วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2560

อัตราผลตอบแทน หรือดอกเบี้ยที่ต้องการ มีองค์ประกอบจากอะไรบ้าง


อัตราผลตอบแทน หรือดอกเบี้ยที่ต้องการ มีองค์ประกอบจากอะไรบ้าง

หลักการเงินนั้น High Risk, High Return เสมอ ไม่มีหลักทรัพย์ใดในระยะยาว (ยาวจริง มากกว่า 5-10 ปี) ไม่ใช่ 3 เดือน 6 เดือน ที่สามารถเกิด Excess Return ได้ตลอดไป คำว่า Excess Return หรือ Abnormal Return คือกำไรที่มากกว่า Expected Return On the Same Risk ทุกอุตสาหกรรม ทุกธุรกิจมีความเสี่ยงต่างกัน ผลตอบแทนที่คาดหวังจึงต้องต่างกันจะบอกว่าลงทุนใน A ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ 20% ต่อปีอย่างมั่นคงตลอด 15 ปี คนที่ถือหุ้น B มีความเสี่ยงต่ำกว่าได้เพียง 15% คงขาย B แล้วยอมซื้อ A ที่แพงขึ้นเพื่อรับผลตอบแทน 18% การได้จ่ายลงทุนแพงแต่ได้ผลตอบแทนสูงขึ้นกว่าที่เคยได้ย่อมพอใจ มองฝั่งคนที่ขาย A มีสองกลุ่ม คืออยากได้สั้นๆ วันนี้ราคา a บาท ผลตอบแทนที่ได้คือ 20% ถ้าคนพอใจ 18% มาซื้อยอมจ่ายที่ 1.11a หรือพูดง่ายๆ หุ้นถูกเสนอซื้อสูงขึ้น 11.1% และจะไล่ราคาจนบวกไป 33.3% ก็ควรหยุด เพราะราคานี้ได้ผลตอบแทน 15% เท่ากับที่ถือ B จึงไม่รู้จะซื้อทำไม มองด้านคนขาย A ให้ แน่นอนทำกำไรไปแล้ว 33.3% แต่เขาไม่มีหุ้นดีๆ มั่นคงยาวๆ 20% แล้วตัวใหม่ที่มากกว่านี้ก็ไม่มี (เพราะถ้ามี คนก็จะมาซื้อไปแล้วเช่นกัน) ดังนั้นระยะยาวคนที่ได้สูงๆ 20% จะไม่ขาย ถ้าขายผลตอบแทนระยะยาวจะไม่เกิดอีก ในโลกการลงทุนที่มีการซื้อขายเปลี่ยนมือได้ตลอดเวลา จึงยากที่จะมีคนที่ได้ Excess Return ไปตลอดกาล ยกเว้นถือไม่ขายออก Excess Return จึงมาจากการได้ a (trade) มากกว่า b (ถือ) มูลค่าหุ้นที่ให้ Excess Return จากการดำเนินงาน ราคาจะปรับขึ้นจนเต็มมูลค่า แล้วระยะยาวกำไรบริษัทนั้นก็จะโตไปตามภาวะอุตสาหกรรม



คราวนี้มองในด้านบริษัท ยากเช่นกันที่บริษัทใดจะมีกำไรเหนือคนอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกันได้ตลอดกาล เพราะต้องเกิดการแข่งขันโดยเฉพาะในตลาดการค้าเสรี การทำ Extra or Excess Return จึงไม่ใช่เรื่องง่ายในระยะยาวๆ เลย อาจทำได้ในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ยิ่งขนาดใหญ่ยิ่งยากขึ้น ฉนั้นในโลกการลงทุนจึงต้องคำนึงถึง High Risk, High Return เสมอ ผลตอบแทนจึงต้องมองควบคู่ความเสี่ยงเสมอ ซึ่งในผลตอบแทนที่ Classic ที่สุดคือ CAPM (Capital Asset Pricing Model) เมื่อ ri คือ Expected Return ของหลักทรัพย์ i ดังสมการต่อไปนี้  

ri  = rf + b * (rm – rf )

(rm – rf ) = RP = Risk Premium ผลตอบแทนของ Market โดยเฉลี่ยรวมที่สูงกว่าอราดอกเบี้ยสินทรัพย์ม่มีความเสี่ยง (นิยมใช้พันธบัตรรัฐบาล (คลัง) 1 ปี – Treasure Bill)

rm = Expected Market Return

rf  = Return of Risk Free Asset

b * (rm – rf ) = BRP = Business Risk Premium

จากสมการบอกเบื้องต้นบอกให้รู้ตามหลักการเงินว่า High Risk, High Return ความเสี่ยงคือ BRP โดยที่ b ค่าที่ว้ดความสัมพันธ์ความเสี่ยงของบริษัทนั้นเปรียบเทียบกับ Market เช่น 1.1 หมายความว่าบริษัทนั้นมีความเสี่ยงเฉลี่ยมากกว่าตลาด 1.2 เท่า หากตลาดให้ Market Risk Premium (rm – rf ) = 9% หุ้นบริษัทนั้นควรให้ผลตอบแทนไม่น้อยกว่า rf + 1.2 * 9% = rf + 10.8% เป็นต้น



ซึ่งในโลกการเงินสามารถนำมาเขียนกลางทั้งตราสารหนี้ ตราสารทุนได้ดังนี้

Ki   = rf +IP + LP + MTP + DRP/BRP

rf = Return of Risk Free Asset

IP = Inflation Premium ความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อ

LP = Liquidity Premium ความเสี่ยงจากสภาพคล่องในการได้รับหรือเปลี่ยนเป็นเงินสด

MTP = Maturity Premium ความเสี่ยงจากอายุตราสาร

DRP = Default Risk Premium ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระ มักใช้อันดับ Rating

b * (rm – rf ) = BRP = Business Risk Premium ความเสี่ยงจากธุรกิจ

หากมอง rf + LP + MTP ก็จะเข้าใจได้ง่ายขี้นว่าพันธบัตรที่อายุยาวทำไมถึงมี YIELD สูงกว่าพันธบัตร 1 ปี เพราะตราสารที่อายุยาว จะเสียโอกาสระหว่างการถือครองหากดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงไป LP คือสภาพคล่องที่จะเพิ่มขึ้นหากซื้อขายยาก เพราะเปลี่ยนหรือได้เงินสดช้า การจ่ายดอกเบี้ยของตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยทุกเดือนจะบวก LP น้อยกว่าตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน เพราะการได้เงินสดเร็วทำให้ได้โอกาสในการ reinvestment สูง สำหรับหุ้นแล้วที่ควรใช้ risk free rate ของ G-Bond 1 ปี เพราะหุ้นที่ซื้อขายในตลาดสามารถเปลี่ยนมือได้ทันทีไม่ได้ถูกบังคับโดยสภาพตราสารที่จะได้ YTM

YTM (Yield  To Maturity) ซึ่งหมายถึง ผลตอบแทนในการถือตราสารจนครบกำหนด เช่นผลตอบแทนหุ้นกู้ 6 ปี ให้ YTM 7.58% หมายถึงตลอดอายุการถือตราสารจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 7.58% ถ้าไม่คิดว่าไม่มีการขายออกก่อนกำหนด ผลตอบแทน YTM นี้ ได้คำนึงถึงความเสี่ยงต่างๆ ในตัวตราสารแล้ว



ดังนั้นการไปถือ B/E ของบริษัทใดก็ตาม ผลตอบแทนหรืออัตราดอกเบี้ย ควรอย่างน้อยเท่ากับ rf +IP + LP + MTP + DRP/BRP แม้ตราสารจะ non-rate ก็ตามก็ต้องควรบวก BRP ลงไปแทน ฉนั้นจะเอาเพียงอัตราสูงกว่าเงินฝากเล็กน้อยดูจะไม่สมเหตุสมผลนัก คนมีหน้าที่บริหารเงินชาวบ้านต้องเข้าใจด้วยครับ

วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2560

ความรู้เกี่ยวกับ B/E และ P/N เมื่อเทียบกับหุ้นกู้


ความรู้เกี่ยวกับ B/E และ P/N เมื่อเทียบกับหุ้นกู้

ช่วงนี้มีเรื่องการผิดนัดชำระเกี่ยวกับตั๋วบีอีของบริษัทในตลาดฯ มาก บางคนรู้จักแต่ B/E (Bill of Exchange) เรียกว่าตั๋วแลกเงินแต่ไม่คุ้นกับ P/N (Promissory Note) ตั๋วสัญญาใช้เงินสองตัวนี้ไม่ต่างครับในงบการเงินก็คือหนี้สินของผู้ออก



เคยถามบางคนต่างอย่างไร บางคนบอกว่า B/E คือ สถาบันออกตั๋วให้นักลงทุน เหมือนรับฝากเงิน

P/N คือ บริษัทไปกู้สถาบัน ไม่ใช่ครับ ทั้งสองอย่างคือหนี้ และคำว่าสถาบันคืออะไร สถาบันการเงินหรือเปล่าหรือบริษัท ใครออกก็ได้ครับ บริษัท ธนาคาร บริษัทเงินทุน เครดิตฟองซิเอร์ หรือ นาย ก บุคคลทั่วไป ออกได้หมด ความแตกต่างอธิบายแบบง่ายๆ B/E ก็คือตั๋วคิดลด ผู้ออกจะบอกว่าจะจ่ายใครเท่าไร วันไหน แต่ไม่ระบุดอกเบี้ย ไปหักคิดลดกันเองในวันได้ตั๋ว เช่น บริษัท A ออก B/E ให้ บริษัท Z ในตั๋วจะบอกว่าจะจ่ายให้คนถือตั๋วมารับเงิน 10,000,000 บาทใน วันที่ 1 มีนาคม 2560 (สมมติอีกสามเดือนข้างหน้า 90 วัน) บริษัท A จะได้เงินจากบริษัท Z น้อยกว่าหน้าตั๋วขึ้นกับดอกเบี้ยที่ต้องการ เช่นต้องการ 12% ต่อปี บริษัท Z ก็จะให้เงินบริษัท A = 10,000,000 / (1+0.12*90/365) = 9,712,613.09 การระบุว่าจ่ายให้ผู้ถือตั๋วลอยๆ จะเปลี่ยนมือง่าย ถ้าระบุชื่อต้องสลักหลังตั๋วเมื่อจะโอน เท่ากับบริษัท A กู้ยืมเงินจากบริษัท Z 10,000,000 บาท

บริษัท A จะลงบัญชีดังนี้

เดบิต___เงินสด___________9,712,613.09

_______ส่วนลดรอตัดจ่าย____287,386.91

______________________เครดิต เงินกู้ยืม______10,000,000.00

เมื่อจ่ายเงินค่าตั๋วบีอี บริษัท A จะลงบัญชีดังนี้

เดบิต เงินกู้ยืม______10,000,000.00

____ดอกเบี้ยจ่าย______287,386.91

____________________เครดิต เงินสด_________10,000,000.00

_________________________ส่วนลดรอตัดจ่าย____287,386.91



กรณีออกตั๋ว P/N จะแตกต่างนิดเดียวคือ P/N จะระบุดอกเบี้ยไว้ชัดเจนว่าจะจ่ายกี่ % ต่อปี เช่น บริษัท A ออก P/N ให้ บริษัท Z ในตั๋วจะบอกว่าจะจ่ายให้ 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา 12% ต่อปี ใน วันที่ 1 มีนาคม 2560

บริษัท A จะลงบัญชีดังนี้

เดบิต___เงินสด___________10,000,000.00

______________________เครดิต เงินกู้ยืม______10,000,000.00

เมื่อจ่ายเงินค่าตั๋ว P/N บริษัท A จะลงบัญชีดังนี้

เดบิต เงินกู้ยืม______10,000,000.00

____ดอกเบี้ยจ่าย______295,890.41

____________________เครดิต เงินสด_________10, 295,890.41



ทั้งสองกรณี บริษัท A ลงหนี้สินในงบการเงิน 10,000,000 แต่บีอีจะแสดงหักส่วนลดรอตัดจ่าย 287,386.91เท่ากับยอดสุทธิ 9,712,613.09 P/N แสดง 10,000,000 แต่เมื่อถึงวันจ่าย ดอกเบี้ยเหือนกันคือ 287,386.91 กับ 295,890.41 ต่างกันเล็กน้อยเพราะเงินต้นได้รับต่างกัน



ดังนั้นจึงไม่แตกต่างกันเพียงแต่ บีอีคือตั๋วคิดลดนั่นเองดอกเบี้ยจะเอาเท่าไร เวลาเปลี่ยนมือก็ซื้อขายง่าย ส่วน P/N ระบุดอกเบี้ยบนหน้าตั๋ว ถ้าเปลี่ยนมือก็ต้องคำนวณสองครั้งคือวันครบจะได้รวมดอกเบี้ยตามหน้าตั๋วเท่าไร และคิดลดกลับมาอีกครั้งว่าอัตราดอกเบี้ยที่ต้องการ (ซึ่งอาจแตกต่างจากหน้าตั๋ว) มูลค่าจะจ่ายลงทุนเท่าไร จึงยุ่งยากในการซื้อขายเปลี่ยนมือ จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมในภาคเอกชน



จะเห็นว่า P/N ก็เหมือน หุ้นกู้ที่ระบุอัตราดอกเบี้ย (Coupon Bond) ส่วน B/E หุ้นกู้ที่เรียกว่า Zero Coupon Bond หุ้นกู้คือหนี้ที่แบ่งเป็นหน่วยย่อยเท่าๆกัน มองดีๆ ก็เหมือนออก P/N หลายๆใบๆ ละเท่าๆ กันมาผูกรวมกันล๊อตเดียวใหญ่ๆ ขายนั่นเอง ส่วน B/E ก็คือ Zero Coupon Bond หลายๆใบกันมาผูกรวมกันล๊อตเดียวใหญ่ๆ P/N และ B/E ออกให้เฉพาะคนๆเดียว แต่หุ้นกู้ออกขายได้หลายๆ คนในคราเดียว ดังนั้นจึงไม่ได้แตกต่างจากเรื่องหนี้สินหรือการลงทุนในตราสารหนี้เลย ดังนั้นใครอ้างว่า เพราะดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ พอบีอีให้ผลตอบแทนสูงก็จึงลงทุน กองทุนนั้นๆ แย่มาก ตรรกะผิด เพราะถ้ามันคือหนี้ ตราสารหนี้ เวลาลงทุนต้องคิดว้าให้กู้ยืม เวลาให้กู้ยืมคิดดอกเบี้ยเอาแค่ส่วนต่างสูงกว่าเงินฝากเล็กน้อยหรือ เห็นการเบี้ยวหนี้ผิดนัดชำระแล้วสมเพชคนลงทุนมากกว่าครับ ส่วนที่ผิดนัดชำระพวกนี้ก็แค่ NPL ครับ

การตลาดจาก 4Ps ไป 4Cs และสู่ 4Es


การตลาดจาก 4Ps ไป 4Cs และสู่ 4Es

ในหลักการตลาดหลายคนคงคุ้นกับ 4Ps พอควร มุมมองการตลาดได้ ขยายเพิ่มเติมจาก 4 Ps ไปสู่ 4Cs และ 4Es ในที่สุด แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนอย่างไรหลักการพื้นฐานยังคงเดิมเพียงแต่เพิ่มหรือขยายมุมองให้กว้างขึ้น

1.        Product      -----> Customer          -----> Experian

2.        Price          -----> Cost                  -----> Exchange

3.        Place         -----> Convenience     -----> Everyplace

4.        Promotion -----> Communication -----> Evangelism

-        สินค้า/บริการ จากเดิมที่เริ่มว่าผลิตอะไร ต้องคำนึงถึงความต้องการลูกค้า ความพึงพอใจลูกค้า (Customer’s Need & Customer’s Satisfaction) นั้นคือสร้าง Value Proposition (การนำเสนอคุณค่า) แต่เพียงเท่านี้ไม่พอ เพราะการสร้าง Value Proposition ลูกค้าจะรับรู้ได้เมื่อลูกค้าต้องมี Experiences (ประสบการณ์) ในตัวสินค้า เราจะเห็นการตลาดปัจจุบันนำเสนอประสบการณ์การใช้จากลูกค้าคนอื่นที่ได้รับจริงมาแล้วว่าดีจริง ตอบความต้องการได้ นอกจากนี้ลูกค้าอยากดู สัมผัสสินค้าตัวอย่างจริงด้วยตนเอง จึงเห็นว่าการขายปัจจุบัน ขายผ่านออนไลน์มากขึ้น แต่ลูกค้าสั่งซื้อเมื่อได้เห็นสินค้าจริงมกกว่าการดูรูปในมือถือหรือในคอมพิวเตอร์เท่านั้น การมี Experience ใน Product ที่ตอบ Customer’s Need & Customer’s Satisfaction นั้นสำคัญ เพราะทำให้ Value Proposition ที่สร้างและนำเสนอเป็นรูปธรรม ส่วนนี้คือการสร้าง Business Model Canvas 2 ข้อคือ V (Value Proposition) และ C (Customer)

-        เมื่อทำข้อข้างต้น ต่อมาต้องทำการกำหนดราคา ในอดีตการทำ Pricing ถือเป็นเรื่องไม่ง่ายนักเพราะต้องคำนึงถึงสองส่วนคือ ราคาที่แข่งขันได้ และกำไรธุรกิจ ยิ่งตลาดเป็น ROS (Red Ocean Strategy) ราคาต้องใกล้เคียงคู่แข่งขันในตลาด หลายบริษัทจึงพยายามสร้าง Market Segment ย่อยมากมาย พยายามทำ Market Segment ย่อยนั้นให้เป็น Blue Ocean โดยการสร้างความแตกต่าง (Differentiation) การสร้างความแตกต่าง การใส่คุณค่าแห่งความแตกต่างย่อมมี Cost เพิ่มขึ้น ดังนั้นการกำหนด Price จึงต้องดู Cost ด้วย แต่ปัญหาที่ตามมาคือจะกำหนด Margin เท่าไร ลูกค้าจะยอมจ่ายมากน้อยขึ้นกับว่าเงินที่จ่ายเพิ่มนั้นแลกอะไรมา (Exchange) ดังนั้นยังเชื่อมโยงกับข้างต้นคือ อะไรคือ Value Proposition ที่ได้มา ลูกค้าถ้ายิ่งเห็นคุณค่ามาก ย่อมกล้าที่จะจ่ายส่วนต่างที่สูงขึ้น ถ้าเห็นหรือรับรู้น้อยก็ให้ราคาต่ำลง ดังนั้น Experiences จึงสำคัญดังที่กล่าวข้างต้น ส่วนนี้คือการสร้าง Business Model Canvas 2 ข้อคือ R (Revenue Streams) และ C (Cost Structures)

-        ถัดไปคือ Place หรือ Distribution Channel ช่องทางจำหน่าย ส่วนหนึ่งใน Business Model Canvas ในโลกปัจจุบันการเข้าถึงลูกค้าสำคัญมาก ในอดีตต้องมี Outlet สถานที่ไว้วางสินค้าขาย ใครมีมากก็ได้เปรียบ ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบันการเข้าถึงลูกค้าไม่ยาก ขณะเดียวกันลูกค้าก็ต้องการความสะดวกสบาย (Convenience) ด้วย ดังนั้นการกำหนดช่องทางจำหน่ายจึงต้องคิดถึง Convenience และ Everywhere ลูกค้าธุรกิจต้องเข้าถึงหรือเห็นสินค้าได้ง่าย เราจึงเห็นการขายแบบ Delivery อยากได้อะไร อยากกินอะไร ก็ดูผ่าน Smart Phone กดแล้วสั่ง โอนเงินหรือรอที่บ้านรับของจ่ายเงิน เป็นอะไรที่ Convenience และ Everywhere ถ้าต้องหา Place มี Outlet ก็ต้องกระจายให้มาก Everywhere เพื่อให้ลูกค้าเกิด Convenience ห้างต้องมีที่จอดรถ หรอรถไฟฟ้าผ่าน เป็นต้น

-        ต่อมาในหลักการตลาดคือ Promotion มีมากมายหลายวิธี ภาษาทั่วไปง่ายๆคือ ลด แลก แจก แถม และ โฆษณา ในทางการตลาดคือการสร้าง Awareness ความตระหนักรับรู้ในสินค้า ซึ่งก็คือการสื่อสาร (Communication) ให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย (Target Market) รู้จักสินค้า รู้ว่าบริษัทขายอะไร นำเสนอความแตกต่างที่มีคุณค่าอะไร ถ้าลูกค้าไม่รู้สิ่งที่สินค้ามี คุณค่าที่จะนำเสนอให้ก็ขายไม่ออก ดังนั้นการทำ Promotion ก็เป็นการสื่อสาร (Communication) กับลูกค้านั่นเอง ถ้าทำไปแล้วลูกค้าไม่รับรู้ การทำการส่งเสริมการขายนั้นก็ไร้ผล ลดราคาเพื่อดึงให้ลูกค้ามาใช้เพื่อให้เกิด Experiences แต่ถ้าลูกค้าตีความเพียงขายของลดราคาเพื่อเลหลัง ลดสต็อก ก็จะไม่เกิดการรับรู้คุณค่ามากนัก รอซื้อเมื่อลดราคาเท่านั้น สุดท้ายต้องขายถูก ยอดขายเพิ่มแต่อัตรากำไรลดลง ของแถมก็เช่นกัน ด้านการตลาดในปัจจุบันคือการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Relationship) เป็นการสร้าง Promotion ที่มั่นคงเพื่อนำไปสู่การสร้าง Brand Loyalty (ความภักดีในตราสินค้า) Customer Relationship เป็นข้อหนึ่งใน Business Model Canvas

   

ดังนั้นใน Business Model Canvas 9 ข้อ VCD CRA CRP (Value Proposition, Customer, Distribution, Customer Relation, Resource, Activity, Cost Structure, Revenue Stream, Partner and Network) จะเห็นว่า มีทั้ง 6 ข้อ Resource ก็มีส่วนของ Place & Outlet และการลงทุนสร้าง Platform ที่เป็นส่วนหนึ่งในสินทรัพย์ (Resources) ของธุรกิจที่จำเป็น จากนั้นบริษัทก็ต้องสร้างกระบวนการ (Processes) หรือ Activities ทางการตลาด และการดำเนินงาน เพื่อให้เกิด Marketing Mix (การผสมผสาน 4Ps-4Cs-4Es) และการสร้าง Partner and Network จะช่วยเสริมความแกร่งของธุรกิจ



จะเห็นว่าการศึกษาและวิเคราะห์เชิงคุณภาพนั้นกว้างกว่าเข้าใจเพียง Business Model เท่านั้น บางคนว่า Business Model ก็ยากแล้ว การตลาด (มี 4Ps-4Cs-4Es) และยังเชื่อมกับ Moats และ 5 Forces ด้วย

วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ค่าเผื่อ(สำรอง)หนี้สงสัยจะสูญ สินทรัพย์รอการขาย (For sale assets)


ลูกหนี้การค้า (รวมทั้งเงินให้กู้ยืม/เช่าซื้อ) หนี้สงสัยจะสูญ ค่าเผื่อ(สำรอง)หนี้สงสัยจะสูญ สินทรัพย์รอการขาย (For sale assets)

กรณีกิจการที่ทำเช่าซื้อและลิสซิ่งในเนื้อหาทางการเงินและบัญชีแล้วเช่าซื้อและลิสซิ่งไม่ต่างกันเลย คือการผ่อนชำระเป็นงวดเท่าๆกันจนจบสัญญา แต่ทางกฎหมายเรียกต่าง โดยกิจกรรมใดที่มีการจ่ายเงินดาวน์เรียกเช่าซื้อและถ้าลิสซิ่งคือผ่อนทั้งก้อน ดังนั้นอย่าสับสน เวลาวิเคราะห์ลักษณะกิจการทั้งสองจะไม่ต่างกัน



กิจการเช่าซื้อจะมีทั้งขายสินค้า และให้ผ่อนชำระ ส่วนลิสซิ่งไม่ต้องมีสินค้าเลยก็ได้คล้ายปล่อยกู้ ดังนั้นในกิจการเช่าซื้อจะมีทั้งรายการขายและดอกเบี้ยรับ (ดอกผล) จากการเช่าซื้อ ลูกหนี้ก็แยกรายการออกจากกัน บางบิษัท มีทั้งขายและเช่าซื้อเช่น SINGER บางบริษัทเช่น S11 หรือ ML ทำเพียงเช่าซื้อ เป็นต้น กิจการที่ทำเช่าซื้ออย่างเดียวล้วนๆ จะเหมือนลิสซิ่งคือไม่มีสินค้าคงเหลือ ไม่มีต้นทุนขาย แต่บางบริษัทอาจมี แต่ไม่มาก น่าจะมาจากมีสินค้าไว้เพียงตั้งโชว์ แต่เมื่อลูกค้าต้องการก็จะส่งตรงจาก dealer ให้เลย ไม่ใช่เอาของแสดงไปขายให้



ลูกหนี้เงินให้กู้ยืม/เช่าซื้อ จึงต่างจากการขายสินค้าของกิจการผลิตหรือซื้อมาขายไปทั่วไป กิจการทั่วไป ขายสินค้า บันทึกรายได้จากการขายเป็นรายได้ทั้งหมดทันที (ลูกหนี้ = ขาย) แต่ธุรกิจเช่าซื้อและลิสซิ่งเกิดลูกหนี้เงินให้กู้ยืม/เช่าซื้อขึ้น แต่ยังไม่บันทึกรายได้ ลูกหนี้เงินให้กู้ยืม/เช่าซื้อจะนำมาซึ่งรายได้ดอกเบี้ยรับ/ดอกผลรับจากการเช่าซื้อ รายได้จึงไม่ใช่สินทรัพย์ทั้งก้อน (ลูกหนี้เงินให้กู้ยืม/เช่าซื้อ) แต่มาจากการลงทุนในลูกหนี้เงินให้กู้ยืม/เช่าซื้อ แล้วได้ผลตอบแทนดอกเบี้ยรับ/ดอกผลรับจากการเช่าซื้อ ส่วนตรงนี้เมื่ออานงบกระแสเงินสดต้องเข้าใจ แนวคิดเดิมของงบกระแสเงินสด คือการแปลง accrual basis เกณฑ์สิทธ์ให้เป็น cash basis เกณฑ์เงินสด แปลงขายให้เป็นเงินสด เช่าซื้อและลิสซิ่ง (หรือของธนาคาร) ลูกหนี้เงินให้กู้ยืมไม่ใช่รายได้แต่เปรียบเหมือนการลงทุน และรายได้ที่จริงในงบกำไรขาดทุนคือ ดอกเบี้ยรับซี่งมีผลตอการอ่านงบกระแสเงินสด เพราะเกณฑ์มาตรฐานบัญชีใช้หลักเกณฑ์ของกิจการผลิตในเรื่องลูกหนี้ไปใช้กับธุรกิจการเงินนำยอดเปลี่ยนแปลงในลูกหนี้ไปปรับปรุงในส่วนของกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน ทำให้หลายคนสับสนและตีความผิด ถ้าจะให้ถูกต้องเอารายการเปลี่ยนแปลงในลูกหนี้เงินให้กู้ยืม/เช่าซื้อปรับออก (ถ้าลูกหนี้เงินให้กู้ยืม/เช่าซื้อ ลบให้บวกกลับ บวกให้ลบออก) ธนาคารก็ทำแบบดียวกัน แล้วเพิ่มเติมรายการรับฝากเงินเข้าไปด้วยอีกรายการ ก็จะได้เงินสดจากดอกเบี้ยสุทธิหักรายจ่ายในการดำเนินงาน ตรงนี้แหละคือเงินสดจริงๆ ว่าที่ปล่อยกู้ไป ได้ดอกเบี้ยและได้เงินจากค่าธรรมเนียม พอเอาไปหักต้นทุนดอกเบี้ยที่ต้องจ่านเงินสด จ่ายค่าใช่จ่ายดำเนินงานเงินสดพอหรือไม่ ได้เพิ่มขึ้นมากหรือไม่



ในหลักการตั้งสำรองไม่แตกต่างกัน คือดูความสามารถในการจ่ายคืน โดยพิจารณาจากลูกหนี้แยกอายุ ยิ่งมียอดค้างชำระหลังครบกำหนดชำระนานยิ่งควรตั้งสำรองให้มากขึ้น ปกติยอดค้างเกินสามเดือนจะตั้งครบ 100% และเรียกสินเชื่อที่ค้างเกินชำระเกินสามเดือนว่า NPL อาจมีบางบริษัทกำหนดการหยุดรับรู้รายได้ดอกเบี้ยเกินกว่าสามเดือนก็มี ก็ต้องระวัง อาจหมายเหตุให้ดี และกิจการที่ใช้หลักระมัดระวังควรตั้งสำรองส่วนเกินเพิ่มอีกจำนวรหนึ่งหลังจากคิดตาม % ของยอดค้างชำระตามอายุลูกหนี้ จะถือว่าป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจที่อาจมีผลต่อความสามารถในการชำระในอนาคต



ผลจากการตั้งค่าเผื่อ(สำรอง)หนี้สงสัยจะสูญ จะทำให้ส่วนเพิ่มรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายหนี้สงสัยจะสูญในงบกำไรขาดทุน หากการตั้งค่าเผื่อ(สำรอง)หนี้สงสัยจะสูญลดลงส่วนลดลงรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายหนี้สงสัยจะสูญโอนกลับ (ยอดลบ) ในงบกำไรขาดทุนหลักการก็คล้ายกับการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญในกิจการผลิตทั่วไปนั่นเอง โดยทั่วไปการดูคุณภาพลูกหนี้ของธุรกิจเช่าซื้อและลีสซิ่ง การพิจารณาการตั้งค่าเผื่อ(สำรอง)หนี้สงสัยจะสูญสำคัญต่อการดูคุณภาพลูกหนี้มาก เพราะเกี่ยวกับคุณภาพสินทรัพย์ ซึ่งสำคัญกับธุรกิจกลุ่มการเงิน ที่มีลูกหนี้เงินให้กู้ยืมเป็นสัดส่วนสูงมาก ราว 70-80% ถ้ามูลค่าลูกหนี้ไม่ตั้งสำรองให้พอกับความไม่แน่นอนในอนาคต ก็จะแสดงกำไรมากเกินไป เพราะสินทรัพย์สูงเกินไป (นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ผมมักให้ระวังการดู P/BV ว่าต่ำไม่ใช่ว่าดีเสมอ เพราะธุรกิจอาจ แสดง BV สูงเกินไป)



นอกจากการดูการตั้งค่าเผื่อ(สำรอง)หนี้สงสัยจะสูญ แล้ว ความจริงมีอีกรายการหนึ่ง มักเป็นรายการเล็กๆ และนักลงทุนมองข้ามไปรายการนี้สะท้อนได้ดีว่างวดที่ผ่านมาตั้งการตั้งค่าเผื่อ(สำรอง)หนี้สงสัยจะสูญน้อยไปและสามารถใช้หลอกตาคนอ่านงบลงทุนได้คือ รายการสินทรัพย์รอการขาย (For sale assets)



รายการนี้คือสินทรัพย์ที่ยึดมาจากลูกหนี้ที่ค้างชำระ ปกติตามกฎหมาย ถ้าลูกหนี้เช่าซื้อผิดนัดชำระเกินสองงวด บริษัมสทสมารถไปยึดได้เลยแต่ไม่ทำกัน มักเจรจามาชำระหนี้ก่อน ถ้ายึดมาบางทีเป็นภาระกิจการไป ยิ่งถ้าผ่อนมานานใช่มานาน ของที่ยึดมาขายทอดตลาดยาก/ไม่ได้ราคาคุ้มหนี้อีก เวลาตัดสินใจยึดสินทรัพย์มาจะลงบัญชีดังนี้

เดบิต สินทรัพย์รอการขาย_______1600    

เดบิต ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ______800

เดบิต หนี้สูญ__________________200

_________________เครดิต ลูกหนี้เงินให้กู้ยืม______2600

ถ้าขณะนั้นลูกหน้ามียอดค้างเหลือ 2600 และบริษัทตั้งยอดค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้ 800 ของที่ยึดมาประเมินมูลค่าไว้เมื่อยึด 1600 ส่วนขาดคือหนี้สูญ บางกรณีกิจการอาจตัดค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 1000 ไปเลยก็ได้ แล้วค่อยรับรู้ส่วนเพิ่มค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญอีก 200 แทน ทั้งสองรายการก็คือค่าใช้จ่ายทั้งคู่ในหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญของงบกำไรขาดทุน



ข้อสังเกต สมมติงวดก่อนตั้งยอดค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้น้อย ค่าใช้จ่ายหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญของงบกำไรขาดทุนก็จะน้อย ถ้างวดหรือปีถัดมาเก็บเงินไม่ได้ก็ค่อยยึดสินทัพย์ กำไรปีก่อน/งวดก่อนก็ไม่กระทบ แล้วเวลายึด ก็ตีราคาสินทรัพย์รอขายให้มากหน่อย แล้วงวดถัดไปค่อยรับรู้ขาดทุนจากการลดมูลค่าสินทรัพย์รอการขาย (ด้อยค่า) หรือไปลงขาดทุนจากการจำหน่ายสินทรัพย์รอการขายเมื่อขาย วิธีการนี้คือ  creative accounting เรียกว่า deferred expense แบบหนึ่ง สร้างกำไรให้ดูมากงวดนี้ แล้วไปรับรู้ขาดทุนงวดหน้ายิ่งถ้ารู้ว่างวดหน้าจะขาดทุนยิ่งทำง่ายเพราะ Take A Big Bath ไปเลย ดังนั้นผมมักจะดูยอดการเปลี่ยนแปลงของสินทรัพย์รอขายประกอบ รายการนี้สัดส่วนน้อย แต่สามารถนำมาช่วยตกแต่งรายจ่ายได้



ในงบกระแสเงินสดจะพบว่ามีขาดทุนจากการลดมูลค่าสินทรัพย์รอการขายและขาดทุนจากการจำหน่ายสินทรัพย์รอการขายอยู่ บางทีดูเหมือนรายจ่ายในงวดนั้น และไม่ใช่เงินสด (นำมาบวกกลับ) แต่คือรายจ่ายที่เลื่อนการรับรู้ในงวดที่แล้วมานั่นเอง

ลูกหนี้การค้า หนี้สงสัยจะสูญ ค่าเผื่อ(สำรอง)หนี้สงสัยจะสูญ


ลูกหนี้การค้า หนี้สงสัยจะสูญ ค่าเผื่อ(สำรอง)หนี้สงสัยจะสูญ  

ในกิจการทั่วไป เมื่อขายสินค้า/บริการ ก็จะเกิดรายได้/ขาย ขึ้นและลงรายการลูกหนี้การค้าหรือเงินสดถ้าขายเงินสด สิน้าก็จะลดลงแล้วกลายเป็นต้นทุน สมการบัญชีจะเป็นดังนี้

เงินสด + ลูกหนี้การค้า สินค้า  = ขาย ต้นทุนขาย

สมมติขาย 3000 สินค้าต้นทุน 2400 ขายเป็นเงินสดส่วนหนึ่ง 900 บาท เงินเชื่อ 2100 สมการบัญชีคือ

900 + 2100 -2400            = 3000 -2400  ..... สมการสมดุล เดบิต = เครดิต

600                                   = 600  ..... สมการสมดุล เดบิต = เครดิต

ถ้าสิ้นงวดยังไม่เก็บเงินจากลูกหนี้ ปกติกิจการต้องประเมินหนี้ที่อาจจะเก็บไม่ได้ สมมติมีการประเมินว่าจะมีราว 500 ที่จะเรียกเก็บไม่ได้ จำนวนนี้ต้องนำมาตั้งเป็นค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ

600 -500                          = 600-500 ….. กำไร

งบดุล (งบแสดงฐานะการเงิน) จะเป็นดังนี้ (สินค้าขายหมด เดิมมี สินค้า = ทุน ที่ 2400)

เงินสด                                900     

ลูกหนี้การค้า                    1600   == >  ล/น ค่าเผื่อหนี้ 2100- 500

ทุน                                   2400

กำไร                                  100



เนื่องจากปีก่อนหน้าไม่มียอดค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญยกมา จำนวนที่ตั้งเพิ่มจึงลงเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด 500

หากงวดนั้นเก็บเงินสดได้ 1200

เงินสด   +           ล/น ค่าเผื่อหนี้

(900+1200) +     (2100 -1200 -500)           =  2400 +100

2100 +  (900 - 500)                                    =  2500

งวดใหม่ต่อมาขายสินค้า 4000 เป็นเงินเชื่อทั้งหมด สินค้าซื้อเป็นเงินเชื่อมา 2800 และขายหมด

 ง/ส  +  (ล/น ค่าเผื่อ)  + ส/ค =  เจ้าหนี้การค้า + ทุน + กำไรสะสม + กำไรของงวด

2100 + (900 +4000 -500) – 2800 +2800 = 2800+ 2500 + (4000 – 2800) หักสินค้าเป็นต้นทุนขาย

2100 + 4400     =   2800 + 2500+ 1200

6500                          =  6500

ล/น 4400 ต้องมาประเมินว่ามีหนี้ที่อาจจะเก็บไม่ได้ เท่าใด สมมติว่าประเมินเป็น 800 สำหรับค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ

ง/ส  +  (ล/น ค่าเผื่อ)  =  จ/น + ทุน + กำไรสะสม + กำไรของงวด

2100 + 4900 – (500+300)  = 2800 +2500+ 1200 -300

2100  +  4100                  = 2800 + 2500 + 900

6200                                 = 6200

ส่วนที่เพิ่มขึ้นของค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 300 คือ ค่าใช้จ่ายของงวดหนี้สงสัยจะสูญนั่นเอง

ถ้ามองให้ดีจะเห็นว่าหากไม่อยากให้กำไรกระทบมาก กิจการก็ตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญให้น้อยๆ เพื่อให้ส่วนเพิ่มขึ้นของค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญลดลง กำไรก็เพิ่มแล้ว บางคนถามว่า ถ้าตั้งน้อยลงละ ก็เกิดการกลับรายการนั่นเอง (บวกกลับหรือโอนกลับ) ซึ่งการโอนกลับนี้เกิดได้ทั้งหนี้เสียลดลงจริงหรือตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญลดลง

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ทำไมธุรกิจการเงินถึงควรหยุดรับรู้ดอกเบี้ยเมื่อเกินสามเดือน


ทำไมธุรกิจการเงินถึงควรหยุดรับรู้ดอกเบี้ยเมื่อเกินสามเดือน ไม่ใช่เพียงธนาคารครับ แต่ผมคิดว่า ลิสซิ่ง เช่าซื้อ หรือแม้แต่พวกซื้อหนี้เน่าจากสถาบันมาบริหารก็เช่นกัน คนไม่เข้าใจบัญชีก็สนุกสนานกันไปเมื่อธุรกิจพวกนี้ (ยกเว้นธนาคาร) แสดงกำไรสูงๆ



การหยุดรับรู้รายได้เมื่อค้างจ่ายมาเกินสามงวด สำคัญมาก บริษัทใดมีนโยบายหยุดรับรู้เกินสามเดือนต้องระวังครับว่ากำลังตกแต่งรายได้ สร้างกำไรเทียม อันนี้พบใบบริษัทลีสซิ่งบางแห่งครับ ส่วนบริษัทซื้อหนี้เน่าจากสถาบันมาบริหารก็สร้างรายได้เทียมได้ง่ายมาก



ตามปกติหลักบัญชีใช้การลงรายการด้วยเกณฑ์สิทธิ์ หรือเกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) ซึ่งต้องมีการบันทึกรับรู้รายได้เมื่อควรต้องเกิดตามงวดเวลา และสินทรัพย์ (ลูกหนี้หรือรายได้ค้างรับ) ขึ้นในงวดที่นำเสนองบการเงิน คือ

(1)    เดบิต ดอกเบี้ยค้างรับ/ดอกผลค้างรับ

 __________เครดิต  รายได้/ดอกเบี้ยรับ/ดอกผลรับ



ทุกครั้งที่ปิดบัญชีงวดหรือเดือน จะต้องรับรู้รายได้ขึ้น รายการดังกล่าวยังไม่ได้จ่ายเงินสด ระหว่างงวด เมื่อรับเงินสดจะบันทึกโดย

(2)    เดบิต เงินสด

____ดอกผลรอตัดบัญชี

________________เครดิต ลูกหนี้เงินกู้ยืม

______________________ดอกเบี้ยค้างรับ/ดอกผลค้างรับ

______________________ดอกเบี้ยรับ/ดอกผลรับ

จะเห็นว่าเมื่อรับเงินสด ดอกเบี้ยรับที่เห็นก็คือเงินสดที่เกิดจิงหรือเกิดจากการตั้งรับรู้เมื่องวดก่อนหน้า ซึ่งก็ปกติ แต่สังเกตให้ดี ใน (1) ถ้าตั้งขึ้นแล้วไม่เกิด (2) ขึ้น ลูกหนี้ยังไม่จ่าย ยอดค้างรับก็จะบวกยอดสะสมไปในสินทรัพย์ (ลูกหนี้เงินกู้ยืม) กิจการที่หยุดรับรู้ดอกเบี้ย/ดอกผล เกิน 3 เดือน NPL ก็จะรับรู้เมื่อยอดค้างชำระเกิน 3 เดือนเช่นกัน จะเห็นว่า รายได้ก็รับรู้เกิน ขณะเดียวกัน NPL และการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญก็จะต่ำไป การหยุดรับรู้รายได้ดอกเบี้ยเมื้อลูกหนี้ค้างเกินกว่า 3 เดือน จะไม่เกิดกระบวนการที่ (1) และเมื่อลูกหนี้นำเงินมาชำระก็จะตัดยอดคงค้างจนหมดก่อน ในกระบวนการที่ (2) จึงจะรับรู้รายได้ ถ้าจ่ายที่ค้างไม่หมด รายได้ก็จะยังไม่เกิดขึ้น ดังนั้นกิจการที่ตรงไปตรงมาจะเกิดตามกระบวนการที่บอกมาข้างต้น ธนาคารถูกตรวจสอบและควบคุมโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) แม้ไม่ทำโดยตรงบางเรื่องแต่ก็ควบคุมกระบวนการตรวจสอบภายในซึ่งต้องเป็นไปโดยมาตรฐาน แต่ลีสซิ่ง เช่าซื้อ บริษัทบริหารหนี้ มาอยู่ภายใต้การตรวจสอบโดยหน่วยงานใด กลต. และตลาดไม่ใช่หน่วยงานตวจสอบโดยตรง แค่กำกับห่างๆ กลต. ดูตลาดแรก IPO ตลาดฯ ดูตลาดรอง ด้านการซื้อขาย ยกหน้าที่ตรวจสอบงบการเงินให้ผู้สอบบัญชี ผู้สอบก็ดูว่ามตาฐานว่าอย่างไรก็ทำเท่านั้น และมาตรฐานไม่ได้ระบุว่าต้องหยุดเมื่อใด มีเพียงประกาศจากตลาด อันนั้นไม่ใช่มาตรฐาน ไม่ทำตาม งบก็ยังถูก จึงเห็นว่ามีบางบริษัททำนอกเหนือบ้าง ดังนั้นเวลาดูงบต้องเข้าใจให้ดีว่าเกิดผลกระทบอย่างไร สำหรับลีสซิ่ง เช่าซื้อ แฟคเตอริ่ง



ต่อมาก็ซื้อหนี้เน่าจากสถาบันมาบริหาร รายได้รับรู้น่ากังวลมาก คือ รายได้คำนวณจากเงินลงทุนในลูกหนี้ ตามอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (อัตราผลตอบแทนในการเก็บหนี้ที่คาดว่าจะได้รับ) คำนวณกับยอดเงินลงทุนในลูกหนี้คงเหลือ ถ้าดูจากที่แสดงในหมายเหตุเรื่องที่น่ากังวลคือรายได้คำนวณจากเงินลงทุนในลูกหนี้ ถ้าลูกหนี้เก็บเงินได้ตามปกติตามแผน ก็ไม่มีปัญหา จะเกิดอะไรขึ้นถ้าลูกหนี้ไม่ชำระเงินตามแผนจัดเก็บ ยอดเงินลงทุนในลูกหนี้จะไม่ลดลง (สมมติไม่มีเงินลงทุนในลูกหนี้เพิ่ม) เมื่อคูณด้วยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (อัตราผลตอบแทนในการเก็บหนี้ที่คาดว่าจะได้รับ) รายได้ก็จะสูงขึ้น รายได้ถูกคิดซ้ำซ้อนหรือไม่ และที่สำคัญเงินลงทุนในลูกหนี้นี้ไม่มีการแยกอยุการเรียกเก็บหนี้ที่ควรแยกไว้ตามแผนการเก็บหนี้ที่คาดว่าจะได้รับ เพราะหากเก็บเงินลูกหนี้เงินลงทุนไม่ได้ตามแผน รายได้ก็รับรู้ไปตลอดโดยที่กระแสเงินสดรับไม่ได้จริงตามแผน ผลกระทบที่เกิดคือ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (อัตราผลตอบแทนในการเก็บหนี้ที่คาดว่าจะได้รับ) ตามแผนควรต้องลดลงไปไม่ใช่คงที่ไปตลอด ส่วนตัวผมยังคิดว่าเงินลูกหนี้เงินลงทุน คือหนี้ที่ด้อยคุณภาพย่อมเก็บยากอยู่แลเว ถ้าเก็บง่ายจ่ายง่าย คงไม่เป็นหนี้เน่าธนาคารให้ถูกขายง่ายๆ หรอกครับ ถ้าสินทรัพย์ดีมีคุณถาพแล้ว ธนาคารจะขายทำไม แล้วจะมาเป็นรายได้ที่ดีกับธุรกิจรับซื้อหนี้เสียได้อย่างไร พอผมเห็นเกณฑ์การรับรู้รายได้ และไม่พบการแยกอายุการจัดเก็บ บอกได้คำเดียวหนาวครับ



สองกลุ่มธุรกิจที่กล่าวจึงควรระมัดระวังการรับรู้รายได้ให้ดีในการวิเคราะห์นะครับ บางบริษัทก็ดีอยู่แล้ว บางบริษัทต้องอ่านดีๆ ดูให้เป็น

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559

Perpetual Bond ควรเป็น Equity หรือไม่ รูปแบบการ Creative Accounting – Classification ที่มาตรฐานการบัญชียอมให้ทำเพราะนักบัญชีไม่รู้จริงด้านการเงิน


Perpetual Bond ควรเป็น Equity หรือไม่ รูปแบบการ Creative Accounting – Classification ที่มาตรฐานการบัญชียอมให้ทำเพราะนักบัญชีไม่รู้จริงด้านการเงิน



การทำ Creative Accounting มีมากมายหลายรูปแบบ ผมนำเสนอไปหลายครั้ง หลายบทความพอสมควร เรื่อง Creative Accounting นี้มีทำกันอยู่เรื่อยๆ ส่วนมากมักจะเป็นรูปแบบที่ผิดหลักบัญชี เพื่อสร้างรายได้หรือกำไรบริษัทสูงเกินกว่าความจริงโดยหวังผลให้ราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้น



ระยะหลังรูปแบบการทำ Creative Accounting เปลี่ยนไปโดยไม่เน้นการสร้างกำไรโดยตรง แต่เป็นการทำ Classification หรือการจัดประเภทเพื่อให้เกิดผลทางบวกในการวิเคราะห์ เช่นย้ายเงินลงทุนเผื่อขายเป็นเพื่อค้า เนื่องจากในภาวะหุ้นบวก ผลกำไรจากการเปลี่ยนแปลงราคาจะบันทึกเป็นรายได้ในกำไรขาดทุนของงวดทันทีในงวดนั้น (ท่อนบน) EPS จะเพิ่มขึ้นทันที เพราะถ้ายังเป็นเงินลงทุนเผื่อขายผลต่างจะบันทึกในส่วนกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น (ท่อนล่าง) รายการนี้ได้ทำไปแล้วในบริษัท Polar ของงวดบัญชี 31 มีนาคม 2558 ทำให้กำไรบริษัทเพิ่มแบบกระโดด ราคาจาก 0.5 ขึ้นไป 0.6 โดยมีปริมาณการซื้อขายที่หนาแน่นในช่วงใกล้ปลายไตรมาสแรก หลังจากนั้นราคาหุ้นก็ปรับลดลงมาโดยตลอด คนที่ซื้อหุ้นโดยหว้งผลเพียงข่าวกำไรก็มีคนติดหุ้นราคา 0.6 บาทจำนวนหนึ่งไม่น้อย



นั่นเป็นเพียงอีกตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งในด้านบัญชีแล้วไม่ผิดอะไรเลย แต่คนที่เข้าใจจะรู้ว่าไม่เกิดอะไรกับธุรกิจในระยะยาวเลย แต่ในตลาดหุ้นมีคนรู้น้อยกว่าคนไม่รู้มาก จึงมักมีคนติดดอยมากทุกครั้ง



ล่าสุดก็มีการทำ Creative Accounting – Classification ขึ้น ความจริงมีการทำเช่นนี้มาหลายบริษัท แต่ยอดหรือจำนวนไม่มาก อีกบริษัทขายหุ้นกู้แบบนี้ในต่างประเทศ ถือว่ากองทุนเหล่านั้นมีวิจารณญาณ ต้องคิดเป็นแล้ว และปกติในต่างประเทศเขามักจะปรับข้อมูลในงบดุลเองไม่ได้ใช้ที่นำเสนอเสมอ



รายการนี้คือการออก Perpetual Bond หรือ หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนของบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หุ้นกู้ด้อยสิทธิดังกล่าวมีจำนวน 1 หมื่นล้านบาท โดยมีธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ครั้งนี้ ขณะที่ก่อนหน้านี้ ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จัดอันดับความน่าเชื่อถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนของซีพี ออลล์ ที่ BBB ด้วยขนาดการระดมทุนที่สูง และบางส่วนเสนอขายต่อสถบันและบุคคลทั่วไป ไถ่ถอนเมื่อเลิกบริษัท ซึ่งผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนดและมีสิทธิเลื่อนชำระดอกเบี้ยโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ และผู้ออกมีสิทธิเรียกไถ่ถอนก่อนกำหนด เป็นการออกครั้งที่ 1 แสดงว่ายังมีต่อมาอีกหลายล็อต



ผมคงไม่วิจารณ์เรื่องอัตราดอกเบี้ย เพราะเป็นเรื่องของตลาดกำหนดตามความพึงพอใจกันเองตามภาวะตลาด แต่จะให้มุมมองทางวิชาการว่าตราสารหนี้ที่มีลักษณะคล้ายทุนนี้ ควรถือเป็นส่วนทุนหรือหนี้ ในความเห็นผมควรจัดเป็นหนี่สินครับ ต่างจากทางบัญชีที่นำเสนอซึ่งหากมองในแง่หลักวิชาการโดยนำความรู้ทางการเงินประกอบแล้ว ต้องควรเป็นหนี้สินเท่านั้นไม่ใช่ทุน



ก่อนไปกล่าวถึงประเด็นว่าควรเป็นหนี้หรือทุน ผมอยากตั้งคำถามที่อยากให้ลองคิดตาม คือ

1. การออกตราสารหนี้ที่มีลักษณะคล้ายทุนนี้ แท้จริงแล้ว Leverage ลดลงหรือไม่

2. การออกตราสารหนี้ที่มีลักษณะคล้ายทุนนี้ ดอกเบี้ยจ่าย ตัดออกหมดหรือไม่ ยังต้องเกิดดอกเบี้ยอยู่ใช่หรือไม่

3. การออกตราสารหนี้ที่มีลักษณะคล้ายทุนนี้ เป็นตราสารหนี้ด้อยสิทธิ มีสิทธิการ Claim เท่าหรือน้อยกว่า และก่อนหุ้นบุริมสิทธิ์กับหุ้นสามัญหรือไม่



เหตุผลทางหลักวิชาการที่ควรจัดเป็นหนี้สินมีข้อพิจารณาดังนี้

1. การออกตราสารหนี้ที่เมื่อจ่ายดอกเบี้ย ดอกเบี้ยจะทำให้เกิด interest tax shield ขึ้นซึ่งในหลักการเงินตามทฤษฎีของ MM Proposition II กรณีมี Tax rate

    V firm = PV of Equity + PV int. tax shield – PV of bankruptcy cost

ดังนั้นหากตราสารใดที่ต้นทุนการเงินสามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว จะถือเป็น Debt ทั้งนี้ มูลค่ากิจการเพิ่มขึ้นจากทฤษฎีของ Modigliani and Miller (MM) กรณีมีภาษีคือ PV int. tax shield ที่เกิดจากดอกเบี้ยจ่ายใน Debt

2. Maturity date แม้ไม่กำหนดวันไถ่ถอน แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นชี้ขาดว่าควรเป็นส่วนทุน (Equity) ถ้ากำหนดอายุสัก 300 ปีจึงไถ่ถอน ยังจะถือเป็นหนี้สินหรือทุน

3. หุ้นกู้ด้อยสิทธิโดยทั่วไป (Subordinate Bond) ที่มีอายุ แต่สิทธิการเรียกร้องใดๆไม่มี ฟ้องก็ไม่ได้ เมื่อเลิกกิจการก็ได้หลังสุด ได้เท่าที่เหลือหลังคืนหนี้ที่มีสิทธิเหนือกว่ารับชำระหมดไปก่อน ตราสารหนี้ที่มีลักษณะคล้ายทุนนี้ก็ไม่ต่างกันเลยแม้แต่น้อย ทำไมหุ้นกู้ด้อยสิทธิโดยทั่วไป (Subordinate Bond) ที่มีอายุ จึงถูกจัดเป็นหนี้สินในงบแสดงฐานะการเงิน และนำไปคำนวณใน D/E ส่วนตราสารหนี้ที่มีลักษณะคล้ายทุนนี้กลับไปไว้ในส่วน Equity ทำให้นักลงทุนหลงผิด D/E ลดลงเพราะ Equity เพิ่มขึ้น



ที่กล่าวในตอนต้นว่าบางบริษัท (เช่น PTEP) ออกตราสารหนี้ที่มีลักษณะคล้ายทุนนี้ในต่างประเทศผมไม่ค่อยกังวลเพราะเขาจัดงบดุลใหม่ถือเป็นหนี้ครับ แต่นักลงทุนไทยผมไม่แน่ใจจึงห่วงจะหลงผิดวิเคราะห์งบกันง่ายๆ ตามตัวอักษร จะว่าไปบริษัทบอกแล้วในหนังสือชี้ชวน แต่จะมีใครอ่านหรืออ่านแล้วเข้าใจหรือไม่



การไถ่ถอนก่อนกำหนด ซึ่งเป็นสิทธิของผู้ออกหุ้นกู้แต่เพียงผู้เดียวที่จะไถ่ถอนหุ้นกู้ตามแต่จะเห็นสมควรโดย ผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิที่จะไถ่ถอนหุ้นกู้ทั้งจำนวน ก่อนวันครบกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้ได้เมื่อเกิด กรณีดังต่อไปนี้

(ก) วันครบกำหนด 5 ปี นับ จากวันออกหุ้นกู้ ซึ่งคือวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 หรือวันชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้แต่ละครั้งภายหลังจากปีที่ 5 แปลความง่ายๆ ไถ่ถอนได้โดยผู้ออกหลัง 5 ปีได้ทุกเมื่อ

ข) ผู้ออกหุ้นกู้ไม่หรือจะไม่สามารถนำดอกเบี้ยที่ชำระให้แก่ผู้ถือหุ้นกู้มาหักเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทยของผู้ออกหุ้นกู้ได้ทั้งจำนวน แปลง่ายๆ ดอกเบี้ยต้องเอามาหักภาษีได้ เกิด interest tax shield อันนี้ผู้รับต้องถือเป็นรายได้ ไม่มีการคำนวณเครดิตภาษีแบบเงินปันผล

(ค) ได้มีการเปลี่ยนแปลงในวิธีการ จัดอันดับของหุ้นกู้หรือการตีความในวิธีการจัดอันดับของหุ้นกู้โดยสถาบันจัดอันดับ ความน่าเชื่อถือ ทำให้ผู้ออกหุ้นกู้สามารถนับหุ้นกู้ที่ออกนี้เป็นเครดิตตราสารทุน (equity credit) ของผู้ออกหุ้นกู้ได้น้อยลง กว่าที่ผู้ออกหุ้นกู้สามารถนับได้ก่อนหน้า การเปลี่ยนแปลงในวิธีการจัดอันดับของหุ้น กู้หรือการตีความในวิธีการจัดอันดับ ดังกล่าว หรือไม่สามารถนับหุ้นกู้ที่ออกนี้ เป็นเครดิตตราสารทุน (equity credit) ของ ผู้ออกหุ้นกู้ได้เลยไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ๆ หรือ

(ง) ได้มีการเปลี่ยนแปลงในหลักการบัญชีที่ ผู้ออกหุ้นกู้ต้องปฏิบัติตาม ทำให้ผู้ออกหุ้นกู้ สามารถนับหุ้นกู้ที่ออกนี้เป็นส่วนของผู้ถือ หุ้นของผู้ออกหุ้นกู้ได้น้อยลงกว่า ณ วันออก หุ้นกู้หรือไม่สามารถนับหุ้นกู้ที่ออกนี้เป็นส่วน ของผู้ถือหุ้นของผู้ออกหุ้นกู้ได้เลยไม่ว่าด้วย เหตุผลใด ๆ ทั้งนี้ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดใน ข้อกำหนดสิทธิ ข้อ ค) กับ ง) นี้ กำลังบอกว่าถ้าบัญชีจัดเป็นอย่างอื่นไม่ไว้ในส่วน equity จะไถ่ถอนนะ ข้อนี้บ่งชี้ว่าความจริงตราสารนี้สามารถหรือสภาพตัวมันเป็นหี้ แต่เพียงนิยามทางบัญชีเอาไว้ในส่วนทุนเท่านั้น หากนักลงทุนที่ชาญฉลาด รู้จักป้องกันตัว เป็น Risk Averse  แล้ว จะจัดเป็นหนี้ เพราะการถูกไถ่ถอนคืน คือการมี maturity date โดยอ้อม ต่างกับการซื้อหุ้นคืน คนถือหุ้นไม่ชอบก็ขาย ชอบก็ถือไม่มีใครบังคับนอกจากตัวเอง แต่การถูกไถ่ถอน เราไม่อยากก็ถูกบังคับได้ เป็น Put Option