทางการเงิน การลงทุน และการบัญชี (17/07/59)

อัตราคิดลด (Discount Rate) และ ต้นทุนของแหล่งเงินทุน (Cost of Capital)

อัตราคิดลดและผลตอบแทนที่ต้องการจากการลงทุน (Required rate of return) คือสิ่งเดียวกัน เพียงแต่เมื่อกล่าวถึงอัตราคิดลด จะกล่าวถึงการคำนวณค่าเงินในอนาคตให้กลับมาเป็นค่าเงินปัจจุบันด้วยอัตราผลตอบแทนที่ต้องการ ซึ่งหากกล่าวถึงค่าเงินในปัจจุบันที่นำไปลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงในระดับเดียวกับกระแสเงินสดที่จะเกิดขึ้นดังกล่าว ก็กำลังกล่าวถึงเงินในอนาคตที่จะได้รับนั่นเอง



Opportunity cost of capital หรือผลตอบแทนของโครงการที่ต้องการขั้นต่ำที่ควรได้รับ อาจเท่าหรือไม่เท่ากับผลตอบแทนที่ต้องการจากการลงทุน (Required rate of return) ก็ได้ ในทางทฤษฎี Opportunity cost of capital เป็นผลตอบแทนที่คารได้เมื่อลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงคล้ายกัน เช่น กิจการลงทุนในธุรกิจ A ซึ่งทำทางด้านปิโตรเคมี ผลตอบแทนขั้นต่ำคือผลตอบแทนที่ควรได้รับจากการลงทุนในธุรกิจ A คือ ไม่ควรน้อยกว่าการเอาเงินไปซื้อหุ้นกิจการทางด้านปิโตรเคมี (มองเงินปันผลที่ได้รับและผลตอบแทนจากมูลค่าหลักทรัพย์ในการลงทุนระยะยาวนาน) หากพิจารณาให้ดีหลักการเงินนี้คือการลงทุนในหุ้นชั้นดีของอุตสาหกรรม ไม่ใช่ลงทุนบริษัทแย่ๆ ที่ใกล้ล้มในวันข้างหน้า บริษัทดีๆ เขาทำธุรกิจกัน เขาให้ผลตอบแทนเท่าไร บริษัทเราก็ควรได้ผลตอบแทนเหมือนๆ กัน ไม่เช่นนั้นเอาเงินไปซื้อหุ้นดีกว่ามาทำเอง นี่คือแนวคิดเบื้องต้น

ต้นทุนของแหล่งเงินทุน (Cost of Capital)

1.  ในทางการเงินการพิจารณาเรื่องต้นทุนของแหล่งเงินทุนหรือ Cost of Capital  จะเกี่ยวข้องกับความเข้าใจในเรื่อง ความเสี่ยงและผลตอบแทน (Risk and Return) และโครงสร้างทุน (Capital Structure) การประมาณมูลค่าจากการใช้ของสินทรัพย์เป็นเรื่องการคิดมูลค่าปัจจุบัน  ซึ่งตัวแปรสำคัญหนึ่งคืออัตราคิดลด (Discount rate) อัตราคิดลดดังกล่าวก็คือต้นทุนเสียโอกาสของแหล่งเงินทุน (Opportunity Cost of Capital) โดยมีความสัมพันธ์ผลตอบแทนที่เจ้าของทุนต้องการ (Return of Capital) และโครงสร้างทุนที่จัดหามา

2.  ในเรื่อง Capital Budgeting อัตราคิดลดก็คือผลตอบแทนที่คาดหวัง (Expected Return) ซึ่งผลตอบแทนที่คาดหวังจะสัมพันธ์กับระดับความเสี่ยง (Risk)

3.  ความเสี่ยง (Risk) หมายถึงโอกาสที่จะได้ผลลัพธ์แตกต่างไปจากการคาดการณ์  ซึ่งวัดในรูปทางสถิติ คือค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในการประมาณกระแสเงินสดย่อมมีโอกาสที่ผลลัพธ์จริงที่เกิดในอนาคตจะแตกต่างจากประมาณการ  ความเสี่ยงของกระแสเงินสดที่จะผันผวนจากค่าคาดหวังจะมีผลต่อผลตอบแทนที่เจ้าของทุนหรือสินทรัพย์ที่ลงทุนอยู่  ถ้าความเสี่ยงยิ่งมากต้นทุนของทุนในการจัดหาสินทรัพย์ยิ่งสูงขึ้นซึ่งผลตอบแทนและความเสี่ยงจะมีความสัมพันธ์ในลักษณะการแปรผันตรง ในทางการเงินความผันผวนไม่ว่าทางบวกหรือทางลบคือ Risk ดังนั้น Debt ไม่ว่าจะเป็นการออกหุ้นกู้ (Corporate Bond) การกู้ยืมเงิน (Borrowing) ไม่มีความเสี่ยง (Volatility or Fluctuation) เพราะกิจการรู้ว่าเงินออกเท่าไรแน่นอนในอนาคต

4.  การพิจารณาเรื่องความเสี่ยง (Risk) สามารถพิจารณาได้เป็น 2 มิติ คือ มุมมองในด้าน Portfolio Management และมุมมองในด้าน Corporate ดังต่อไปนี้


มิติแรก Corporate/Business

1.         Operation Risk or Business Risk เช่น วงจรอุตสาหกรรม ความเสี่ยงทางการตลาด การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ความเสี่ยงเฉพาะของธุรกิจ การประท้วงหยุดงาน เครื่องจักรหยุดทำงาน (Break down) ระบบการดำเนินงานที่ขาดการควบคุมภายในที่ดี  เป็นต้น          

2.       Financial Risk  เช่น อัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน โครงสร้างหนี้ต่อทุน Financial Operation (การขาดสภาพคล่อง) การยักยอกทุจริตในกิจการ (Fraud) เป็นต้น    


มิติที่สอง ด้าน Portfolio Management โดยมองตามเสี่ยงในมิติแรกเป็น Systematic Risk ความเสี่ยงจากระบบ และ Unsystematic Risk โดยความเสี่ยงจากระบบคือสิ่งที่ทุกบริษัทได้รับผลกระทบ มากน้อยต่างไปขึ้นกับลักษณะธุรกิจมีความเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใด มาจากภายนอกกิจการ จากระบบเศรษฐกิจ นโยบายรัฐ ลักษณะอุตสาหกรรม เช่นเงินเฟ้อ ทุกกิจการได้รับเหมือนกันแต่กระทบธุรกิจไม่เท่ากัน ดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน การเติบโตของ GDP  ต่างได้รับผลกระทบ แต่ดีกรีต่างกัน กู้เงินมากไหม นำเข้าหรือส่งออก เป็นต้น ในทาง Portfolio Management มองว่า Unsystematic Risk สามารถขจัดหมดได้โดยการกระจายการลงทุน (Divercified Investment)               

5.  มาตรฐานการบัญชีเรื่องดารด้อยค่าสินทรัพย์ (Impairment) ได้ให้นิยามไว้ถึงอัตราคิดลดที่จะใช้คือผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนต้องการหากได้เลือกลงทุนที่ก่อให้เกิดกระแสเงินสดที่มีจำนวนเวลาและความเสี่ยงที่เท่ากับการลงทุนซึ่งกิจการคาดว่าจะได้รับจากสินทรัพย์นั้น เป็นการนิยามเช่นเดียวกับเรื่องต้นทุนเสียโอกาส (Opportunity Cost of Capital) ในเรื่อง Investment and Portfolio Management  แต่มีข้อน่าสังเกต  คือ  ให้เลือกใช้อัตราดังกล่าวได้ด้วยอัตราดอกเบี้ยในตลาด ณ ปัจจุบัน หรือต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของเงินทุนของกิจการที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีลักษณะสินทรัพย์ หรือกลุ่มสินทรัพย์ที่คล้ายคลึงกันกับสินทรัพย์ที่กำลังพิจารณาในการประเมินมูลค่าจากการใช้ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยและต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของเงินทุนมีความแตกต่างกันทั้งระดับผลตอบแทนที่ต้องการและการสะท้อนความเสี่ยงของโครงสร้างอัตราผลตอบแทน จะเห็นว่าในทางบัญชีเองก็ใช้แนวคิดทางการเงินเช่นกัน

6.  ถ้าพิจารณาเรื่องต้นทุนเงินทุนของกิจการใด ๆ จะหมายถึงต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของทุนที่รวมต้นทุนของเงินกู้ยืม (Debt) และต้นทุนส่วนผู้ถือหุ้น (Equity) ที่รู้จักกันในรูป WACC  หรือ Weighted Average Cost of  Capital

7.  การพิจารณาอัตราคิดลดของสินทรัพย์หรือโครงการลงทุนที่ต้องการตัดสินใจลงทุนอัตราคิดลดที่ดีที่สุดจะใช้คือ WACC  โดยมีเงื่อนไขคือ

1.   สินทรัพย์หรือโครงการมีลักษณะความเสี่ยงไม่แตกต่างจากความเสี่ยงของกิจการที่ดำเนินอยู่อย่างเป็นสาระสำคัญ

2. โครงสร้างการจัดหาแหล่งเงินทุนในการซื้อสินทรัพย์มาดำเนินงานไม่แตกต่างจากโครงสร้างทุนเดิมหรือไม่กระทบต่อโครงสร้างทุนเดิม  เช่น  สินทรัพย์อาจจัดซื้อด้วยเงินสดของกิจการเอง หรือกู้เงินมาซื้อแต่การกู้ไม่กระทบต่อ D/E Ratio (เพราะขนาดสินทรัพย์ไม่มากนัก) เป็นต้น

3.  ต้นทุนในการจัดหาแหล่งเงินทุนทั้งหนี้สิน (Debt)  และหุ้นทุน (Equity) ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิม

เนื่องจากสินทรัพย์ทั้งหมดในงบดุลของกิจการถือได้ว่ามีต้นทุนของแหล่งเงินทุนเท่ากัน เพราะมีเจ้าของแหล่งเงินทุนเพียง 2 แหล่ง จึงจะแยกความเสี่ยงของสินทรัพย์ในงบดุลให้แตกต่างออกไปจากกันอย่างอิสระในส่วนที่เป็นหุ้นทุนไม่ได้  การพิจารณาส่วน Equity จึงต้องมองในภาพรวม คือ จากราคาหุ้นของกิจการหรือราคาหุ้นที่ทำธุรกิจเดียวกัน (แข่งขันในอุตสาหกรรมเดียวกัน)  ตัวแปรสำคัญคือ ถ้ากิจการลงทุนในหน่วยสินทรัพย์หรือโครงการหรือเงินทุนที่มีธุรกิจแตกต่างจากธุรกิจหลักของกิจการ  ทำให้ความเสี่ยงต่างกัน  หน่วยสินทรัพย์นั้นจึงค่อยนำมาพิจารณาต้นทุนเฉพาะในส่วนเงินทุน (Equity) ที่แตกต่างออกไป

8.  การก่อให้เกิดกระแสเงินสดในอนาคตถ้าเป็นสินทรัพย์ลักษณะเดียวกันควรเหมือนกัน  แต่กิจการแต่ละแห่งอาจตัดสินใจลงทุนแตกต่างกันได้ซึ่งตัวแปรสำคัญคือ WACC การตัดสินในลงทุนในสินทรัพย์จึงพิจารณาจาก IRR (Internal Rate of Return)  ที่มากกว่า WACCของกิจการ

9.  ความเป็นจริง WACC แต่ละกิจการแตกต่างกันขึ้นกันการใช้ประโยชน์จาก Leverage แต่ถ้าเป็นธุรกิจเดียวกัน Ke หรือ Re  จะเท่ากันเมื่อพิจารณาบนลักษณะของทุนที่เป็น Unleverage Firm  การที่จะถือเอาต้นทุนกิจการอื่นแล้วสรุปว่าเป็น Cost of Capital ทันทีย่อมไม่เหมาะสม  เพราะกิจการอื่นก็จะใช้ (มองกลับกัน) ต้นทุนเงินทุนของกิจการเป็น Cost of Capital ด้วย  ซึ่งทางทฤษฎีมีวิธีการคำนาณหา Ke ได้จาก



Ke          =           Ko + D/E * (Ko – Kd)     :    Ko  =  Cost of Unleverage Firm

 Ke               =           rf + bi (rm – rf )

bi                 =           bo* (1 + D/E)       *  กรณีมีภาษีเกี่ยวข้อง bi  =  bo (1 + D/E * (1 – t)) 
               ดังนั้น b หรือ Ke จะสูงหรือต่ำขึ้นกับความเสี่ยงของกระแสเงินสดที่คาดหวังในอนาคต  อัตราคิดลดหากมีการคิดด้วยต้นทุนถัวเฉลี่ยย่อมต้องหมายความรวมถึง ความเสี่ยงของกระแสเงินสดในอนาคตที่ได้ประมาณการไว้แล้ว




10.  การที่เลือกอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมในตลาด หรือต้นทุนของเงินทุนของกิจการโดยไม่พิจารณาโครงสร้างทุน จะได้อัตราคิดลดที่ไม่เหมาะสมเพราะ
rd           =           Risk free rate + Default Risk + Time Risk
WACC =              D/(D+E) *  rd *(1-t)   +   E/(D+E) *  re
re                    =           Risk free rate + b * (Market Premium)
หากกิจการเลือกใช้อัตราคิดลดที่ต่ำ (โดยปกติทั่วไป rd จะต่ำกว่า Ke และ WACC) ก็อาจทำให้สินทรัพย์นั้นมีมูลค่าสูงขึ้น  พิจารณาจากข้อมูลต่อไปนี้จะพบว่าอัตราคิดลดที่ต่างกันเพียง 1% ในระยะเวลา 5 ปี ของกระแสเงินสดที่เท่า ๆ กันทุก 100 บาท  จะให้ผลต่างกัน
NPV     ของกระแสเงินสดใน 5 ปีข้างหน้าปีละ 100 บาท ที่อัตราคิดลด 15%    =        335.22 บาท
NPV     ของกระแสเงินสดใน 5 ปีข้างหน้าปีละ 100 บาท ที่อัตราคิดลด 10%    =        379.08 บาท
11.  คำว่าต้นทุนถัวเฉลี่ยน้ำหนักของเงินทุน  โดยปกติจะหมายถึง WACC (Weighted Average Cost of Capital) แต่การหาต้นทุนเงินทุนจากกิจการที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์   จะหมายถึงการพิจารณาเฉพาะ Return on Equity หรือ Cost of  Equity ซึ่งอาจหาได้จากทฤษฎี CAPM หรือ Capital Asset Pricing Model หรือทฤษฎีอื่นที่มีเหตุผลสนับสนุนที่เพียงพอได้ เช่น APT (Arbitrage Pricing Theory) ซึ่งการพิจารณาหาค่า ke หรือ re มีความซับซ้อนในเชิงแนวคิดอีกมาก ต้องทำความเข้าใจเรื่องทฤษฎีตลาดมีประสิทธิภาพ (EMH กับ Return on Equity) ด้วย
12.  อย่างไรก็ตามในทางแนวคิดและทฤษฎีทางการเงินมุ่งที่จะให้นักลงทุนมองเห็นมูลค่าของสินทรัพย์ที่สะท้อนความสามารถในการก่อให้เกิดกระแสเงินสดในอนาคต  หากความสามารถในการก่อให้เกิดกระแสเงินสดต่ำกว่าผลตอบแทนที่คาดหวังมูลค่าของสินทรัพย์ควรปรับตัวลดลงไปสู่มูลค่าแท้จริง  ในทฤษฎีการลงทุน (Investment Theory) อัตราผลตอบแทนที่เหมาะสมในการเป็นอัตราคิดลดควรเป็นอัตราผลตอบแทนที่เสียโอกาส (Opportunity Cost of Capital) ซึ่งหมายถึงอัตราผลตอบแทนของหุ้นทุนในตลาดทุน






วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อเกิดกรณี BREXIT


ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อเกิดกรณี BREXIT

ความจริงว่าจะไม่เขียนบทความใดๆ เพราะเป็นความเชื่อแต่ละคนมากกว่า ว่าจะมากจะน้อย เพราะเป็นเรื่องของอารมณ์มากกว่า ใครหนักแน่นแค่ไหน กลัวแค่ไหนก็แต่ละบุคคล ไม่มีใครถูกผิด เพราะผลออกมาก็จะเฉลยเอง ไม่มีใครรู้ได้เลย แต่ที่อ่านหลายสำนักออกมาบอกเรื่องผลกระทบงบการเงิน ตัวนั้นตัวนี้โดนผลกระทบแบบนั้นแบบนี้ เห็นว่าแนะนำแบบผิดๆหลายประเด็น ไม่รู้เรื่องบัญชีจริงๆ เท่าไรนัก มีถูกมีผิด คิดว่าอาจทำให้หลายคนเข้าใจบางประเด็นทางหลักวิชาการผิดๆ

1. กรณีค่าเงินปอนด์อ่อนตัวนั้น ก็เหมือนกับค่าเงินต่างประเทศออ่อน เงินบาทแข็ง โดยหลักแล้ว กรณีการรับรู้ผลกระทบในงบกำไรขาดทุนนั้น ผลการแตกต่างจะเข้าท่อนบน ถ้ารายการนั้นคือ ผลจากการดำเนินงานโดยตรง เช่นเกิดจากการซื้อขายสินค้าหรือวัตถุดิบ กิจการที่ส่งออกโดยตรงสินค้าจากไทยจะแพงขึ้นในสายตาเงินสกุลประเทศนั้นถ้าเราขายราคาเงินบาทเดิม ฉนั้นยอดขายจะลดลง นอกจากสินค้าต้องขายมากชิ้นขึ้น ถ้าลดราคาขายเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด ยอดขายในรูปบาทอาจไม่ลด หรือเพิ่มไม่มาก แต่อัตรากำไรขั้นต้นจะลดลง

2. ถ้ามีสินทรัพย์เช่นลูกหนี้การค้า หรือสินทรัพย์หมุนเวียนที่เป็น Monetatry Asset (สินทรัพย์ที่เป็นตัวเงิน) จะเกิดขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ผลต่างนี้จะเข้ากำไรขาดทุนท่อนบน รายการที่เป็น Monetatry Asset ก็มีเงินลงทุนชั่วคราว (สินทรัพย์หมุนเวียน) ไม่ใช่เงินลงทุนระยะยาว

3. ถ้ามีหนี้สิน ไม่ว่าระยะสั้น ระยะยาว คือเจ้าหนี้การค้า เงินกู้ยืมระยะยาวหรือระยะสั้นต่างประเทศ จะได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ผลต่างจะเข้าท่อนบนของกำไรขาดทุน

4. ตรงนี้ครับที่ผิดหมดทุกสำนัก หรืออธิบายไม่ชัดเจน สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่เป็นเงินลงทุนทุกประเภท ผลกระทบจะไม่เข้ากำไรขาดทุนท่อนบนครับ หากมีผลต่างเกิดขึ้นจากการวัดมูลค่าจะเข้างบกำไรขาดทุนท่อนสอง (กำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น) ไม่เกี่ยวกับ EPS แต่กระทบ BV (Book Value) P/BV จะดูสูงขึ้น P/E ไม่กระทบ ROE จะสูงขึ้นเพราะ Equity ลดลง ถ้าหากมองแล้ว P/E ไม่กระทบ ROE เพิ่ม ROA เพิ่ม P/BV เพิ่ม ราคาหุ้นไม่น่ากระทบมาก จากปัจจัยทั้งสามที่บอก ดังนั้นหากใครบอกว่ากระทบงบการเงินและอัตราส่วน ก็แสดงว่าไม่เข้าใจเรื่องทางบัญชีดีพอ

5. เงินลงทุนไม่หมุนเวียนอื่นหรือเผื่อขาย (ถือ< 20%) ผลต่างที่เกิดเหมือน Mark to Market ผลต่างจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าเงินลงทุน จะรับรู้เข้างบกำไรขาดทุนท่อนสอง (กำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น)

6. เงินลงทุนร่วม (20-50%) ถ้าต้องปรับมูลค่าก็เหมือนเงินลงทุนไม่หมุนเวียนอื่นหรือเผื่อขาย ผลต่างจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าเงินลงทุน จะรับรู้เข้างบกำไรขาดทุนท่อนสอง (กำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น) ส่วนแบ่งกำไรรับรู้ตามสัดส่วนเหมือนเดิม ส่วนจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงขึ้นกับผลปะกอบการ การที่บริษัมร่วมอยู่ในประเทศที่ค่าเงินอ่อนอาจได้เปรียบทางการค้าระหว่างประเทศ กำไรอาจดีขึ้นชดเชยการอ่อนค่าก็ได้

7. เงินลงทุนในบริษทย่อย (>50%) ต้องจัดทำงบการเงินรวม ผลต่างจะถูกปรับปรุงเรียกว่า ผลต่างจากการแปลงค่า ซึ่งรายการนี้จะเกิดเมื่อทำงบการเงินรวม และผลต่างนี้จะรับรู้เข้างบกำไรขาดทุนท่อนสอง (กำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น)

8. สรุปผลกระทบทางตรงคือกิจการที่มีกิจกรรมดำเนินงานโดยตรง นำเข้า ส่งออก และกู้ยืม และจะมากหรือน้อยต้องดูสัดส่วนธุรกรรมด้วยครับ ส่วนเงินลงทุนระยะยาว (สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน) ไม่กระทบกำไรขาดทุนท่อนบน

วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2559

การปรับปรุงรายการและการตั้งสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีจากขาดทุนสะสม


การปรับปรุงรายการและการตั้งสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีจากขาดทุนสะสม

พอดีมีคนถามถึงประเด็นที่บริษเทจดทะเบียนบางแห่งไม่ได้ตั้งสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีในงบแสดงฐานะการเงินจะมีผลกระทบใดบ้างดีไม่ดีอย่างไร และรายการนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร

กรณีที่บริษัทมีขาดทุนขึ้นและเป็นขาดทุนที่เป็นไปตามประมวลรัษฎากร ขาดทุนที่เกิดขึ้น บริษัทสามารถนำไปเป้นค่าใช้จ่ายในภายหน้าได้ไม่เกิน 5 ปี เช่น ปีนี้ขาดทุน 10 ลบ. ไม่ต้องนำส่งภาษี ปีหน้ามีกำไร 12 ลบ. บริษัทจะเสียภาษีจากกำไรปีล่าสุดเพียง 2 ลบ. ถ้าบริษัทมีการตั้งสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีจะลงรายการดังนี้



ปีที่ 1 บริษัทขาดทุนก่อนภาษี 10 ลบ. สมมติอัตราภาษีเท่ากับ 20%

เดบิต สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี___2   == >  แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน

.........…………..เครดิต  ภาษีเงินได้______2  == > แสดงในงบกำไรขาดทุนท่อนบน

หากบริษัทตั้งแต่เริ่ม งบกำไรขาดทุนจะแสดงค่าใช้จ่ายภาษีเป็นลบ และมีขาดทุนสุทธิเท่ากับ 8 ลบ. และยอดนี้จะทำให้กำไรสะสมลดลงเพียง 8 ลบ.



ปีที่ 2 มีกำไรก่อนภาษี 12 ลบ. เมื่อคำนวณและต้องนำส่งภาษีเพียง 0.4 ลบ. แต่ทางบัญชีจะแสดงดังนี้

เดบิต ภาษีเงินได้_____2.4 == > แสดงเป็น คชจ (12x20% = 2.4) ในงบกำไรขาดทุนท่อนบน

……………….เครดิต สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี___2.0 == > ลด ส/ท ภาษีฯ

………………………ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย_______________0.4 == > รอส่งสรรพกร

งบกำไรขาดทุนจะแสดงกำไรสุทธิเท่ากับ 9.6 ลบ. จะทำให้กำไรสะสมเพิ่ม 9.6 ลบ. รวมสองปีกำไรสะสมเพิ่มรวม (-8) + 9.6 = 1.6



ถ้าบริษัทไม่ตั้งรายการสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีตั้งแต่ปีแรก กำไรสะสม จะกระทบดังนี้ = (-10) + 11.6 = 1.6 ลบ. ผลสุดท้ายต่องบแสดงฐานะการเงินในกำไรสะสมจะเท่ากันอยู่ดี แต่ถ้าพิจารณาให้ดี การตั้งสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีลดการผันผวนของการเปลี่ยนแปลงผลการดำเนินงานลง



กรณีที่บริษัทมีขาดทุนสะสมย้อนหลังและก่อนหน้าไม่ได้ตั้งสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีไว้ ต่อมาอยากตั้งรายการนี้ เพราะคาดว่าจะได้ใช้ประโยชน์ทางภาษี โดยก่อนหน้ามีขาดทุนมาสองปีคือ (100) และ (40) รวม ขาดทุนสะสม 140 ลบ. เป็นผลขาดทุนทางภาษี เมื่อบริษัทจะปรับปรุงรายการย่อมทำได้ ขาดทุนได้ปิดเข้าสู่กำไรขาดทุนสะสมแล้ว เมื่อปรับปรุงก็ปรับกับกำไรสะสม ดังนี้ อัตราภาษีใช้สมมติที่ 20%



เดบิต สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี___28   == >  แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน

.........…………..เครดิต  กำไรสะสม____28  == > แสดงในงบกำไรขาดทุนท่อนล่าง



ความหมายคือในอดีตที่ผ่านมาแสดงขาดทุนมากไป 28 ลบ คือปีแรก ขาดทุนควรแสดงเพียง 80 ลบ. ภาษีต้องเป็นลบ 20 ลบ. ปีที่สอง ควรแสดงขาดทุน 32 ลบ. ภาษีต้องเป็นลบ 8 ลบ.

ปีที่สามมีกำไรกลับมา 60 ลบ.  ปีที่สามไม่ต้องนำส่งสรรพกร แต่บัญชียังคงแสดงค่าใช้จ่ายทางภาษี 12 ลบ. ซึ่งทางบัญชีจะมีรายการดังนี้

เดบิต ภาษีเงินได้_____12 == > แสดงเป็น คชจ (60x20% = 12) ในงบกำไรขาดทุนท่อนบน

……………….เครดิต สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี___12 == > ลด ส/ท ภาษีฯ

กำไรสุทธิจะโอนไปกำไรสะสม 60-12 = 48 ลบ. เท่ากับส่วนของเจ้าของ = -100-40+28+48 = -64

กรณีไม่ตั้งรายการเลย = -100-40+60 = -80 ยอดต่างกันคือ 16 ซึ่งคือ สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีที่เหลือการใช้ประโยชน์อีก 16 (28-12 = 16) ลบ.  ถ้าเปรียบเทียบระหว่างการตั้งและไม่ตั้งสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี (ใช้กรณีศึกษาสุดท้าย)

……………………..…ไม่ตั้งสินทรัพย์ภาษีเงินได้ฯ……..ตั้งสินทรัพย์ภาษีเงินได้ฯ

ปีแรก..สินทรัพย์...................... ต่ำไป  20 ลบ...........................ส/ท เพิ่ม 20 ลบ

............กำไรสะสม....................ต่ำไป  20 ลบ...............................เพิ่ม 20 ลบ

............กำไร(ขาดทุน) ..............แสดง (100) ลบ............................แสดง (80)

ปีที่สองสินทรัพย์...................... ต่ำไป  28 ลบ...........................ส/ท เพิ่มอีก 8 ลบ เป็น 28

............กำไรสะสม....................ต่ำไป  28 ลบ...............................เพิ่มอีก 8 ลบ เป็น 28

............กำไร(ขาดทุน) ..............แสดง (40) ลบ.................................แสดง (32)

ปีที่สามสินทรัพย์...................... ต่ำไป  16 ลบ...........................ส/ท ลดลง 12 ลบ

............กำไรสะสม....................ต่ำไป  16 ลบ............................แสดงสูงกว่า 16 ลบ

............กำไร(ขาดทุน) ..............แสดง 60 ลบ...............................แสดง 48 ลบ



บอกอะไรบ้าง

1. การไม่ตั้ง สินทรัพย์ต่ำ ROA จะสูงขึ้นเล็กน้อย (รายการ ส/ท ภาษีมักมีขนาดน้อยมาก)

2. การไม่ตั้ง ส่วนเจ้าของน้อย D/E เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

3. การไม่ตั้ง กำไรขาดทุนจะมีโอกาสผันผวนมากกว่า

4. การไม่ตั้ง เมื่อมีกำไรจะทำให้กิจการจ่ายปันผลจากกำไรได้มาก ในแง่นักลงทุนอาจดี แต่ในแง่ธุรกิจอาจจ่ายเงินสดออกมากเกินไปในปีนั้นๆ ไม่ดีนักในระยะยาว ไม่เหมาะนักในเรื่องหลักการ cpital maintenance

5. การไม่ตั้งในทางบัญชีถ้ามองเรื่อง conservative ถือว่าดี แต่ในมุมมองนักลงทุนเหมือนกับกิจการบอกนัยๆว่า ในอนาคต กิจการไม่มั่นใจว่าจะใช้ประโยชน์จากขาดทุนสะสมที่เกิดขึ้น การแสดงความไม่มั่นใจอาจสะท้อนว่าผู้บริหารเองก็ไม่รู้อนาคตจะมีกำไรเท่าไร จะใช้ได้หรือไม่ เลยไม่ตั้ง ไปวัดดวงเอาวันข้างหน้ามีกำไรเท่าไรก็ใช้เท่าที่ช้ได้ ไม่มีก็ไม่ใช้ เหมือนผู้บริหารยังไม่มั่นใจการทำกำไร หรือไม่ได้วางเป้าหมายไว้

วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

กำไรจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในบริษัทร่วม ณ วันเปลี่ยนสถานะ และกำไรจากการลดสัดส่วนเงินลงทุนในบริษัทร่วมเสมือนรายการขายจริง


การรับรู้รายได้ที่เกิดจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม

กำไรจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในบริษัทร่วม ณ วันเปลี่ยนสถานะ และกำไรจากการลดสัดส่วนเงินลงทุนในบริษัทร่วมเสมือนรายการขายจริง



เงินลงทุนในบริษัทร่วม จะต้องแสดงด้วยวิธีส่วนได้ส่วนเสีย (Equity Method) ในงบการเงินรวม ซึ่งการใช้วิธีนี้ทำให้เกิดการบันทึกส่วนแบ่งกำไร (ขาดทุ) จากเงินลงทุนในบริษัทร่วม ซึ่งแบ่งรับรู้ผลกำไรขาดทุนตามสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทร่วม ปกติบริษัทร่วมมักจะเป็นเงินลงทุนระยะยาว บริษัทถือหุ้นในระดับที่มีอิทธิพล (Influence) แต่ไม่ถึงกับควบคุม โดยกำหนดเบื้องต้นคือถือหุ้นมากกว่าร้อยละ 20 แต่ไม่เกินร้อยละ 50



ในปัจจุบัน หลายบริษัทมีการแสดงกำไรจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในบริษัทร่วม ณ วันเปลี่ยนสถานะ และหรือ กำไรจากการลดสัดส่วนเงินลงทุนในบริษัทร่วมเสมือนรายการขายจริง เชื่อว่าหลายคนสงสัยว่ามาอย่างไร วันนี้จะมาสรุปให้เข้าใจที่มาที่ไป แบ่งเป็นสองกรณี คือลดสัดส่วน และเพิ่มสัดส่วน ทั้งสองกรณี บรษัทยังต้องดำรงสัดส่วนที่ยังป็นบริษัทร่วมอยู่ เช่นเดิมถือ 30% ลดแล้วเป็น 25% ยังมากกว่า 20% หรือ จากที่ถือ 28% เป็น 37% เป็นต้น

1.ลดสัดส่วนเงินลงทุน จะแสดงกำไรจากการลดสัดส่วนเงินลงทุนในบริษัทร่วมเสมือนรายการขายจริง เช่นบริษัท A เดิมถือหุ้น B 30% โดย B มีทุน 400 MB (par@1) มี BV รวม 600 A ถือที่ BV เท่ากับ 180 MB (120 ล้านหุ้น ต้นทุน 1.5 บาทต่อหุ้น) ต่อมา B เพิ่มทุน จาก 400 MB เป็น 500 MB ขายหุ้นละ 2 บาท A ไม่เพิ่มตาม สัดส่วน A ใน B จะเป็น 120/500 = 24% เนื่องจากหลักการ Equity Method คือ งลท. ในร่วมคือการแสดงส่วนได้เสียใน Equity ของบริษัทที่ถือหุ้น

A     =     L   +   E     ; Asset ใน A งลท แสดงก่อน B เพิ่มทุน = 180

เมื่อ B เพิ่มทุน 100 ล้านหุ้น @ 2 BV ของ B จะเป็น 600+200 = 800 MB

A ถอสัดส่วนใหม่ 24% ต้องแสดง งลท ของ B 192 MB

งลท + 12   =  E  + 12

กำไรจากการลดสัดส่วนเงินลงทุนในบริษัทร่วมเสมือนรายการขายจริง = 12

เปรียบเหมือนว่า A ซื้อตามสัดส่วนก่อน 30 ล้านหุ้น ที่ @ 2 บาท

เดิมมี 120 ล้านหุ้น ต้นทุน 1.5 บาทต่อหุ้น ซื้อเพิ่ม 30 ล้านหุ้น ที่ @ 2 บาท

รวม = 120*1.5 + 30*2 = 180 + 60 = 240 ต/ท ใหม่ = 240/150 = 1.6

ขายออก 30 ล้านหุ้น ที่ @ 2 บาท กำไร 0.4 บาทต่อหุ้น

30 ล้านหุ้น จึงเสมือนมีกำไร = 30*0.4 = 12 ลบ.

2. เพิ่มสัดส่วนเงินลงทุน จะแสดงกำไรจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในบริษัทร่วม ณ วันเปลี่ยนสถานะ เช่นเดิม A ถือหุ้นใน B 25% มูลค่า งลท ใน B ก่อนเปลี่ยนสัดส่วนคือ 420 ลบ A ถือหุ้นใน B เพิ่มเป็น40% โดยจ่ายซื้อเพิ่มจากการที่ B เพิ่มทุน อีก 200 ลบ.โดย A จ่ายซื้อส่วนใหญ่ทำให้สัดส่วนเพิ่มเป็น 40% ไม่จำเป็นต้องซื้อที่ BV ของ B เมื่อซื้อ ในวันซื้อ งลท. ใน B วัดมูลค่ายุติธรรมใหม่เท่ากับ 750 ลบ.

งลท 420 + 200  =  620 งลท ใหม่ตามมูลค่าราคาทุน

วัดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนร่วม ณ วันเปลี่ยนสถานะ = 750 ลบ

Asset งลท +130   =   E +130 แสดงกำไรจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในบริษัทร่วม



คงพอคลายความสงสัยที่มาที่ไปของรายการดังกล่าวนะครับ

Redeemable Perfered Stock and Perpetual Bond


Redeemable Perfered Stock and Perpetual Bond

Perpetual Bond คือตราสารหนี้ที่ไม่มีวันหมดอายุ โดยไม่มีการไถ่ถอนคืนจนกว่าบริษัทจะเลิกกิจการ และจะมีการจ่ายดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องตามที่กำหนด ในทางการเงินจะมีลัษณะเหมือนกับ Redeemable Preferred Stock ในขื่อภาษาไทยเรียกว่า หุ้นบุริมสิทธิชนิดไถ่ถอนได้ โดยมีนิยามดังงนี้

หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) เป็นตราสารประเภททุนชนิดหนึ่งที่มีลักษณะกึ่งหนี้และกึ่งเจ้าของลักษณะที่คล้ายหนี้สิน คือ เงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิเป็นอัตราตายตัวและถือเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ของบริษัท แม้ว่าบริษัทอาจงดจ่ายเงินปันผลในปีที่ไม่มีกำไรหรือภาวะทางการเงินไม่อำนวย

ส่วนลักษณะที่คล้ายเจ้าของ คือ ในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิเรียกร้องในสินทรัพย์ของบริษัทภายหลังเจ้าหนี้แต่ก่อนหุ้นสามัญ แต่ถ้าไม่มีสินทรัพย์เหลือหลังการชำระคืนเจ้าหนี้แล้ว ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิก็จะไม่ได้รับทุนคืนเช่นเดียวกับหุ้นสามัญ ประเภทของหุ้นบุริมสิทธิหากแบ่งตามรูปแบบการรับปันผล มีได้หลากหลายดังนี้

1) หุ้นบุริมสิทธิชนิดสะสม (Cumulative Preferred Stock) คือ หุ้นบุริมสิทธิชนิดที่ผู้ถือหุ้นมีสิทธิ์ได้รับเงินปันผลในปีที่ไม่ได้ประกาศจ่ายเงินปันผล เช่นปีนี้ขาดทุนหรือกำไรต่ำ บริษัทอาจงดจ่ายปันผลหุ้นบุริมสิทธิ์ได้ แต่จะสะสมจำนวนที่ต้องจ่ายไปครั้งหน้า เช่น ตอนออกสัญญาจะจ่าย 5% แต่ปีนี้ขาดทุนกำไรหรือขาดทุนจึงงดจ่าย ปีหน้าต้องจ่ายปันผลหุ้นบุริมสิทธิ์ 10%
2) หุ้นบุริมสิทธิชนิดไม่สะสม (
Non – Cumulative Preferred Stock) คือ หุ้นบุริมสิทธิชนิดที่หากปีใดไม่ได้จ่ายเงินปันผล จะไม่สามารถยกยอดไปจ่ายในปีถัดไป
3) หุ้นบุริมสิทธิชนิดร่วมรับ (
Participating Preferred Stock) คือ หุ้นบุริมสิทธิที่ผู้ถือหุ้นมีสิทธิ์ได้รับเงินปันผลร่วมกับผู้ถือหุ้นสามัญอีก หลังจากที่ได้รับเงินปันผลในอัตราที่กำหนดแล้ว หมายความว่าผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิแบบนี้จะได้ปันผลไม่น้อยกว่าผู้ถือหุ้นสามัญ
4) หุ้นบุริมสิทธิชนิดไม่ร่วมรับ (
Non – Participating Preferred Stock) คือ หุ้นบุริมสิทธิที่ได้รับเงินปันผลตามอัตราที่กำหนดเท่านั้น

5) หุ้นบุริมสิทธิประเภทสะสมและร่วมรับ (Cumulative and Participating Preferred Stock) หมายถึง ลักษณะการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิประเภทนี้ ซึ่งมีสิทธิที่ได้รับเงินปันผลทุกปี ถ้าปีใดไม่ประกาศจ่ายเงินปันผลจะสะสมเงินปันผลไปรับในปีที่ประกาศจ่ายและมีสิทธิร่วมรับเงินปันผลที่เหลือตามส่วนแบ่งอัตราส่วนของเงินทุนในหุ้นแต่ละประเภท เป็นการนำ แบบ 1) และ 3) มารวมกัน

6) หุ้นบุริมสิทธิประเภทสะสมแต่ไม่ร่วมรับ (Cumulative but Nonparticipating preferred Stock) หมายถึง ลักษณะการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิประเภทนี้ จะมีสิทธิได้รับเงินปันผลในปีที่บริษัทยังมิได้ประกาศจ่ายเป็นการย้อนหลังของปีก่อน รวมถึงสิทธิที่จะได้รับเงินปันผลสำหรับปีที่ประกาศจ่ายอีกตามอัตราที่ระบุไว้ หลังจากนั้นเงินปันผลที่เหลืออีกจำนวนเท่าใดให้นำไปจ่ายเป็นเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญทั้งหมด เป็นการนำ แบบ 1) และ 4) มารวมกัน

บริษัทผู้ออกสามารถทำได้อีกมาก ในการ structure ตราสารทุนออกมา



หลายบริษัทออกและการจัดหาเงินทุนโดยการออกหุ้นบุริมสิทธิ เพราะ

1. มีความคล่องตัวและความยืดหยุ่น กล่าวคือ เงินปันผลจ่ายหุ้นบุริมสิทธิไม่เป็นภาระผูกพันที่ต้องจ่ายประจำเมื่อเปรียบเทียบกับดอกเบี้ยจ่ายให้หุ้นกู้ซึ่งมีฐานะเป็นหนี้สินของกิจการ
2. ไม่มีกำหนดเวลาไถ่ถอนคืน ทำให้ธุรกิจไม่ต้องเตรียมจัดสรรเงินทุนไว้เพื่อไถ่ถอน
3. หุ้นบุริมสิทธิถือเป็นส่วนของเจ้าของ ดังนั้น การออกหุ้นบุริมสิทธิจึงยังทำให้บริษัทรักษาฐานะและอำนาจในการก่อหนี้ไว้ได้ ถ้ามีความจำเป็นต้องจัดหาเงินทุนเพิ่มเติมในอนาคต
4. การออกหุ้นบุริมสิทธิไม่ต้องมีสินทรัพย์ค้ำประกัน ทำให้กิจการสามารถนำสินทรัพย์ที่มีอยู่ไปค้ำประกันหนี้ชนิดอื่นได้

ส่วนข้อเสียของการจัดหาเงินทุนโดยมีการออกหุ้นบุริมสิทธิ

1. อัตราเงินปันผลจ่ายหุ้นบุริมสิทธิสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้
2. เงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิไม่ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่นำไปหักภาษีในการคำนวณหากำไรสุทธิ
3. ค่าใช้จ่ายในการจัดหาเงินทุนโดยการออกหุ้นบุริมสิทธิ เช่น ค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่าย ค่านายหน้า มักสูงกว่าหุ้นกู้
4. ความนิยมลงทุนในหุ้นบุริมสิทธิมีน้อย เนื่องจากข้อเสียเปรียบบางประการสำหรับผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ เช่น ไม่มีสิทธิออกเสียงในการบริหารงาน ดังนั้นการจัดหาเงินทุนโดยการออกหุ้นบุริมสิทธิจึงมีความเสี่ยงต่อการไม่สามารถจัดหาเงินทุนได้ครบตามจำนวนที่ต้องการเนื่องจากขายไม่ได้

5. หุ้นบุริมสิทธิไม่มีหรืออาจถูกจำกัดสิท์ในการออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้นทั่วไปประจำปี



เนื่องจากข้อดีข้อเสียที่มีอยู่ นักการเงินก็อยากให้เงินที่จ่ายปันผลถูกเรียกเป็นดอกเบี้ยจ่ายจะได้ถือเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีเพื่อเอาไปลดภาษีเหมือนดอกเบี้ยปกติ เพราะแม้จะแสดงกำไรมาก แต่เมื่อคำนวณ EPS (กำไรต่อหุ้น) ต้องหักเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ์ก่อน จึงหารด้วยจำนวนหุ้นสามัญ ดังนั้นอย่างไรกำไรต่อหุ้นก็ต้องหักปันผลหุ้นบุริมสิทธิ ทำให้ EPS ลดลงอยู่แล้วไปเรียก หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) ก็จะไม่ได้ประโยชน์ทางภาษี เลียเรียกใหม่ว่าเป็นหุ้นกู้ เงินที่จ่ายจะได้บันทึกเป็นดอกเบี้ยจะได้เกิดประโยชน์ทางภาษี (Tax Shield) แต่ทำอย่างไรให้กลายเป็นตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน ก็เขียนเงื่อนไขว่าไม่มีอายุไถ่ถอน และด้อยสิทธิ์ (Subordinate Bond or Unsecured Bond) ถ้าดูดีๆ ถ้าเลิกบริษัทจ่ายหนี้อื่นก่อนให้หมดเหลือจึงค่อยให้ Perpetual Bond ไม่พอหรือไม่ถึงทั้งหมดก็ไมม่มีสิทธิ์ฟ้องร้อง ดังตัวอย่างที่มีการออกของบรษัทในตลาดหลักทรัพย์ ดังนี้



PTTEP บริษัทสามารถเลื่อนการชำระผลตอบแทนได้ตามดุลยพินิจของบริษัทโดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง ซึ่งผลตอบแทนที่ค้างชำระดังกล่าวจะถูกสะสมไว้โดยไม่มีการคิดดอกเบี้ยให้ภายหลังการเลื่อนการชำระผลตอบแทน 12 เดือน ทั้งนี้ หากบริษัทมีการเลื่อนการชำระผลตอบแทน บริษัทจะไม่สามารถประกาศจ่ายเงินปันผล รวมทั้งไม่สามารถชำระดอกเบี้ย หรือแจกจ่ายสินทรัพย์ใดๆ ให้แก่ผู้ถือหลักทรัพย์ของบริษัทที่มีสถานะทางกฎหมายเท่าเทียมกับ หรือด้อยกว่าหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนนี้ และจะไม่สามารถทำการไถ่ถอน ลด ยกเลิก ซื้อ หรือซื้อคืนซึ่งหลักทรัพย์ของบริษัทที่มีสถานะทางกฎหมายเท่าเทียมกับหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน

ANAN เป็นหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนชนิดระบุชื่อผู้ถือไม่มีประกัน ไม่แปลงสภาพและมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ชำระคืนเงินต้นเพียงครั้งเดียวเมื่อเลิกกิจการ หรือเมื่อบริษัทฯ ใช้สิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนดตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้นไป หรือตามเงื่อนไขที่กำหนดในข้อกำหนดสิทธิของหุ้นกู้ ชำระดอกเบี้ยทุก 3 เดือน โดยบริษัทฯมีสิทธิสะสมดอกเบี้ยจ่ายและเลื่อนการชำระดอกเบี้ยเป็นวันใดๆตามดุลยพินิจของบริษัทฯ กรณีที่บริษัทฯเลื่อนการชำระดอกเบี้ย บริษัทฯห้ามประกาศหรือจ่ายเงินปันผล หรือชำระดอกเบี้ยหรือแจกจ่ายทรัพย์สินใด ๆ แก่ผู้ถือหลักทรัพย์ของบริษัทฯที่มีสถานะทางกฎหมายเท่าเทียมกับหุ้นกู้หรือผู้ถือหลักทรัพย์ของบริษัทฯที่มีสถานะทางกฎหมายด้อยกว่าหุ้นกู้ และบริษัทฯจะไม่สามารถไถ่ถอน ลด ยกเลิก ซื้อ หรือซื้อคืนซึ่งหลักทรัพย์ของบริษัทฯที่มีสถานะทางกฎหมายเท่าเทียมกับหุ้นกู้หรือหลักทรัพย์ของบริษัทฯที่มีสถานะทางกฎหมายด้อยกว่า หุ้นกู้โดยมีค่าตอบแทน

ในแง่ของนักลงทุนเวลาวิเคราะห์เองจริงๆ นั้น ควรจัดเองใหม่ให้เป็นหนี้สิน ไม่ใช่ไปอยู่ในส่วนทุน เพราะ

1. เวลาหา ROE เราเอากำไรที่หักดอกเบี้ย Perpetual Bond แล้ว ตัวหารต้องไม่มี Perpetual Bond รวมอยู่

2. D/E เราวัดโครงสร้างแหล่งทุน สองส่วน คือแหล่งทุนที่มีภาระต้นทุนคงที่ กับแหล่งทุนที่ไม่มีภาระคงที่ แต่ได้ผลประโยชน์สุดท้ายจากการดำเนินธุรกิจ ซึ่งหมายถึงผู้ถือหุ้น (สามัญ) ที่มีส่วนได้ส่วนเสียจริงทั้งหมดหลังหักภาระทุกอย่างออกไปหมดแล้ว แม้ Perpetual Bond หรือ Prefered Stock ถ้าเลิกกิจการ ก็ต้องได้คืนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ จึงต้องวัด    D/E โดย Debt ต้องรวม Perpetual Bond หรือ Prefered Stock เสมอ เจ้าหนี้ไม่รวมมันเรื่องของเขา เขาไปเสี่ยงเอง แต่คนถือหุ้นสามัญ เราได้ส่วนที่เหลือจากการจ่ายคืน Perpetual Bond ไม่ใช่ได้พร้อมเขา บัญชีจัดอย่างไรก็จัดไป นั่นเป็นเพียงนิยามทางบัญชี แต่นิยามการเงินต้องมองแบบนักการเงิน

3. คำถามที่อยากฝากไว้ว่าทำไมจึงเอา Perpetual Bond เป็นหนี้สิน ถ้ากิจการออก หุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ (Subordinate Bond) เรานับเป็นหนี้สินด้วยใช่ไหม การออกหุ้นกู้ไม่กำหนดเวลาไถ่ถอน Perpetual Bond ความจริงก็คือ การออกหุ้นกู้ที่ให้ auto-refinance นั่นเอง มันยังไงก็คือหนี้เพียงแต่มีสภาพที่พอครบอายุก็ refinance ตัวเอง เมื่อหุ้นกู้ทที่ refinance เรายังถือเป็นหนี้ ทำไม Perpetual Bond จะไม่นับเป็นหนี้ อย่าให้นิยามบัญชีหรืการจัดประเภททางบัญชี มาบิดเบือนแนวคิดทางการเงินพื้นฐาน



Perpetual Bond กระทบต่อผู้ถือหุ้นสามัญอย่างไร กระทบเมื่อบริษัทไม่จ่ายดอกเบี้ย (เป็นการหยุดจ่ายด้วยเหตุใดก็ตาม) บริษัทห้ามจ่ายผลกำไรหรือผลตอบแทนใดๆ ให้ผู้ถือหุ้นสามัญทุกกรณี ในทางการเงินคือ ผลกำไรของธุรกิจถูกกระทบโดยตรงจากภาระหนี้ประจำงวดของ Perpetual Bond ไม่ต่างจากดอกเบี้ยจ่าย ที่ดีกว่าหนี้ทั่วไปคือ ไม่มีสิทธิ์ฟ้องร้องใดๆ



การลงทุนในกิจการที่ออก Perpetual Bond ต้งคำนวณอัตราส่วนบางตัวให้ถูก ไม่อย่างนั้นอาจถูกตัวเลขบิดเบือนได้ จำไว้ บางค่าดีกับมุมมองเจ้าหนี้ นั่นก็เรื่องเจ้าหนี้ เราสนใจว่า ผลต่อคนถือหุ้นสามัญอย่างเราได้อะไรมากกว่า

วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เมื่อเกิดการด้อยค่าในเงินลงทุนในบริษัทย่อย


 เมื่อเกิดการด้อยค่าในเงินลงทุนในบริษัทย่อย

เมื่อวานมีคำถามว่ากรณีเกิดการด้อยค่าในเงินลงทุนบริษัทย่อย แม่บันทึกรับรู้ขาดทุนด้อยค่า ปรากฏในงบเฉพาะ แต่เมื่อทำงบการเงินรวมรายการดังกล่าวหายไปในงบกำไรขาดทุนรวม  (ลองไปดูในงบไทยคม 58) จึงมีคำถามว่า งบการเงินรวมกำไรเพิ่มขึ้นใช่ไหม ต้องทำความเข้าใจครับว่า

1. การดำเนินงานจริงรวมยังเมือนเดิม ด้อยค่าเป็นเรื่องการปรับมูลค่าสินทรัพย์ งบแม่ต้องแสดงเพื่อให้รู้ว่าสินทรัพย์ (เงินลงทุนในย่อย) มูลค่าได้ลดลงเมื่อมีข้อบ่งชี้ตามมาตรฐาน

2. งบการเงินรวมเป็นงบที่แสดงถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจของกลุ่มมีต่อบุคคลภายนอก รายการรหว่งกัน รายการที่เกี่ยวเนื่องกันนในกลุ่ม จะตัดรายการระหว่างกัน เช่นแม่ขายของให้ลูกมีกำไร แต่งบรวมเมื่อไม่ถือว่ามีการขายเกิดขึ้น แม่แสดงกำไร แต่งบรวมจะตัดยอดขายและต้นทุนขายสินค้าระหว่างกันนั้นออก กำไรก็เอาไปตัดลดมูลค้าสินค้าคงเหลือลูกออก (ถ้ายังไม่ขายออก) ถ้าขายออกก็ไปลดต้นทุนขายของลูกลงเหมือนแม่ขายเอง ตัวอย่างง่ายๆ ดังนี้

บริษัท แม่_____________บริษัทลูก_________งบรวม

เงินสด________500_____เงินสด_____50____เงินสด_____550

สินค้า________1000____สินค้า_____500____สินค้า_____1400

งลท ย่อย______500                     

ส่วนทุน______2000____ส่วนทุน___550____ส่วนทุน____1950



ขาย_______500____ขาย____200____ขาย____200__(แม่ขายลูกทั้งหมด 500)

ต้นทุนขาย__400___ต/ท ขาย_150___ต/ท ขาย_150__(ลูกขายของที่ไม่ได้ซื้อจากแม่)

กำไร______100___กำไร_____50___กำไร_____50__กำไรจากคนนอกกลุ่มทั้งหมด

แม่มีทุนเจ้าของปลายปี 2000 เพราะรวมกำไรขายให้ลูก 100 ไว้ด้วย ทุนเดิมคือ 1900 มีสินค้าเดิม 1400 เงินสด 500 เอาเงินลงทุนในลูก 500 ลูกเอามาซื้อของแม่ 500 ดังนั้น สินค้าเดิมมี 1400 เมื่อลูกไปเอาของมาขาย (ขายสด และจ่ายค่าของหมดแล้ว) กำไรทำให้ทุนเพิ่ม 50

3. สังเกตตุ๊กตาข้างต้น แม่ไม่ได้ทำอะไรเลยนะครับจากทุน 1900 เป็น 2000 ทุนมันงอกได้จาการตั้งลูก ขายกันเองแม่ลูก ถ้าลูกไม่ขายอะไรเลยก็ไม่ทำให้กิจการรวมโตได้ นี่ดีที่ลูกขายเองกำไรเพิ่มมา 50 ดังนั้นงบรวมจึงมองภาพได้ดีที่สุด นี่คือเหตุผลที่ผมย้ำเสมอว่าต้องดูและวิเคราะห์จากงบรวมเท่านั้น งบเฉพาะก็บิดเบือนได้ ใช้ดูเทียบบางรายการเพื่อหาประเด็นเท่านั้น

4. กลับมาที่ประเด็นกรณีมีการด้อยค่าเงินลงทุนในย่อยต่อ ปกติการมำงบรรวม ถ้าลงทุนมากกว่ามูลค่ายุติธรรม (Fair Value - FV) จะเกิดค่านิยมขึ้น (GW Goodwill) การด้อยค่าเมื่อเกิดขึ้นจะลดค่านิยมก่อน (ในงบไทยคม ปีก่อนหน้าค่านิยมด้อยค่า) เหมือนกับสินทรัพย์ PPE ด้อยค่าเอาไปลดส่วนเกินจากการตีราคาก่อน ลดจนหมด จึงรับรู้ขาดทุนในท่อนที่ 1 (คนเรียน 12 เรื่องบัญชีและมาตรฐานฯ ที่ผ่านมาไม่นานนี้ไปทบทวนดูครับ) ลดหมดก่อน เนื่องจากค่านิยมอยู่ในงบเป็น ส/ท จึงหักทันทีในกำไรท่อน 1 (บน) ถ้าดูงบไทยคมจะพบว่าปีก่อนมีด้อยค่าความนิยมลงก่อนแล้ว ปีนี้ย่อยยังไม่มีทีท่าฟื้นก็ลดมูลค่าเงินลงทุนต่อ จะเห็นว่าปีที่แล้วมูลค่ายังลงไม่ต่ำกว่า FV ที่ตีราคาตอนซื้อ ปีนี่ต่ำลงกว่า FV ปีก่อน แต่ยังสูงกว่า BV ก็ไม่เกิดในท่อน 1 งบรวม

5. ในการทำงบรวม ส/ท ลูกที่เอามารวม เป็นมูลค่า FV ไม่ใช่ BV (ตรงนี้คนเรียน 12 เรื่องบัญชีและมาตรฐานฯ ที่ผ่านมาไม่นานนี้ไปทบทวนดูเช่นกันครับ) เมื่อด้อยค่า งลท. ย่อย ต้องเอาส่วนด้ยค่านี้ลดมูลค่า FV ลงก่อน (ลดกระจายตามสัดส่วนให้หมดก่อน) เมื่อถีง BV ทางราคาทุนบัญชี จึงลงขาดทุนในท่อน 1 ตัวอย่างง่ายๆ เพื่อความเข้าใจ

แม่______________ย่อย(BV)____FV_______งบรวม

Asset______900_______80_____100_______1000 (900+100)

งลท ย่อย___100 (ถือ 100%)

Equity____1000_______80_____100_______1000

6. ถ้าย่อยด้อยค่าต่ำลงกว่า BV ส่วนที่ต่ำกกว่ BV จะแสดงในงบกำไรขาดทุนรวมท่อนบนแล้ว สมมติต่อจากข้อ 5. งลท. ด้อยค่าลดลงเหลือ 40

แม่______________ย่อย(BV)____FV_______งบรวม

Asset______900_______80_____100______1000___(900+100)

งลท ย่อย____40 (ถือ 100%)

Equity____1000_______80_____100_______1000

ขาดทุน____(60)_________________________(-)

FV ย่อย ลดลงจาก 100 เหลือ FV ในมุมแม่เพียง 40 บริษัทย่อยไม่ตีลงได้มั๊ย ได้ครับมาตรฐานไม่ได้บังคับ แต่ในหลักการควรต้องตีราคาลง ย่อยอาจไม่มีมาตรฐานเรื่องนี้ หรือหลักเกณฑ์ต่างกัน (IFRS ไม่ได้บังคับใช้ทุกประเทศ บางประเทศ adap บางที่ก็ adop) แม่กับย่อยอยู่คนละประเทศเป็นต้น

แต่ถ้า งลท. ด้อยค่าลดลงเหลือ 70 และ FV ย่อย ก็ลดลงตาม ย่อยรับรู้ด้อยค่า 10 เพื่อให้ ส/ท ลดจาก 80 เหลือ 70

แม่______________ย่อย(BV)____FV_______งบรวม

Asset______900_______80_____70_______970___(900+70)

งลท ย่อย___70 (ถือ 100%)

Equity____1000_______80_____70_______1000

ขาดทุน___(30)________(10)_____________(30)

จะเห็นว่าขาดทุนจากการด้อยค่าในงบรวม = 30 ไม่ใช่ 40

7. ดังนั้น ถ้าบริษัทแม่ด้อยค่าเงินลงทุนในบริษัทย่อย จะลดในค่านิยมก่อน (ถ้ามี) จากนั้นปรับลด FV ที่ตีมูลค่าสินทรัพย์ในย่อยลง ซึ่งย่อยไม่บันทึกด้อยค่าก็ได้ ถ้าเมื่อไร FV ลดลงต่ำกว่าที่บันทึกจึงรับรู้ขาดทุนจากการด้อยค่าแม่ ต้องเข้าใจด้วยนะครับหลังวันซื้อกิจการถือเป็น FV หมด ไม่ใช่ตี ส/ท ที่ FV ใหม่ทุกปีเพิ่มลด GW ใหม่ทุกปี ในการอ่านงบถือว่า GW เกิดวันที่ตัดสินใจซื้อเท่านั้น ว่าวันซื้อตัดสินใจไปแล้วจบ หลังจากนั้นมูลค่าลูกเพิ่มมากน้อยก็คือการดำเนินธุรกิจล้วนๆ ค่านิยมยังคงอยู่ได้หากลูกยังสร้างมูลค่าหรือกระแสเงินสดไม่น้อยกว่าที่ตัดสินใจซื้อ ดังนั้นส่วนเจ้าของบริษัทย่อยจะเพิ่มขึ้น ถ้าด้อยค่าแต่มูลค่าลดลงไปรวมแล้วยังสูงกว่าราคาทุน (มูลค่ายุติธรรม) วันที่ลงทุน ขาดทุนในเงินลงทุนย่อยที่ปรากฎในงบแม่ (เฉพาะ) ก็เพียงไปลบเงินลงทุนย่อย แต่ไม่ปรากฎในงบรวม แสดงว่าการด้อยค่าเงินลงทุนในงบรวมไทยคม ยังไม่ทำให้มูลค่าเงินลงทุนปุจจุบันลดลงต่ำกว่งเงินลงทุนแรกเริ่ม แต่ก็ส่งสัญญาณบอกว่า เงินลงทุนบางส่วนกำลังไม่เกิดมูลค่าเพิ่ม เป็น Non-Performing Assets