วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ค่าที่นิ่ง แสดงว่าไม่ผันผวน บอกอะไรเกี่ยวกับบริษัท


ค่าที่นิ่ง แสดงว่าไม่ผันผวน บอกอะไรเกี่ยวกับบริษัท

             ROAOM*AT ประสิทธิภาพการลงทุนดี รักษาการทำไรดี มี organic growth ในตัว

             ROE – NM*AT*(1+D/E) ประสิทธิภาพการลงทุนดี รักษาการทำไรดี  รักษาระดับการก่อหนี้คงที่

             AT – ประสิทธิภาพการลงทุนดี ตัดสินใจลงทุนดี เหมาะสม customer มี loyalty

             D/E – มีความเข้มแข็งในด้าน solvency มีเครดิตการค้า การกู้ยืมกับสถาบันการเงินดี

             GM – ควบคุมต้นทุนผลิตดี ระบบการผลิตดี  (จัดซื้อและผลิต/โรงงาน)

             OM – ควบคุมค่าใช้จ่ายดี ระบบงบประมาณดี ระบบการควบคุมภายในดี

             NM – ระบบการควบคุมภายในดี ควบคุมต้นทุนการเงิน+ภาษีดี ไม่มีกำไร one-time มากและบ่อย

             ART – มี customer portfolio ดี ล/ค มี Loyalty ต่อสินค้า ต่อธุรกิจ

             IT - ระบบการจัดซื้อผลิต/โรงงาน และ ฝ่ายขายดี ซื้อดี ผลิตดี ขายคล่อง

             APT – มี Bargaining Power of Suppliers

ในการประเมินมูลค่าหุ้น ทำไม P/E ถึงใช้แทน DCF ได้


ในการประเมินมูลค่าหุ้น ทำไม P/E ถึงใช้แทน DCF ได้

นักลงทุนจำนวนมาก ยังสับสนและไม่แน่ใจว่าราคาหุ้นควรใช้ P/E หรือไม่ และบางคนก็ไปมุ่งทำ DCF (Discount Cash Flow) และนักวิเคราะห์จำนวนมากก็ชอบทำ DCF เพราะดูขลังดี ดูแล้วน่าเชื่อถือ ในมุมมองผมแล้ว DCF หลักการดี แต่มั่วตัวเลขตัวเลขง่ายที่สุด แต่งตัวเลขหลอกง่ายที่สุด โดยถ้าคนไม่รู้จริงถูกหลอกง่ายที่สุด เรื่องนี้ คนที่เรียนกับผมคงเข้าใจ แต่คนที่ยังไม่เรียนอาจงงๆ ผมเองเชื่อในหลักการ DCF แต่ไม่ใช้ เพราะยากมากที่เราจะรู้ว่าปีไหนจะมี GM OM NM เท่าไร จะโตมากโตน้อย กู้มากกู้น้อย เราทำได้ดีที่สุดเพียง คาดการณ์กว้างๆ คร่าวๆ เพียงน่าจะได้ค่าๆ หนึ่ง แล้วกำหนดให้คงที่ระยะยาว

    ถ้าประมาณโดยใช้หลักการคงระดับประสิทธิภาพไว้ เช่น GM OM NN Turnover ต่างๆ ตลอดจน D/E แล้ว FCF จะคงที่และเพิ่มตามการเติบโตของยอดขาย เพราะ เนื่องจาก GM OM NM คงที่

    NWC (ทุนหมุนเวียนสุทธิที่เพิ่มหรือลด) ก็จะคงที่ด้วย เพราะเมื่อเก็บเงินรอบเท่าเดิม รอบสินค้าก็เท่าเดิม ยอดขายเปลี่ยน สัดส่วนต่างก็จะเปลี่ยนตาม

    ที่ยอดขายเท่ากับ  X  และมีนโยบายการให้เครดิตขายเชื่อเฉลี่ยราว a วัน 

   AR = a*X/360 ถ้ายอดขาย X โต Dg ---- >   DAR= a*DX/360

    ในทำนองเดียวกันกับการหาสินค้าคงเหลือและเจ้าหนี้การค้า ถ้า หมุนสินค้าฯ b วัน จ่ายเจ้าหนี้เฉลี่ย c วัน จะได้

    DINV= b*DX*(1-GM)/360

    DAP  = c*DX*(1-GM)/360

    การเปลี่ยนแปลงใน DNWC =  -a*DX/360 - b*DX*(1-GM)/360 + c*DX*(1-GM)/360 คือสูตรสำเร็จรูปของการเปลี่ยนแปลงทุนหมุนเวียนสุทธิที่เพิ่มหรือลด

    จากที่กล่าวมา จะเห็นว่า a, b, c, GM คือตัวแปร หากกำหนดคงที่ระยะยาว DX คือ % คือการเติบโตยอดขาย

     กำไรในรูป CFO ก็เปลี่ยน ตามกำไรสุทธิ ยอมไปในทางเดียวกับ EPS และ DPS

    CAPEX ก็เช่นกัน ถ้า AT คงที่ ทุกครั้งที่ยอดขายเพิ่ม การลงทุนก็ต้องมีตลอดเวลา กำไรมี Depreciation ใน CFO ก็จะมี capital maintenance

    จากที่กล่าวมา จะเห็นว่า a, b, c, GM คือตัวแปร หากกำหนดคงที่ระยะยาว DX คือ % คือการเติบโตยอดขาย

    กำไรในรูป CFO ก็เปลี่ยน ตามกำไรสุทธิ ยอมไปในทางเดียวกับ EPS และ DPS

     CAPEX ก็เช่นกัน ถ้า AT คงที่ ทุกครั้งที่ยอดขายเพิ่ม การลงทุนก็ต้องมีตลอดเวลา กำไรมี Depreciation ใน CFO ก็จะมี capital maintenance

    DCF Model:  FV = FCF/WACC  --- > P = D/k …… no growth model

     FCF = EBITDA – DNWC – CAPEX

     If no growth DNWC = 0 ไม่มี AR Inventory AP เพิ่ม เพราะขายไม่เพิ่ม

    เก็บเงินคงที่ สินค้าหมุนเวียน ผลิตคงที่ จ่ายหนี้การค้าคงที่

     CAPEX = Depreciation ลงทุนเท่าค่าเสื่อม à แค่รักษาระดับกำลังการผลิต capital maintenance / no new investment to expansion

    FCF = EBITDA - 0 - Depreciation = EBIT

    จาก FCF/WACC = FV = Value of Debt + Value of Equity

    FV = Vd  + Ve  = Int/rd  +  NI/re

   NI/re  =  EPS/k  = P --- >  P/E = 1/k

    P/E จึงบอกว่านักลงทุนจะคืนทุนในเวลากี่ปี ถ้าจ่ายกำไร 100% ของกำไร หรือบอกว่าผลตอบแทนการลงทุนเป็นเท่าไร (1/k) (จ่าย b = 100%)

    P/E = 10  --- > return = 10%

     ถ้ามี growth:   P/E =  b /(k-g)

    เราอาจตีความได้ว่าส่วนกลับของ P/E คูณอัตราจ่ายปันผลคือ Dividend Yield

    สำหรับคนทำ DCF หากไม่กำหนดค่าให้นิ่ง คำถามคือรู้ได้อย่างไรว่าปีต่อไปจะเปลี่ยน แล้วเปลี่ยนปีไหน ทำไมต้องปีนั้น

   การลงทุนใน CPEX ก็เช่นกัน ทุกอย่างหากไม่ตั้งสมมติฐานจากปัจจุบัน และผลงานในอดีตแล้ว ประสิทธิภาพที่ดีขึ้นมาเกิดจากอะไร

   ประสิทธิภาพผูกโยงกับ Corporate Culture องค์กรที่มีประสิทธิภาพมักจะสะท้อนผ่าน ค่า b กิจการที่มีประสิทธิภาพ ค่า b  มักจะใกล้เคียงตลาด

  ดังนั้นการประเมินมูลค่าหุ้นด้วย P/E ไม่ว่าจะมี growth หรือไม่มี เรากำลังกำหนดอนาคตว่าสิ่งที่จะทำได้ในอนาคต จะไม่แตกต่างจากค่าเฉลี่ยที่เคยทำมา คนที่เรียนกับผมมาจะรู้ว่าผมย้ำเสมอเรื่องความนิ่งของอัตราส่วนต่างๆ ยิ่งนิ่งยิ่งดี หากไม่นิ่งราคาหุ้นจะยิ่งผันผวน หุ้นที่ดีค่าอัตราส่วนต่างๆควรต้องนิ่ง (วิธีการวัดความนิ่งคนเรียนกับผมทบทวนด้วย ไม่ลืมนะครับ)

    ประเด็นนี้ก็เชื่อมโยงไปว่าทำไมราคาหุ้นเราต้องติดตามอย่างน้อยปีละครั้ง ไม่ต้องทำทุกวัน แต่ไม่ใช่ทำวันนี้แล้วจบ ทำไม risk free rate ตำราจริงๆ (Text Book) ที่เรียน เขาใช้ T-Bill (1 ปี) ไม่ใช้T-Note ที่อายุเกิน 1 ปี (เช่นมีบางคนแนะให้ใช้ 15-20 ปีไม่จำเป็นเลยครับ)  บางคนอาจค้าน แต่คนมาเรียนกับผมได้ชี้แจงกันในชั้นเรียนแล้ว ความรู้ผมกลมและเชื่องโยงกันทุกประเด็นครับ จำไว้นะครับ หุันดีต้องนิ่ง ยิ่งนิ่งจะโตได้ยาวราคาไม่แกว่ง

วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Tax Shield คืออะไร

มีคนถาม Tax Shield คืออะไร
Tax Shield คือประโยชน์ที่ได้ทางภาษีที่จ่ายน้อยลงจากรายจ่ายนั้นเอง เช่น บริษัทมีรายได้ก่อนหักค่าเสื่อมและภาษี 300 ลบ. อัตราภาษี 22% มีค่าเสื่อมราคา 100 ลบ. สมมติไม่มีหนี้ ไม่มีดอกเบี้ยจ่าย
EBITDA_______________300
Depreciation ___________-100
EBT___________________200
Tax 22%________________-44
NI_____________________156
ถ้าไม่มีค่าเสื่อมเกิดขึ้น บริษัทต้องจ่ายภาษี 300x22% = 66 แต่เมื่อมีการหักค่าเสื่อมฯ 100 จ่ายภาษีเพียง 44
ภาษีที่จ่ายน้อนลงนี้ 22 เรียกว่า Tax Shield = 100x22% = 22
Tax Shield = ค่าใช้จ่าย x อัตราภาษี พูดง่ายๆคือรายจ่ายทุก 100 บาท ให้ภาษีที่ต้องเสียภาษีลดลงจากภาษีที่เกิดจากรายได้ก่อนรายจ่ายนั้น 22 บาท
จากตัวอย่างข้างต้นสมมติมีอีกดอกเบี้ยจ่าย 50 บาท บริษัทจะเหลือกำไรเท่ากับ 156-50 = 106 แต่จะมีกำไรดังนี้
EBITDA________________300
Depreciation ___________-100
ดอกเบี้ยจ่าย______________-50
EBT___________________150
Tax 22%________________-33
NI_____________________117
ภาษีจ่ายลดลงอีกจาก 44 เหลือ 33 ลดลง 11 บาท ทุกๆรายจ่ายที่เกิดขึ้น กำไรลดลงแต่ภาษที่จะจ่ายก็จะลดลงด้วยเช่นกัน ถ้าเขียนเป็นสมการง่ายๆ
NI = Sales – Exp - (Sales – Exp) x t = (Sales – Exp) x (1-t) = Sales – Exp - (Sales x t) + (Exp x t)
Total tax exp = ภาษีทั้งหมดจากรายได้ (Gross) + Exp x t
บริษัทมีรายได้จากการขาย 1,000 ต้องเสียภาษี = 1,000 x t
มีรายจ่ายทั้งหมด 800 จะได้ tax shield = 800 x t
ถ้าภาษีเท่ากับ 25%
ภาษี = -1000x0.25 + 800x0.25 = -250 + 200 = -50
Prove:
Sales____________1000
Exp_____________-800
EBT_____________200
Tax 25%__________-50
NI_______________150
ความจริงเรื่อง Tax Shield มักจะมีกล่าวมากในวิชาการเงินมากกว่าทางด้านบัญชี
Depreciation Tax Shield ประโยชน์ทางภาษีที่เกิดจากค่าเสื่อมราคา เป็นรายจ่ายทางบัญชีที่ไม่ได้จ่ายเป็นงินสด แต่ทำให้ค่าใช้จ่ายทางภาษีลดลง = Depreciation Exp. X Tax rate
Interest Tax Shield ประโยชน์ทางภาษีที่เกิดจากดอกเบี้ย ทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยที่เป็นเงินสดจ่ายออกลดลง = Interest Exp. X Tax rate ทำให้ในสูตร WACC = D/(D+E) * (rd) *(1-t) + E/(D+E) * re

วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559

การไซฟ่อนเงิน ตอนที่ 2


การไซฟ่อนเงิน ตอนที่ 2

ต้องยอมรับว่าการดูข้อมูลเพื่อบอกว่าบริษัทไซฟ่อนหรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย รวมถึงบางเรื่องต้องใช้เวลายาวนาน และเข้าใจทางการบัญชีพอควร แต่มีไฟย่อมมีควัน ดังนั้นเมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้น อย่างน้อยต้องมีเงื่อนพอให้สืบค้นเรื่องราวต่อไปได้บ้าง คำแนะนำเบื้องต้นให้สัญญาณต่างๆ มีดังนี้

1. จับสัญญาณจากงบการเงิน โดยอาศัยวิเคราะห์อัตราส่วนจากข้อมูลในงบการเงิน หรือแม้แต่ความเห็นของผู้สอบบัญชี เช่นถึง แม้ผู้สอบบัญชีจะรับรองว่างบการเงินถูกต้อง แต่มีการตั้งข้อสังเกตบางอย่าง (รายงานผู้สอบบัญชีให้ข้อสังเกต ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ในรายงาน เดิมบางผู้สอบบัญชีก็มีเขียนรายงานอยู่แล้ว) อันนี้ต้องดูรายละเอียดว่า ผู้สอบบัญชีกำลังบอกอะไร เช่น ผู้สอบบัญชีอาจบอกว่า บริษัทมีการทำรายการที่เกี่ยวโยงกันเป็นจำนวนมากด้วยข้อความหน้างบว่า “โดยมิได้เป็นการแสดงความเห็นอย่างมีเงื่อนไขต่องบการเงินข้างต้น ข้าพเจ้าขอให้สังเกตหมายเหตุประกอบงบการเงินข้อ 3 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายการค้าระหว่างบริษัทและบุคคลที่เกี่ยวข้องกันเป็นจำนวนมาก และในระหว่างปีบริษัทมีการรับคืนสินค้า เนื่องจากสินค้าเสียหาย” เป็นต้น

สัญญาณที่จะสะท้อนว่างบการเงินมีปัญหา จะเห็นได้ชัดเจนขึ้นเมื่อความเห็นของผู้สอบบัญชีออกแนวเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับ ได้แก่ การแสดงความเห็นต่องบการเงินนั้นแบบมีเงื่อนไข เช่น บอกว่าถ้าไม่นับเรื่องนี้แล้ว งบการเงินที่เหลือถูกทั้งหมด หรือการบอกว่า ไม่อาจแสดงความเห็นต่องบการเงินได้ เนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบได้ รวมถึงขั้นที่แรงสูงสุด คือ บอกว่างบการเงินนั้นไม่ถูกต้อง

2. ข้อมูลการทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน ไม่ใช่ว่าการที่บริษัททำรายการเหล่านี้จะไม่ดีเสมอไป  แต่มีเพียงบางกรณีที่ถูกใช้เป็นช่องทางถ่ายเทผลประโยชน์ได้ ดังนั้น ในฐานะผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทคนหนึ่ง  ควรรักษาประโยชน์ของตนเอง โดยเข้าไปดูว่าการทำรายการนั้นมีประโยชน์อะไรบ้างต่อบริษัท มีความสมเหตุสมผลไหม ที่สำคัญคือ ราคามีความเป็นธรรม สมเหตุสมผลหรือไม่ หรือมีเงื่อนไขอย่างไร ทำให้บริษัทเสียประโยชน์หรือไม่ มีหลายกรณีที่รายการที่เกี่ยวโยงกันของบริษัทดูน่าสงสัย แต่ก็ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งเหตุผลส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้ถือหุ้นที่ไม่เห็นด้วย ไม่ได้เข้าประชุมเพื่อใช้สิทธิโหวตคัดค้าน หรืออาจไม่เข้าใจ จึงไม่ให้ความสนใจตรงนี้

3. ควรติดตามว่าบริษัทได้ทำอะไรที่ไม่ใช่ธุรกิจปกติหรือไม่ เช่นธุรกิจหลักของบริษัทไม่ได้เป็นธนาคาร แต่ทำไมชอบปล่อยกู้เสียจริงหรืออาจให้สินเชื่อการค้า แล้วต่อมาก็มีการตั้งสำรองเผื่อหนี้สูญ เราควรติดตามดูรายการเหล่านี้ว่าบริษัทมีมาตรการอย่างไร มีการวิเคราะห์ความสามารถของลูกหนี้ในการชำระคืนเงินกู้หรือไม่ หรือบางทีบริษัทไปลงทุนในอะไรใหม่ๆ ที่บริษัท ไม่มีความรู้ความชำนาญมาก่อน ต้องดูว่ามีความสมเหตุสมผลไหม  

4. พิจารณาว่าบริษัทมีระบบการควบคุมภายในที่ดีพอหรือไม่ เช่น ให้บุคคลคนเดียวเป็นผู้มีอำนาจลงนามโดยไม่มีระบบคานอำนาจ ก็เป็นช่องทางให้เกิดการไซฟ่อนได้ง่าย หรือหากระบบควบคุมภายในไม่ดีก็ทำให้เกิดการรั่วไหลของทรัพย์สินได้ง่ายเช่นกัน ตัวช่วยบอกสัญญาณในเรื่องนี้ก็มาจากรายงานผู้สอบบัญชี อัตราส่วน turnover ต่างๆ ผันผวนสูงๆ สม่ำเสมอ



บริษัทที่จะลงทุนถ้าหากส่งสัญญาณที่ไม่ค่อยดีนักว่าอาจมีการไซฟ่อน ไม่ผิดถ้าคุณจะถอยหลังออกมา เพราะยังมีหุ้นตัวอื่นๆ ให้เลือก จำไว้ว่าการลงทุนในหุ้น ถึงแม้จะดี ก็มีความยังเสี่ยงในการลงทุนตามปกติอยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องเพิ่มความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่น่าสงสัยว่าจะมีการไซฟ่อนอีก บางคนสนใจทำกำไรเพียงสั้นๆไม่กี่วัน ไม่กี่สัปดาห์ไม่กี่เดือน ถ้าติดหุ้นก็ต้องทำใจยอมรับ cut loss เพราะบางทีอาจใช้เวลานานกว่าความจริงจะปรากฏ หุ้นก็อาจลงมามากกว่าที่คิด จึงควรเลือกปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า

การไซฟ่อนเงิน ตอนที่ 1


การไซฟ่อนเงิน ตอนที่ 1

         เรามักได้ยินคำสองคำ บางคนอาจจะสับสนระหว่างคำว่าการไซฟ่อนเงินกับการฟอกเงิน ทั้งสองคำนี้ต่างกัน การไซฟ่อนเงิน (money siphoning) คือการยักย้ายถ่ายเทผลประโยชน์ของบริษัทไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว ส่วนการฟอกเงิน (Money laundering) หมายถึง การกระทำใด ๆ ที่ทำให้เงินที่ได้มาโดยการกระทำที่มิชอบด้วยกฏหมาย หรือได้มาโดยการไม่สุจริตให้กลายเป็นเงินที่ได้มากโดยถูกต้องตามกฏหมาย หรือการฟอกเงิน ก็คือ การทำเงินที่สกปรกให้สะอาด ตลาดหุ้นก็ถือเป็นแหล่งหนึ่งที่อาชญากรทางการเงินใช้เป็นที่ฟอกเงิน แต่วันนี้เราจะไม่พูดถึงเรื่องการฟอกเงิน แต่จะพูดถึงเรื่องการไซฟ่อนเงิน



การยักย้ายถ่ายเทผลประโยชน์ของบริษัทออกไปเป็นผลประโยชน์ส่วนตัวของเจ้าของบริษัท สำหรับในประเทศไทยเกิดขึ้นบ่อยๆ โดยที่บางครั้งคนซื้อหุ้นเสียประโยชน์โดยไม่รู้ตัว การไซฟ่อนเงิน (money siphoning) โดยอาจจะทำผ่านช่องทางการทำธุรกิจปกติ เช่นในรูปของการซี้อขายสินค้าและสินทรัพย์ การกู้หรือให้ยืมเงิน การค้ำประกันระหว่างบริษัทจดทะเบียนกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ผู้บริหารหรือกิจการของคนเหล่านั้น แม้แต่การใช้ข้อมูลภายใน (inside information)

ข้อสังเกตพฤติกรรมของการไซฟอนเงิน จะมี 4 แบบหลัก ๆ คือ

1. การที่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง ทำการซื้อสินค้า สินทรัพย์ หรือเงินลงทุนในราคาที่สูงกว่าหรือต่ำกว่าความเป็นจริง โดยเฉพาะกับบริษัทในเครือหรือบริษัทร่วมที่มีความเกี่ยวข้องกับตัวผู้บริหาร เจ้าของ หรือผู้ถือหุ้น ตัวอย่างแบบที่หนึ่ง คือ การที่บริษัทจดทะเบียนซื้อหรือขายสินค้า หรือทรัพย์สิน ราคาสูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริง โดยเฉพาะกับกรรมการ/ผู้บริหาร/ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือบริษัทในเครือ/บริษัทที่เกี่ยวข้องกับบุคคลเหล่านั้น เช่น บมจ. AAA ได้ลงทุนซื้อหุ้น 25% ของ บจก. GGG (เป็นบริษัทของผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ถือหุ้นใน AAA ด้วย) ในราคา 125 ล้านบาท ทั้งที่มูลค่าตามบัญชีเพียง 60 ล้านบาท โดยอ้างว่ามูลค่าที่จ่ายเพิ่มเป็นค่าความนิยมของ บจก. GGG แต่ในเวลาต่อมาไม่นาน บมจ. AAA ต้องตั้งสำรองเผื่อขาดทุนจากการด้อยค่าหุ้น บจก. GGG ถึง 80 ล้านบาท และในปีถัดมา GGG ก็อาจทำธุรกิจขาดทุนจนกระทั่งอีกไม่นานก็เลิกกิจการ เป็นต้น ดังนั้นไม่ว่าจะจ่ายราคาที่สูงกว่าหรือต่ำกว่าความเป็นจริง เงินก็จ่ายไปแล้ว และการซื้อต่ำในตอนแรก ก็บันทึกกำไรจากการต่อรองแล้ว ราคาหุ้นก็ดันขึ้นไปอีกด้วย เท่ากับเจ้าของได้สองต่อ

อีกตัวอย่างของการไซฟ่อนเงิน ซึ่งในรูปแบบที่มักเกิดขึ้น ก็คือ เรื่องของการซื้อที่ดินในราคาสูง โดยมักให้เหตุผลว่าเพื่อเตรียมขยายโรงงาน เช่น ซื้อที่ดินจากบริษัทที่เป็นบริษัทที่ภรรยา/ลูก/คนที่เกี่ยวข้องของประธานกรรมการในบริษัทใหญ่ที่ถือหุ้นอยู่ ในราคา 750 ล้านบาท ซึ่งในเวลาต่อมา ปรากฏราคาประเมินของที่ดินแปลงดังกล่าวเพียง 245 ล้านบาท แถมบริษัทใหญ่ยังประกาศยกเลิกแผนขยายโรงงาน เท่ากับที่ดินที่ซื้อมาไม่มีการใช้ประโยชน์ตามที่บอกไว้ตอนซื้อ แต่ได้มีการผ่องถ่ายเงินของ บมจ. ออกไปยังบริษัทที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหารเรียบร้อยแล้ว

2. การที่บริษัทจดทะเบียนอนุมัติเงินกู้หรือลดหนี้สิน หรืออำนวยความสะดวกในด้านใดด้านหนึ่งเกี่ยวกับการเงินของผู้ถือหุ้น ผู้บริหาร หรือการอนุมัติเงินลงทุนอย่างใดอย่างหนึ่งที่ไม่มีความชัดเจนว่าจะกู้เงินหรือลงทุนในเรื่องใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่บริษัทนั้น ๆ ยังอยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ ในรูปแบบที่สองนี้ เช่นการที่ บริษัทจดทะเบียนให้กู้หรืออำนวยประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้นใหญ่ในกิจการส่วนตัว แล้วขอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติอนุมัติ และภายหลังปรากฏว่า การให้กู้หรืออำนวยประโยชน์ดังกล่าวทำให้บริษัทจดทะเบียนได้รับความเสียหาย เช่นปล่อยกู้แก่บริษัทส่วนตัวของนาย B ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เป็นเงินประมาณ 1,500 ล้านบาท เพื่อลงทุนโครงการแห่งหนึ่ง ต่อโครงการดังกล่าวถูกเลื่อนไปไม่มีกำหนด บริษัทส่วนตัวของนาย B ก็ไม่สามารถชำระหนี้ได้ แล้วต่อมาบริษัทนาย B ก็ขอแปลงหนี้เป็นทุน ซึ่งก็เหมือนกับไปซื้อกิจการไม่ดีนั่นเอง

3. การซื้อหุ้นคืน บ่อยๆ โดยก่อนซื้อคืนอาจมีการทำราคาให้สูงขึ้น ผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือเจ้าของก็สามารถขายคืนบริษัทในราคาสูง ก่อนปล่อยให้ราคาตกเพื่อมาซื้อกลับรักษาสัดส่วนเสียงส่วนใหญ่ไว้ มักนิยมทำหลังการประชุมสามัญหรือการผ่านวาระการโหวตเรื่องสำคัญแล้ว เพราะช่วงนั้นไม่ต้องถือหุ้นเพื่อออกเสียง ในที่ประชุมผู้ถือหุ้นสามัญ การที่บริษัทมีเงินสดมากแต่ไม่เอาไปลงทุนขยายงาน ย่อมไม่เกิดประโยชน์กับผู้ถือหุ้น ลักษณะหุ้นแบบนี้มักมีช่วงขึ้นลงกว้าง ราคาผันผวนมาก หรือ High Price Volatility

4. การตกแต่งบัญชี โดยการตัดบัญชีหนี้เสียออก การทำ Big Bath  แบบนี้มักทำการปลอมแปลงเอกสาร/หลักฐาน รวมถึงเปิดบริษัทขึ้นมาทำธุรกรรมซื้อขายลวง เพื่อไซฟ่อนเงินออก โดยมีการโยกเงินออก เพื่อซื้อวัตถุดิบกับบริษัทดังกล่าว และจัดทำเอกสาร/หลักฐานปลอมขึ้นมา ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่ได้มีการซื้อขายสินค้ากันจริง เป็นต้น วิธีการที่ผู้กระทำผิดมักใช้ปิดบังไม่ให้ผู้อื่นรู้ว่าตัวเองกำลังผ่องถ่ายเงินจากบริษัท ก็คือ การตกแต่งงบการเงิน หรือซุกซ่อนไว้ในการทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน (เป็นการทำรายการระหว่างบริษัทกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับบริษัท เช่น ผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ผู้ที่เกี่ยวข้องและญาติสนิทของผู้บริหาร และผู้ถือหุ้นรายใหญ่ รวมถึงกิจการที่คนเหล่านี้ มีอำนาจควบคุมด้วย) แถมหลังๆ วิธีการที่ใช้มีความซับซ้อนขึ้น เช่น หา nominee เป็นชื่อคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องมาทำรายการแทน ทำให้ไม่เข้าข่ายเป็นรายการที่เกี่ยวโยงกัน ตามรอยยากขึ้นไปอีก

วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2559

Enterprise Risk Management Model ERM = LEPESTO

Enterprise Risk Management Model ERM = LEPESTO
1.         L Legal Risk
2.         E Economic Risk
3.         P Political Risk
4.         E Environment Risk
5.         S Strategic Risk and Social Risk
6.         T Technology Risk
7.         Operational Risk
Legal Risk แต่ละธุรกิจมีความเสี่ยงด้านกฎหมายต่างกัน แบ่งความเสี่ยงด้านนี้เป็น 2 กลุ่มคือ
-      ความเสี่ยงเฉพาะตัว เกิดเฉพาะธุรกิจนั้นเองโดยตรง เช่น คดีฟ้องร้องต่างๆ
-      ความเสี่ยงจากลักษณะธุรกิจ เช่น การเปลี่ยนแปลงกฎหมายการถือครองที่ดิน กฎหมายกีดกันการค้า GSP กฎหมายระหว่างประเทศ เป็นต้น
Economic Risk
-      ผลกระทบจากเศรษฐกิจ แต่ละธุรกิจอ่อนไหวต่างกัน เวลามอง GDP จะมองหลักๆจาก
o  C Consumption กำลังซื้อ เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ราคาน้ำมัน สินค้าเกษตร
o  G Government รายจ่ายภาครัฐ งบประมาณการลงทุน
o  I Investment การลงทุน
-      E&M การส่งออก & นำเข้า อัตราแลกเปลี่ยน
Political Risk
-      ความเสี่ยงจากการเมือง นโยบายรัฐ มีผลต่อทิศทางธุรกิจ ยิ่งธุรกิจใดพึงพาการเมืองสูง ยิ่งมีความเสี่ยงด้านนี้มาก นอกจากนี้ธุรกิจที่ทำการค้าระหว่างประเทศ ย่อมได้รับผลจากฯยบายรัฐประเทศคู่ค้ามากขึ้น
Environment Risk
-      อปัจจุบันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้รับความสนใจมาก ดังนั้นหากบริษัทใดมีโอกาสสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาก ย่อมมีผลต่อการดำเนินธุรกิจมาก ไม่ว่าการถูกฟ้อง การถูกเรียกร้องค่าเสียหาย หรือการถูกต่อต้านจากชุนชน
Strategic Risk and Social Risk
-      ความเสี่ยงจากการเลือกกลยุทธ์ที่ไม่เหมาะสม ทำให้ธุรกิจสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ในเบื้องต้นหากกำหนดประเภทตลาดได้ถูกแล้ว ก็จะมองเบื้องต้นว่ากลยุทธ์ใช้ได้เหมาะสมหรือไม่
-      Michael E. Porter ได้แบ่งกลยุทธ์แข่งข้นอย่างไร ธุรกิจแบบใดควรใช้อะไร
Technology Risk
-      บางธุรกิจพึ่งพิงนวัตกรรมทางเทคโนโยลีมาก การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีใหม่ๆ มีผลต่อยอดขาย กระบวนการผลิต
-      ธุรกิจอาหาร สินค้าทุน สินค้า commodity ไม่ค่อยได้รับผลกระทบ
-      สินค้าไฮเทคมีมากว่า
Operational Risk
-      ความเสี่ยงจากการดำเนินงานภายใน เช่น ระบบริหารงาน ระบบบัญชี การควบคุมภายใน การลาออกของพนักงานมาก เป็นต้น
-      สังเกตจากอะไรบ้าง AR turnover Inventory turnover การถูกหน่วยงานกำกับฯ สั่งแก้งบฯ ผู้สอบมีเงื่อนไข

การวิเคราะห์เชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ (Qualitative and Quantitative Analysis)


การวิเคราะห์เชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ (Qualitative and Quantitative Analysis)

ในการวิเคราะห์เชิงปริมาณเราใช้งบการเงินเป็นหลัก และควรใช้หลายปีต่อเนื่อง ต่ำสุดควรใช้ 3 ปี เป็นอย่างน้อย ไม่ใช่ 3-4 ไตรมาส และไม่ใช่มองแต่กำไรสุทธิ (Bottom line) เพราะนั่นไม่ต่างกับนักเก็งกำไรเท่านั้น และคนที่เข้าใจงบการเงินและการบริหารธุรกิจ จะเข้าใจดีว่าการติดตามเพียงระดับไตรมาสอย่างเดียว จะไม่เห็นภาพใหญ่ การลงทุนเพื่อการออมระยะยาวนั้นไม่ใช่ทำกำไรวันต่อวัน เดือนต่อเดือน หรือปีต่อปี แต่หมายถึงหุ้นตัวนั้นทำให้คุณมีกระแสเงินสดหลังเษียณไปนานเท่าใด ไม่ใช่ขายกำไร 50% ในหนึ่งสัปดาห์ ซื้อห้าแสนได้กำไรมาสองแสนหาในสัปดาห์หน้า แล้วอย่างไรต่อ เงิน 7.5 แสน ยังชีพได้ไหมหลังเกษียณ หลายคนก็ต้องไปหาหุ้นอื่นต่อ ที่ทำกำไร และทุกคนก็หวังจะได้หุ้นแบบเดิมกำไรงามๆ แต่หุ้นกำไรแบบนั้นมีมากมายที่หาได้บ่อยๆแบบนั้นหรือ ก็เปล่า มักลงเอยด้วยการทำเงิน 2.5 แสนนั้น หายไปในตลาด เหมือนได้เกลือจากน้ำทะเลมา แล้วก็เอาภาชนะนั้นใส่เกลือไปลงทะเลหวังจะได้เกลือเพิ่ม ถ้าพบหุ้นที่ดีจริงๆ แล้วเอาปันผลที่ได้ มาลงทุนต่อเนื่องไป จากเงิน 5 แสรก็สามารถกลายเป็น 5 ล้านในระยะยาวได้ และเงินลงทุนก้อนนี้หากรู้จักใช้ สามารถเลี้ยงชีวิตได้ไปตลอดหลังเกษียณได้ไม่ยาก เพราะเราไม่ได้ขายทันที 5 ล้าน แต่ทยอยขาย หุ้นที่เหลือมูลค่าปีต่อไปก็จะเพิ่มขึ้นเพราะการเติบโตธุรกิจ ชีวิตหลังเกษียณไม่ควรมานั่งเฝ้าราคาหุ้น แต่ควรเป็นช่วงใช้เงิน แต่ไม่ใช่หาเงินใส่ธนาคารมากๆ แล้วมาฝากเบิกเงินตอนหลังเกษียณ ทั้งที่ลงทุนเราะรู้ว่าฝากเงินไม่คุ้ม ดังนั้นคนลงทุนเป็น วัดกันตอยปลายทางของชีวิต ไม่ใช่วันนี้พอร์ตโตเท่าไร ต้องถามว่าตอนหลังเกษียณแล้ว จะมานั่งเฝ้าราคาหุ้นซื้อขายอยู่ไหม วันหลังเกษียณมีหุ้นอะไรในมือนี่แหละสำคัญกว่า วันนี้ต้องถามตนเองว่หุ้นในมือที่มี ตัวไหนมั่นใจถือได้มากกว่า 10 ปี บ้าง เราอาจมีทั้งหุ้นเทรด หุ้นเล่นรอบ และอาจหุ้นที่ถือยาวแบบนั้นด้วย เมื่ออายุมากขึ้นในพอร์ตก็ต้องมีหุ้นเพื่อหลังเกษียณให้มากที่สุดหรือทั้งหมด ถ้ามีแต่หุ้นเทรด หุ้นเล่นรอบ หลังเกษียณก็ยังต้องเฝ้าจอทั้งวันการเลือกหุ้นเพื่อถือได้หลังเกษียณนั้นต้องแบบโตมั่นคง โตแกร่ง (Stalwarts or Strong growers) เท่านั้น หุ้นเหล่านี้ต้องมีความแข็งแกร่งทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เชิงปริมาณคือการพิจารณาจากงบการ จากอัตราส่วนการเงินต่างๆ ซึ่งได้เคยกล่าวว่าดูอะไรบ้าง และต้องดูงบมายาวๆ หลายปีต่อเนื่องไม่ใช่ไตรมาส ถ้ารายปียาวๆ บ่งชี้ว่าเชิงปริมาณดีมาโดยสม่ำเสมอ เราก็มั่นใจได้ระดับหนึ่งแล้ว

การวิเคราะห์เชิงคุณภาพเป็นเครื่องยืนยันการเติบโตอย่างมั่นคง แข็งแกร่ง การวิคราะห์เชิงคุณภาพ ไม่ใช่การมาวิเคราะห์ข่าวสารครับ นั่นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นและอาจไม่ได้มีนัยต่อธุรกิจด้วยซ้ำ ข่าวบางอย่างอาจเป็นเพียง sentiment เท่านั้น เช่นบริษัทได้งานก่อสร้าง รายได้นั้นก็เพียงรายได้ที่จะทยอยรับรู้ในช่วงสัญญา พอสัญญาจบรายได้ก็จบ ไม่ใช่จะมารายได้นั้นต่อไป ต้องขวนขวายหาต่อไป ถ้าพึ่งโครงการรัฐมาก ก็ต้องอาศัยคอนเน็คชั่นเฉพาะคนมากและยังขึ้นกับความสามารถบริหารโครงการด้วยว่าควบคุมค่าใช้จ่ายดีไหม เป็นต้น การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ นั้นควรมุ่งมองระยะยาว และควรสอดคล้องกับเชิงปริมาณ การวิเคราะห์เชิงคุณภาพให้เห็นภาพได้ครอบคลุมนั้นควรใช้ 5 Forces, Business Model, Moats และ Entrprise Risk Management (LEPESTO) ทั้งสี่แนวทางจะทำให้เราเห็นภาพเชิงคุณภาพทั้งในอุตสาหกรรมที่ธุรกิจนั้นอยู่ จุดได้เปรียบเสียเปรียบทางธุรกิจ เห็นว่าอะไรคือ ความได้เปรียบที่ยั่งยืน (Durable Competitive Advantage or Sustainable Competitive Advantage) เพราะสิ่งนี้คือสิ่งช่วยยืนยันการรักษาอัตราส่วนการเงินต่างๆ ให้เกิดความผันผวนน้อย ซึ่งความผันผวนนี้เอง

คือคาวมเสี่ยงทางการเงิน อัตราส่วนการเงินต่างๆ ให้เกิดความผันผวนได้เพราะธุรกิจมีความเสี่ยง เช่นยอดขายที่เดี๋ยวขึ้น เดี๋ยวลง ก็กระทบ Assets Turnover (AT) ราคาขายและต้นทุนวัถตถุดิบ ก็กระทบ GM (GrosMargin กำไรขั้นต้น) การขาดการควบคุมบริหารที่ดีก็กระทบถึง OM (Operating Margin) โครงสร้างการเงินไม่ดีไม่นิ่ง ก็กระทบ D/E กระทบถึงกำไสสุพธ นั่นคืออัตรากำไรสุทธิ NM (Net Margin) ซึ่งความเสี่ยงที่มากระทบนี้ ตรวจสอบด้วยการพิจารณา LEPESTO