วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ฐานเงินและปริมาณเงิน ในระบบเศรษฐกิจ


ฐานเงินและปริมาณเงิน ในระบบเศรษฐกิจ

            หุ้นจะอยู่ในช่วง peak และ bottom มีอยู่ปัจจัยหนึ่งที่บ่งชี้ว่ากำลังอยู่ที่ peak หรือ bottom คือ ตัวเลขฐานเงิน มีคนถามว่าจะดูได้ที่ไหน ก็ได้แนะนำไปว่าหาข้อมูลนี้ได้จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย คิดไปคิดมา น่าจะอธิบายทางวิชาการให้เข้าใจน่าจะดีกว่าเพราะคิดว่าหลายๆคน อาจจะสงสัย หรือไม่รู้ว่าจะสงสัยอย่างไร (เพราะไม่รู้จะสงสัยอะไร)

            ตามนิยามทางทฤษฎี ฐานเงิน (Monetary Base) เป็นกลุ่มหนี้สิน (ในงบของธนาคารแห่งประเทศไทย) ซึ่งประกอบด้วย เงินสดที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ (รวมธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ที่ออกโดยกรมธนารักษ์) หัก เงินสดในมือ ธปท. และ รัฐบาล และ เงินรับฝากกระแสรายวันที่ไม่ใช่เงินรับฝากของรัฐบาลกลางและ nonresidents ที่ฝากไว้ที่ ธปท.ได้แก่เงินรับฝากของกลุ่มสถาบันรับฝากเงินอื่น สถาบันการเงินอื่น รัฐบาลท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ ภาคธุรกิจ และสถาบันไม่แสวงหากําไร

สรุปให้เป็นภาษง่ายๆคือ

ฐานเงิน = เงินสดหมุนเวียนในมือภาคเอกชน + เงินฝากของสถาบันการเงินที่ ธปท.

          ฐานเงินคือจำนวนเงินที่ถูกใช้เป็นฐานในการสร้างหรือขยายเป็นปริมาณเงิน

ฐานเงิน (Monetary Base) จึงประกอบด้วย ธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ที่หมุนเวียนอยู่ในมือของประชาชน และในมือของธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งเงินฝากสถาบันการเงินที่ฝากไว้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ ฐานเงินจะสามารถสร้างปริมาณเงินหมุนเวียนได้ คนที่ไปดูแต่เงินสดคงคลัง แล้วไปมโนว่ารัฐบาลแย่ ประเทศแย่นั้น ผิดทางอย่างมาก เหมือนกับไปขอดูแค่กระเป๋าสตางค์แล้วบอกว่าคนนี้มันจน แต่ไม่ได้ดูแหล่งเงินได้ ดูกระแสเงินหมุนเวียน บัญชีเงินฝาก สินทรัพย์อื่นๆ เป็นต้น

เราสามารถทราบปริมาณของฐานเงินได้โดย

1.พิจารณาหนี้สินของธนาคารกลาง โดยฐานเงินจะเท่ากับ เงินสดหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ+เงินสดสำรองของธนาคารพาณิชย์

2.พิจารณาทรัพย์สินของธนาคารกลาง โดยฐานเงินเท่ากับ ทรัพย์สินในประเทศสุทธิ+ทรัพย์สินต่างประเทศสุทธิ ทรัพย์สินในประเทศสุทธิได้แก่ สินเชื่อสุทธิที่ธนาคารกลางให้กับรัฐบาลและสถาบันการเงิน ทรัพย์สินต่างประเทศสุทธิได้แก่ ทองคำ เงินตราต่างประเทศ สิทธิถอนเงินพิเศษ SDR ที่ธนาคารกลางใช้เป็นทุนสำรองเงินตรา

ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบปริมาณของฐานเงินจากวิธีที่ 2 เพราะวิธีที่ 1 เป็นเพียงทฤษฎี ในทางปฏิบัติไม่สามารถหาขนาดของเงินสดหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้โดยตรง



ฐานเงินกับปริมาณเงินมีสิ่งที่เหมือนหรือต่างกัน และมีความสัมพันธ์กันอย่างไร

จาก สมการฐานเงิน B = C+R หรือ ฐานเงิน = เงินสดหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ + เงินสดสำรองของธนาคารพาณิชย์ และจากตัวอย่างปริมาณเงินแบบแคบ หรือ M1 = C+D (ปริมานเงินแบบแคบ = เงินสดหมุนเวียนฯ + เงินฝากกระแสรายวัน) ดังนั้นสิ่งที่เหมือนกันคือ ทั้งฐานเงินและปริมาณเงินฯ ต่างประกอบด้วย C เงินสดหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

             สิ่งที่ต่างกันคือ องค์ประกอบหลัง ฐานเงินมีเงินสดสำรองฯ เป็นองค์ประกอบ ส่วนปริมาณเงิน มีเงินฝาก เป็นองค์ประกอบ ความสัมพันธ์ระหว่างฐานเงินกับปริมาณเงินคือ ปริมาณเงินถูกสร้างหรือขยายจากฐานเงิน โดยเงินสดสำรองฯ จะถูกธนาคารพาณิชย์สร้างเป็นเงินฝากประเภทต่างๆ ในขณะหนึ่งๆ

            เพราะเหตุใดฐานเงินจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดปริมานเงินหมุนเวียนในขณะหนึ่งๆ เพราะฐานเงินคือจำนวนเงินที่ถูกใช้เป็นฐานในการสร้างหรือขยายเป็นปริมานเงิน ฐานเงินสามารถขยายเป็นปริมาณเงินได้โดย เงินสดสำรองฯซึ่งเป็นองค์ประกอบของฐานเงิน จะถูกธนาคารพานิชสร้างเป็นเงินฝากประเภทต่างๆซึ่งเป็นองค์ประกอบของปริมาณเงิน หรืออีกนัยหนึ่งเงินสำรองฯ มาจากฐานเงินฝากนั่นเอง

          ในทางเศรษฐศาสตร์ สภาพคล่องมีหลายนิยาม ทั้งสภาพคล่อง ในนิยามที่แคบที่สุด คือ เงินสดหมุนเวียนและเงินฝากของสถาบัน การเงินที่ ธปท. (หรือที่เรียกว่า ฐานเงิน) ไปจนถึงสภาพคล่องในนิยามกว้าง คือ เงินสดหมุนเวียนและเงินฝากของประชาชนที่สถาบันการเงิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาคเศรษฐกิจโดยตรง ทั้งนี้ สภาพคล่องที่ ธปท. สามารถบริหารจัดการได้โดยตรง คือ ฐานเงิน โดยปริมาณเงินและฐานเงินจะมีความสัมพันธ์กันผ่านกระบวนการสร้างเงิน (Money Creation)

         อุปสงค์ของสภาพคล่องนั้น จะมาจากความ ต้องการใช้สภาพคล่องของภาคเอกชน ที่ขยายตัวตามการเติบโตของเศรษฐกิจ หลักการสำคัญของการที่ทำให้ฐานเงินเกี่ยวข้องกับการกำหนดขึ้นของปริมาณเงินคือหลักการของทฤษฎีฐานเงิน แสดงในรูปสมการการกำหนดขึ้นของปริมาณเงินดังนี้ Ms = m*B

Ms คือปริมาณเงิน ส่วน m คืออัตราการหมุนเวียนเงินเป็นตัวคูณฐานเงิน B ดังนั้นปริมาณเงินจึงเป็นผลคูณของฐานเงินและตัวคูณฯ(m) สมมติ มีเงิน 1,000 บาท มีคนนั่งล้อมเป็นวง 5 คน แต่ละคนคือตัวแทนของหน่วยธุรกิจ (เช่น ครัวเรือน ธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ภาครัฐ เป็นต้น) ถือเงินกันคนละ 200 บาท ทุกๆ 10 นาที จะได้เงินจากคนข้างขวา 200 และให้คนทางซ้าย 200 ในหนึ่งชั่วโมงแต่ละคนจะมีเงิน (รายได้) 1,200 รายจ่าย 1,200 ถ้าเราลดเวลาการถือเงินให้น้อยลงเหลือ 5 นาที ทุกคนจะรู้สึกว่ามีรายได้มากขึ้นทันที ฐานเงินเท่าเดิม แต่ปริมาณเงินมากขึ้นทันที เพียงเพิ่ม m อัตราการหมุนเวียนเงิน ให้มากขึ้น แต่ถ้าอัตราการหมุนเวียนเงินคงที่เร่งได้ไม่มาก ก็อาจเพิ่มฐานเงินคือ B ซึ่งเราเห็นได้คือการทำ QE ในต่างประเทศ เพราะฉนั้นการสร้าง GDP จึงไม่จำเป็นเสมอในการใส่ฐานเงินในระบบ การออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายก็ทำได้ เพียงแต่หน่วยเศรษฐกิจตอบรับหรือไม่ เงินไปติดหรือกระจุกตัวที่ใด บางคนอาจแย้งว่า ไม่มีใครรับร้อยจ่ายร้อยหรอก ต้องมีกำไร ต้องมีออม ธุรกิจกำไรไปไหน ก็จ่ายปันผล เหลือจากจ่ายปันผลก็จ่ายลงทุน เขาถึงใช้คำว่า Capital Expenditure (CAPEX) เราออม เงินก็อยู่ในธนาคาร ธนาคารคารก็เอาไปปล่อยสินเชื่อ เราซื้อหุ้นออมลงทุน ก็มีต้องมีคนขายหุ้นให้ คนขายหุ้นก็เอาเงินไปใช้จ่าย ระบบเสรษฐกิจมันหมุนเวี่ยนไป เพราะสองส่วนเสมอ ฐานเงิน(B) และตัวคูณฯ(m) ทำให้เกิดปริมาณเงิน (Ms)

          เพราะเหตุฐานเงินเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดปริมานเงินหมุนเวียนในขณะหนึ่งๆ ฐานเงินจึงคือจำนวนเงินที่ถูกใช้เป็นฐานในการสร้างหรือขยายเป็นปริมาณเงิน ฐานเงินสามารถขยายเป็นปริมาณเงินได้

          ในทางเศรษฐศาสตร์ สภาพคล่องมีหลายนิยาม ทั้งสภาพคล่อง ในนิยามที่แคบที่สุด คือ เงินสดหมุนเวียนและเงินฝากของสถาบันการเงินที่ ธปท. (หรือที่เรียกว่า ฐานเงิน) ไปจนถึงสภาพคล่องในนิยามกว้าง คือ เงินสดหมุนเวียนและเงินฝากของประชาชนที่สถาบันการเงิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาคเศรษฐกิจโดยตรง

แนวคิดเรื่องฐานเงินเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวแบงก์ชาติมากกว่าแนวคิดเรื่องปริมาณเงิน

          ฐานเงินเป็นเงินที่แบงก์ชาติปล่อยออกไปมี 3 ทาง คือ ด้านต่างประเทศ หากเกินดุลการชำระเงิน เอกชนก็จะมีเงินเหรียญ ซึ่งก็จะนำมาแลกเงินบาทที่ธนาคาร ระบบธนาคารก็จะปล่อยเงินบาทออก และหากขาดดุลการชำระเงิน ก็จะเป็นการดูดเงินบาทเข้า และเงินเหรียญก็ออกไปนอกประเทศหมด ที่แบงก์ชาติก็เหมือนกัน แบงก์พาณิชย์ก็มาทำกับแบงก์ชาติเช่นเดียวกัน เช่น ทำ swaps เป็นต้น ตัวนี้คือ net foreign asset

อีกตัวหนึ่ง ด้านรัฐบาลหากรัฐบาลใช้จ่ายเงินมาก ก็จะเป็นคนปล่อยเงิน โดยใช้เงินคงคลังที่ฝากไว้ที่แบงก์ชาติ หรือหยิบยืมจากแบงก์ชาติ ดังนั้น net claim on government จะลดลง ตัวที่จะต้องควบคุมคือ government deposit หรือ surplus เพื่อให้เศรษฐกิจสมดุล ดังนั้นการมีเงินคงคลัง ณ เวลาใดเวลาหนึ่งมากไม่ใช่ตัวชี้ความมั่นคงทางเศรฐกิจ

        ตัวที่สามคือที่แบงก์ชาติปล่อยในตลาดซื้อคืน หรือดูดในตลาดซื้อคืน หรืออาจปล่อยผ่านแพ็คกิ้งเครดิต ผ่าน EXIM Bank เป็นต้น นี่คือทั้งหมดที่มาเป็นการดูดเงินหรือปล่อยเงินของแบงก์ชาติ แล้วมาสรุปรวมเป็นฐานเงิน ซึ่งทุกตัวมีบทบาททั้งสิ้น
          มาตรการข้างต้นมาจากแนวคิดที่ว่า การเพิ่มปริมาณเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจะช่วยผลักดันให้ระดับราคาสูงขึ้น เศรษฐกิจโตขึ้น



วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ความอยู่รอด (Solvency) นอกจากการก่อหนี้แล้ว ส่วนหนึ่งมาจากการบริหารงานภายใน


ความอยู่รอด (Solvency) นอกจากการก่อหนี้แล้ว ส่วนหนึ่งมาจากการบริหารงานภายใน

บริษัทต่างๆ ที่ประสพปัญหาภาวะล้มละลาย ที่พบเห็นอย่างเป็นรูปธรรม การมีหนี้สินสูงกว่าสินทรัพย์หรือการมีสัดส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้นสูง (D/E สูง) จนล้มละลายล้วนคือผลปลายเหตุ คำถามคือ อะไรคือสาเหตุของการก่อหนี้สินที่สูงขึ้นจนกิจการไปไม่รอด

การก่อหนี้สินสูงจะมีสาเหตุได้ สามประการคือ

1.        การจัดหาแหล่งทุนที่ไม่สอดคล้องกับการจัดหาสินทรัพย์ ซึ่งทำให้โครงสร้างทุนไม่สอดคล้องกับโครงสร้างสินทรัพย์ของธุรกิจ

2.        การแข่งขันของอุตสาหกรรมที่สูง หรือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี/นวตกรรม ทำให้สินค้าขายไม่ได้ ขาดทุนจนไม่สามารถจ่ายหนี้สินที่มีอยู่ จนต้องเลิกกิจการในที่สุด

3.        การล้มเหลวในการดำเนินงาน การขาดประสิทธิภาพ การขาดการควบคุมภายใน  สาเหตุนี้ทำให้เกิดการทุจริต หรือทำให้ต้นทุนดารดำเนินงาน ต้นทุนการผลิต ตลอดจนการหมุนเวียนเงินสดไม่ดีจนขาดสภาพคล่องทั้งที่บัญชีอาจแสดงว่ามีกำไรอยู่

สาเหตุทั้งสามประการมักเกี่ยวข้องกัน โดยสาเหตุประการที่หนึ่งมักคือปลายเหตุที่ปรากฏ มีภาระหนี้สินสูงจนล้มละลายหรือเลิกกิจการไป เพราะมาจากการแข่งขันของอุตสาหกรรมที่สูงหรือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี/นวตกรรม กิจการที่ล้มเหลวในการแข่งขันหรือต้านทานการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ มักจะเกิดจากการขาดประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการควบคุมดูแลภายในที่ดี หลายกิจการเกิดจากการลงทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพ ลงทุนไม่ค้ม ไม่ทำกำไร ไม่สอดคล้องกับธุรกิจที่เริ่มเปลี่ยนแปลง ส่วนนี้มักจะพบได้ว่า ความสามารถในการหมุนเวียนสินทรัพย์ (AT- Assets Turnover) เริ่มแย่ลงเนื่องจากการแข่งขันที่ลดลง ยอดขายหดหาย เมื่อลงทุนไปแล้วสินทรพย์ยังคงปรากฏอยู่ในงบการเงิน การขาดความสามารถในการแข่งขันทำให้ยอดขายถดถอยลง อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ (AT- Assets Turnover) จะลดลง ความสมารถในการทำกำไรก็จะลดลง เพราะการรักษายอดขาย รักษาสัดส่วนการตลาดได้ต่อไปมักใช้กลยุทธ์ราคาเวยการลดราคา ทำให้กำรขั้นต้นลดลง ในขระที่ค่าใช้จ่ายจะลดลงได้ยากหรือช้ากว่ายอดขาย

สัญญาณเหล่านี้มักพบในกิจการที่ล้มเหลวก่อนเสมอ และผลที่สืบเนี่องคือธุรกิจเหล่านี้มักจะประคองธุรกิจ ให้เดินหน้าต่อไปด้วยการก่อหนี้ ทำให้ภาระหนี้สูงขึ้นจนถึงระดับที่เสี่ยงต่อการล้มละลาย ในกิจการที่ดีโดยทั่วไปแล้วเป้าหมายหนึ่งคือการรักษาและเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด ซึ่งหมายความว่าอัตราหมุนเวียนสินทรัพย์จะอยู่ในระดับที่สูงกว่าอุตสาหกรรมและไม่ผันผวน ส่วนนี้สะท้อนความสารถในการแข่งขันท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี/นวตกรรม

ส่วนการล้มเหลวในการดำเนินงาน เพราะการขาดประสิทธิภาพและการการขาดการควบคุมภายในที่ดีก็เป็นสาเหตุสำคัญของกิจการที่ล้มเหลวจนทำให้ภาระหนี้สูงขึ้นจนเสี่ยงต่อการล้มละลาย  ภาระหนี้ที่ก่อขึ้นก็เพื่อประคองธุรกิจให้ดำเนินหน้าต่อไปเช่นที่กล่าวมา การขาดประสิทธิภาพด้านการบริหารการตลาดเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ ลูกค้าหมดความนิยมเปลี่ยนยี่ห้อไปใช้ของคู่แข่งขัน เมื่อลูกค้าหรือสัดส่วนการตลาดลดลง ยอดขายย่อมกระทบลดลงสิ่งที่กิจการทำได้โดยตรงในการดึงลูกค้าให้คงอยู่คือลดราคาขาย หรือยืดระยะเวลา (ให้เครดิตขาย) นานขึ้น ผลคืออัตราลูกหนี้การค้าจะหมุนเวียนยาวขึ้น ในอีกด้วนหนึ่งหากลูกค้าลดลงไม่ซื้อต่อเนื่อง สิ่งบริษัทต้องทำเพื่อรักษาระดับการขายหรือรักษาสัดส่วนการตลาดคือ การหาลูกค้าใหม่ด้วยข้อเสนอการตลาดที่ดีกว่าคู่แข่งเพื่อแย่งส่วนการตลาดกลับ ผลที่เกิดคือยอดขายที่ผันผวนและลุกหนี้ที่ขาดคุณภาพจะส่งผลให้อัตราการหมุนเวียนลูกหนี้การค้า (Account Receivables Turnover) ผันผวน

การผลิตที่ขาดประสิทธิภาพ จัดซื้อที่ไม่ดีขาดอำนาจการต่อรอง มักสะท้อนมาที่วัตถุดิบต้องจัดซื้อมากๆมาตุนไว้ การผลิตที่ไม่ดีและขาดประสิทธิภาพจะทำให้สินค้าระหว่างทำสูง (Work in Process) เช่น การมีของเสีย ของต้องผลิตซ้ำ (reprocess) หรือคงค้างในกระบวนการผลิตสูงกว่ามาตรฐาน สิ่งเหล่านี้จะสะท้อนในอัตราการหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ (Inventories Turnover) ผันผวน

ผลสืบเนื่องจากการจัดซื้อที่ขาดประสิทธิภาพ ขาดอำนาจการต่อรองกับผู้ขาย (Suppliers) ทำให้อาจต้องเปลี่ยนผู้ขายบ่อย อัตราการหมุนเวียนเจ้าหนี้การค้า(Account Payables Turnover) ก็จะผันผวนเช่นกัน

ความผันผวนของลูกหนี้การค้าทำให้กระทบต่อกระแสเงินสดไหลเข้า กิจการที่มีรายจ่ายประจำย่อมต้องกู้ยืมระยะสั้นมาเพื่อให้ดำเนินธุรกิจไปต่อได้ ก็ย่อมไม่พ้นการก่อหนี้เช่นกัน การผันผวนในอัตราการหมุนเวียนลูกหนี้การค้า อัตราการหมุนเวียนสินค้าคงเหลือและอัตราการหมุนเวียนเจ้าหนี้การค้า จะทำให้กิจการต้องก่อหนี้เผื่อรักษาและประคับประคองธุรกิจให้ดำเนินต่อไป และหากการขาดประสิทธิภาพนี้ยังดำเนินต่อเนื่อง สุดท้ายบริษัทก็จะเกิดภาวะการก่อหนี้สินที่สูงขึ้นจนกิจการไปไม่รอดได้เช่นกัน เกิดการจัดหาแหล่งทุนที่ไม่สอดคล้องกับการจัดหาสินทรัพย์ ซึ่งทำให้โครงสร้างทุนไม่สอดคล้องกับโครงสร้างสินทรัพย์ของธุรกิจจนล้มละลายได้

การอยู่รอดของธุรกิจจึงไม่ใช่เพียงการเห็นภาพสุดท้าย D/E สูงๆ แต่ทุกกิจการก่อนเกิดภาวะนี้จะสั่งสมการขาดประสทธิภาพมาต่อเนื่องบางกิจการมากกว่าสามถึงห้าปี หรือกว่านั้น ไม่ใช่สามเดือนห้าเดือน

กิจการ start up ต่างๆ ที่ไปไม่รอดแม้จะมาความโดดเด่นในสินค้าที่แตกต่าง มักพบจุดจบไม่นานส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการขาดประสิททธิภาพการจัดการในปัญหาพื้นฐานที่กล่าวมา หลายกิจการเพื่อลดความไม่แน่นอนอันเกิดจาก human error การพัฒนา robot หรือ AI – Artificial Intelligence) เพื่อมาทดแทนคนอาจะช่วยลดความผันผวนลงได้ระดับหนึ่ง

การวัดค่าผันผวนในอัตราส่วน (Standard Deviation) ของอัตราส่วนสามารถใช้เป็นเครื่องชี้ความแข็งแกร่งกิจการในระยะยาวได้ดี และบ่งชี้การอยู่รอดได้


ถ้านำอัตราส่วนการเงินที่วัดได้ในแต่ละช่วงของการรายงานมาวิเคราะห็จะได้ข้อสรุปกิจการเพิ่มอีกในหลายมิติดังนี้

ค่าที่นิ่ง แสดงว่าไม่ผันผวน บอกอะไรเกี่ยวกับบริษัท

           ROAOM*AT ประสิทธิภาพการลงทุนดี รักษาการทำไรดี มี organic growth ในตัว

           ROE – NM*AT*(1+D/E) ประสิทธิภาพการลงทุนดี รักษาการทำไรดี  รักษาระดับการก่อหนี้คงที่

           AT – ประสิทธิภาพการลงทุนดี ตัดสินใจลงทุนดี เหมาะสม customer มี loyalty

           D/E – มีความเข้มแข็งในด้าน solvency มีเครดิตการค้า การกู้ยืมกับสถาบันการเงินดี

           GM – ควบคุมต้นทุนผลิตดี ระบบการผลิตดี  (จัดซื้อและผลิต/โรงงาน)

           OM – ควบคุมค่าใช้จ่ายดี ระบบงบประมาณดี ระบบการควบคุมภายในดี

           NM – ระบบการควบคุมภายในดี ควบคุมต้นทุนการเงิน+ภาษีดี ไม่มีกำไร one-time มากและบ่อย

           ART – มี customer portfolio ดี ล/ค มี Loyalty ต่อสินค้า ต่อธุรกิจ

           IT - ระบบการจัดซื้อผลิต/โรงงาน และ ฝ่ายขายดี ซื้อดี ผลิตดี ขายคล่อง

           APT – มี Bargaining Power of Suppliers

 แนวความคิดนี้มาจากการประยุกต์ด้านสะท้อนจากเรื่อง Six Sigma คือ เรื่อง ซิก ซิกมา มุ่งด้านการผลิตเพื่อลดข้อบกพร่องและของเสีย โดยระดับ 6d คือจุดที่ระดับข้อผิดพลาดที่เกิดจะน้อยมาก แต่ในการวัดความผันผวนของอัตราส่วนการเงิน ไม่ได้ใช้ข้อผิดพลาดแต่วัดค่าปฏิบัติการโดยตรง ซึ่งสะดวกและง่าย เป็นไปได้ในทางปฏิบัติมากที่สุดจากงบการเงินโดยตรง โดย d/m < 10% จะอยู่ในช่วง same as others หรือผันผวนจากค่าเฉลี่ยไม่เกินกว่า ช่วง 85-115 จะครอบคลุม ข้อมูลที่เกิดขึ้น 68.3%

วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

Growth การเติบโต และลักษณะหุ้น (ตอนที่ 2)


Growth การเติบโต และลักษณะหุ้น (ตอนที่ 2)

หุ้น Growth ทั้ง 3 แบบของปีเตอร์ ลินช์ กับ Growth ทางการเงิน ดูอย่างไร

1. Slow Growth  จะอยู่ในอุตสาหกรรมที่ใกล้จุดอิ่มตัว มักจะเป็นธุรกิจที่เก่าแก่ ซึ่งในอดีตวงจรของมันก็เคยเป็นหุ้นโตเร็วมา ราคาหุ้นส่วนจะขยับไปได้ไม่ไกล ถ้าบริษัทไม่ขยายงานเพิ่ม (และมักไม่เน้นขยาย expansion แต่เน้น maintenance) เราจึงซื้อ Growth กับบริษัทเหล่านี้ได้ยาก บริษัทเหล่านั้นมักจะจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูง และ จ่ายสม่ำเสมอ ข้อสังเกต บริษัทไหนที่มีอัตราจ่ายปันผลสูง (High Payout Ratio) แสดงว่าบริษัทนั้นไม่มีวิธีใหม่ๆ ในการขยายงาน ส่วนเท่าไรเรียกว่าสูง ปกติเริ่มเกินกว่า 60% ผมก็จะถือว่ามีเกณฑ์เข้าข่าย จากนั้นจะพิจารณาเรื่องอื่นประกอบ แต่ไม่ใช่ว่า บริษัทที่จ่ายปันผลสูงและสม่ำเสมอไม่น่าลงทุน เพราะบางปีเศรษฐกิจไม่ดีเอาเงินมาจ่ายปันผลดีกว่า บางคนลงทุนเน้น Cash Flow Stream การลงทุนในหุ้นเน้นปันผล หุ้น Defensive Stock ก็จัดเป็นหุ้นโตช้า หุ้นกลุ่มนี้มักจะสวนทิศทางตลาด หรือขึ้นลงตามแนวโน้มตลาดไม่มาก อาจเร็วบ้างช้าบ้างไม่นัก แต่หุ้นกลุ่มนี้เวลาตลาดขึ้น ทั่วไปบริษัทต่างๆ ก็มีกำไรเพิ่ม พวกนี้จะไม่เพิ่มมาก หรืออาจลดเล็กน้อยหรือไม่โตเท่าใด กลุ่มนี้เหมาะกับคนลงทุนยาวๆ ที่ต้องมีติดพอร์ตบ้าง เพราะกลุ่มนี้เวลาวงจรโดยรวมหุ้นซบเซา มันจะยังคงไปของมันเรื่อยๆ เช่น หุ้นพวก utility stock (หุ้นสาธารณูปโภค) หุ้นกลุ่มนี้ส่วนมากจะมีเสถียรภาพสูงภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย หุ้นกลุ่มนี้ควรเน้นการเติบโตแบบ Organic Growth เน้นสร้างประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรธุรกิจให้เกิดประโยชน์มากสุด รักษาระดับ Assets Turnover (AT) และ Operating Margin (OM) ให้สูงและนิ่ง (ไม่ผันผวน) ซึ่งจะทำให้ ROA ดีต่อเนื่องระยะยาว การไม่เน้นขยายงาน (Expansion) จึงมักมีหนี้ไม่ค่อยสูง และ D/E จะนิ่ง



หุ้นโตช้านี้ มักมีเงินสดอาจจะมากแต่ไม่ค่อยลงทุนเพิ่ม D/E ต่ำ อัตราการแกว่งตัวของยอดขายและกำไรต่ำ มี AT จะค่อนข้างคงที่ หรือค่อยลดลง อาจดู FAT (Fixed Assets Turnover) ด้วยก็ได้ ในงบกระแสเงินสด CFI จะมีการจ่ายลงทุนใน PPE ใกล้เคียงหรือต่ำกว่า Depreciation (ค่าเสื่อมราคา) มี CFO > Dividend paid (ในงบกระแสเงินสด) ควรเกิดต่อเนื่อง

การประเมินมูลค่าเหมาะที่จะใช้ DDM และ P/E Payout Model



2. Fast Growth คือหุ้นมีการเติบโตต่อปีสูง (โตขึ้นอย่างต่อเนื่องหลายปีติดต่อกัน) มีอัตราการเติบโตที่สูงมาก เช่นประมาณ 20 -25% ต่อปี ยอดขายเติบโตสูงต่อเนื่อง กำไรโต สินทรัพย์โต หุ้นพวกนี้ในระยะยาวอาจกลายเป็น Blue-Ship เป็นหุ้นที่อยู่ในช่วง Growth Stage ของวงจรอุตสาหกรรมก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ หรืออาจดับลงเมื่อวงจรเข้าสู่ขาลง มักเป็นหุ้น hot ในช่วงนั้นๆ ใครไม่ลงทุนจะรู้สึกว่าตกรถไฟ วงจรอาจนานเป็นปีหรือเกือบสามปีก็ได้ แต่พอวัฏจักรอุตสาหกรรมเริ่มอิ่มตัวหรือเข้าวงจรชะลอตัวจะตกลงอย่างต่อเนื่องยาวนานฟื้นก็ไม่เท่าเดิมแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นกิจการขนาดเล็ก หรือ กลาง หุ้นพวกนี้จะทำกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ หุ้นโตเร็วไม่จำเป็นต้องอยู่ในอุตสาหกรรมที่โตเร็วเสมอไป หุ้นที่โตเร็วแต่เผอิญสายป่านสั้น คือมีเงินทุนน้อย วงจรเงินสดไม่ดี ขาดดุลยภาพการเติบโต ให้ระวัง บริษัทพวกนี้มักจะหมุนเงินไม่ทัน หายนะจะมาเยือนในไม่ช้า การเติบโตของหุ้นโตเร็ว ต้องเติบโตแบบมีคุณภาพคือการเติบโตแบบสูง(ความสูง) AT จะดีกว่าอุตสาหรรมและนิ่ง ไม่ค่อยผันผวน เป็นการเติบโตแบบยั่งยืน ข้อสังเกตอย่างหนึ่งคืออัตราจ่ายปันผลไม่สูง



หุ้น Fast Growth จะต้องมี CFO เป็นบวกและแกร่ง มีคุณภาพกำไรดี ค่า D/E อาจสูงได้ แต่จะลดลงต่อเนื่อง และมีความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยสูง (ICR > 4-5 เท่า up) ROA อาจเริ่มต้นต่ำ แต่แนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยมาจาก AT หุ้นโตเร็วจะอยู่ใน growth stage ยอดขายโตเร็ว GM OM NM สูง ทั้งหมดและก็อาจยังเพิ่มขึ้นได้อยู่ สัดส่วนทั้งสามดี ไม่ต้องพึ่ง one-time gain ROE สูง จากกำไร ไม่ใช่ D/E ratio และไม่ใช่การทำ Treasury stock (ซื้อหุ้นคืน) นอกจากนี้ Reinvestment ratio สูงต่อเนื่องหลายปี (> 2.5 จะชัดมาก) การเติบโตแบบสูง คือ การโตโดย GM สูงและเพิ่ม ไม่แกว่ง และ มี Asset หลักโตต่อเนื่อง AT ไม่ตกหรือลดลง มักจะเติบโตแบบ Non-organic Growth

การประเมินมูลค่าเหมาะที่จะใช้ PEG และ P/E Franchise Model



3. Strong Growth or Stalwarts มีอัตราการเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ Market เช่น อัตราการเติบโตประมาณ 10-20% ต่อปี ค่อนข้างต่อเนื่องหลายปี เป็นการเติบโตแบบยั่งยืน ควรมาจากการโตจากภายใน ไม่ใช่การเพิ่มทุน หรือกู้เงิน (D/E เพิ่มมากขึ้น) ซึ่งหมายถึง Sustainable Growth กำไรที่วัดต้องเป็น operating profit ไม่รวม one-time gain เป็นคุณภาพกำไร หุ้นแข็งแกร่ง (Strong Growth or Stalwarts) สามารถทำกำไรให้แก่นักลงทุนได้พอสมควร ถ้าหากซื้อในจังหวะที่ดี ดังนั้นการซื้อในระดับราคาที่เหมาะสมจะยังคงให้ได้ผลตอบแทนรวมไม่น้อยเกินไป  ส่วนมากหุ้นแข็งแกร่งมักเป็นหุ้นยักษ์ใหญ่ (Blue-Chip Stock หุ้นที่มีพื้นฐานดี) ช่วงที่เศรษฐกิจถดถอย หุ้นยักษ์ใหญ่จะเข็มแข็งกว่าประเภทอื่นๆ หุ้นพวกนี้โอกาสจะทำกำไร 1- 2 เท่าตัวในระยะเวลาสั้นๆเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย หรืออีกนัยหนึ่ง คือ อย่าโลภมากกับหุ้นพวกนี้ หุ้นเติบโตแข็งแกร่งจะมี ROE อยู่ในระดับสูง คือ ROE เฉลี่ยควรอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยผลตอบแทนคาดหวังระยะยาวของตลาด/อุตสาหกรรม และ ROE ควรไม่ผันผวนมาก กำไรมาจากธุรกิจหลัก



อัตราส่วนคุณภาพกำไร เกินกว่าหนึ่งสม่ำเสมอ นี่คือเกณฑ์ด่านแรก หุ้น Blue-Chip อัตราส่วนทางการเงินต่างๆ ควรต้องค่อนข้างนิ่ง เช่น AR turnover, Inventory turnover ถ้านิ่งแสดงว่าเก็บเงินสม่ำเสมอ ผลิตได้สม่ำเสมอ Asset turnover ค่อนข้างนิ่งแสดงว่า เมื่อสินทรัพย์เพิ่ม (มีการลงทุน) ยอดขายก็เพิ่มด้วยแสดงว่าการลงทุนมีประสิทธิภาพ หุ้น Strong Growth or Stalwarts จะมีดุลยภาพการเจริญเติบโต (Growth Balance) ที่ดีและมี Organic Growth และ Sustainable Growth ใกล้เคียงกัน ดังนั้นหุ้นโตแกร่งจะเรียกว่าครบเครื่องเลยก็ว่าได้  ROA ROE ดี และสูง AT OM GM สูงและนิ่ง วงจรเงินสดก็ดี (ART IT APT) นิ่ง มี CFO+ , QE>1, D/E เหมาะสม, ICR > 3-4, DEBT/CFO < 4 (ธรรมดา < 8)

การประเมินมูลค่าเหมาะที่จะใช้ P/E Franchise Model หรือ P/E Payout Model จะไม่ต่างกันมากนัก

Growth การเติบโต และลักษณะหุ้น (ตอนที่ 1)


Growth การเติบโต และลักษณะหุ้น (ตอนที่ 1)

Organic Growth  คือการเติบโตของบริษัทที่เติบโต้วยทรัพยากรหรือสินทรัพย์ที่มีอยู่ของบริษัท (Organic growth is growth that comes from a company's existing businesses) เป็นการเจริญเติบโตที่มาจากธุรกิจหลักของบริษัท ซึ่งอยู่ที่ผู้บริหารจะนำทรัพยากรภายในบริษัทมาทำให้กำไรได้ขนาดไหน Organic Growth จะไม่รวมการเติบโตที่มาจากการควบรวมกิจการอื่น (การลงทุนในบริษัทร่วมที่ทำให้เกิดรายได้จากส่วนแบ่งกำไร) เน้นสินค้าเดิม ลูกค้าเดิม หรือสินค้าเดิม ลูกค้าใหม่ Organic Growth ที่ดีหรือผู้บริหารที่เก่งควรต้องโตเร็วกว่าตลาด การเติบโตแบบ Organic Growth เป็นการเติบโตที่ปลอดภัยและมั่นใจได้มากกว่าการเติบโตด้วยการหันเข้าสู่ ธุรกิจใหม่ๆ กลยุทธ์ธุรกิจ (Corporate Strategy) ควรจะเน้น Stability & Productivity Strategy มักจะอยู่ใน Red Ocean (ทะเลแดง) จึงต้องใช้ กลยุทธ์ทะเลแดงด้วย (ROS) เราจะใช้ ROA (ในที่นี้จะใช้ ROA = NI/Total Asset) เป็นตัวบอก Organic Growth



Non-organic Growth ตรงข้ามกับการเติบโตแบบ Organic Growth การเติบโตแบบ Non-organic ที่พบเห็นได้บ่อยๆ คือ การเติบโตโดยวิธีควบรวมกิจการ (M&A) หรือการลงทุนในกิจการอื่นๆ วิธีนี้บริษัทจะซื้อกิจการเพื่อนำงบการเงินมารวมกัน (หรือบันทึกส่วนแบ่งกำไร แล้วแต่กรณีว่าถือแบบร่วมหรือย่อย) Investment Strategy จะลงทุนได้หลากหลายเช่น การลงทุนแนวดิ่ง Vertical Strategy ขยายให้ครอบคลุม Value Chain (Upstream to Downstream) เพิ่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scales) กลยุทธ์ธุรกิจ (Corporate Strategy) จะเน้นด้าน Growth Strategy และอาจพ่วง Stability & Productivity Strategy ด้วยโดยขยายการลงทุนเพื่อลดต้นทุนธุรกิจลง มักจะอยู่ใน Red Ocean (ทะเลแดง) เช่นกัน บางบริษัทอาจลงทุนในแนวราบ Horizontal Strategy เพื่อขยายตลาดกลุ่มเป้าหมายให้กว้างขึ้น โดยอาจเน้นการเพิ่มช่องทางการตลาด (Marketing Distribution Channels) หรือการเน้นความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ที่สินค้ามีความเกี่ยวพันหรือส่งเสริมพึ่งพากัน เช่น ร้านอาหาร ลงทุนเพิ่มในร้านขายน้ำ ขายขนมหวาน เป็นต้น

Non-organic Growth อาจเน้นการลงทุนในแบบ Diversification ซึ่งทำได้ 2 ลักษณะคือ Concentric and Conglomerate Strategy ในรูปแบบ Concentric คล้ายแบบ Vertical & Horizontal Strategy กระจายการลงทุนแต่ยังอยู่ในกลุ่มเดียวกัน เช่น INTUCH หรือกลุ่ม ปตท. ส่วนแบบ Conglomerate Strategy คือหลากหลาย เช่น SCG ที่มีการลงทุนกระจายออกไปมากกว่าธุรกิจวัสดุก่อสร้าง เช่น ปูนซิเมนต์ กระดาษ ปิโตรเคมี เหล็ก ค้าปลีก เป็นต้น หรือ MINT ที่ลงทุนในกลุ่มร้านอาหาร โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น



Non-organic Growth อาจอยู่ทั้ง Red Ocean (ทะเลแดง) และ Blue Ocean (ทะเลน้ำเงิน) ขึ้นกับธุรกิจที่ขยายลงทุน ลักษณะกลยุธ์จึงหลากหลาย ดังนั้นจึงต้องให้เหมาะสมกับตลาดอุตสาหกรรมที่ลงทุน



Sustainable Growth จะเน้นด้าน Capital Structure การเติบโตนี้ต้องรักษาระดับ D/E ให้คงที่เสมอ แต่ใน Organic Growth ไม่พูดถึง แต่ Organic Growth ก็ไม่ใช่การขยายธุรกิจด้วยการก่อหนี้เพราะมุ่งใช้ทรัพยากรภายในที่มีอยู่ การก่อหนี้หรือเพิ่มทุน ถือเป็นการใช้ External Resources จึงบอกว่าคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน ตรงที่ Organic Growth เน้นทางด้าน Assets Side ส่วน Sustainable Growth เน้นทางด้าน Financing Side ดังนั้น Sustainable Growth หรือการเติบแบบยั่งยืนจะเป็นการเติบโตในระยะยาวที่ไม่ควรต้องเพิ่มทุนหรือก่อหนี้ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น (ไม่เพิ่ม D/E) ใช้กำไรที่ทำได้ ต่อยอดหรือสร้างการเติบโต ดังนั้นในทางการเงินจึงให้ Sustainable Growth หรือ g(s) = ROE *(1-b) เมื่อ b คืออัตราจ่ายปันผล บางตำราเรียกค่า (1-b) ว่า retainted rate เข้าใจง่ายๆ คือกำไรที่บริษัทเก็บไว้ใช้ขยายธุรกิจนั่นเอง ถ้าเก็บไว้มากก็จะกู้ได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วน D/E ที่มีเดิม การขยายเพิ่มในส่วน financing resources นี้คือแหล่งเงินทุนระยะยาวภายในที่สำคัญของการขยายตัวหรือการเติบโตของบริษัทนั่นเอง



ถ้าพิจารณาจากหลักที่กล่าวไว้ แสดงว่า Sustainable Growth มีส่วนสำคัญ สามส่วนคือ

     -  D/E ต้องนิ่งหรือค่อนข้างคงที่ และเหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ

     - Payout ต้องเหมาะสม เพื่อให้กิจการเติบโตและแข่งขันได้ในอุตสาหกรรม

     - ROE ควรต้องไม่น้อยกว่า required rate of return ที่ผู้ถือหุ้นต้องการ



อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเลือกการเติบโตแบบใด ดุลยภาพการเจริญเติบโต (Growth Balance) เป็นเรื่องที่สำคัญต่อกิจการ การวางแผนการเติบโตเพื่อขยายธุรกิจ หรือการเติบโตที่ดีจะต้องมีความสมดุลทั้งสามด้านควบคู่กันไปคือ Growth – CFO – Investing

การเติบโตแบบ Organic Growth ที่ดีนอกจาก ROA AT OM ควรสูงและนิ่งแล้ว กิจการนั้นต้องมี CFO ที่ดีด้วย เพราะถ้ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานน้อย การลงทุนพื่อรักษา Organic Growth (ลงทุนแบบ Maintenance) ไม่เพียงพอ ก็ต้องกู้เงินทำให้ D/E เพิ่ม ค่าใช้จ่ายต้นทุนการเงิน (ดอกเบี้ยจ่าย) เพิ่ม กำไรสุทธิจะลดลงหรือเพิ่มน้อยกว่าการขยายตัวสินทรัพย์ ROA ก็จะลดลง ก็หมายถึง Organic Growth ลดลง การพิจารณา Sustainable ก็เช่นเดียวกัน

Investing นั้นหมายถึงการลงทุนใน CAPEX ทั้ง Maintenance & Expansion และรวมถึงการลงทุนในส่วนเพิ่มของ Working Capital ด้วย ทุกๆ การเติบโตคือยอดขายเติบโต ลูกหนี้เพิ่มขึ้น ผลิตต้องมากขึ้น สินค้าคงเหลือต้องมากขึ้น ส่วนที่เพิ่มขึ้นในทุนหมุนเวียนสุทธินี้ (หักเจ้าหนี้การค้าที่เพิ่มด้วย) ก็คือ Investing ด้วยเช่นกัน การลงทุนในธุรกิจที่ Growth ที่ถูกต้องควรพิจาณาด้วยว่ารักษาดุลยภาพการเจริญเติบโต (Growth Balance) ด้วยหรือไม่ เพราะหุ้นแบบนั้นจะรักษาการเติบโตได้ยั่งยืนยาก อาจจะเกิดได้ไม่ถึงปีด้วยซ้ำ มีตัวอย่างหุ้นที่โตแล้วดับลงในเวลาไม่นาน บางคนก็มีประสบการณ์ลงทุนหุ้นที่คิดว่า Growth แล้วดอยยาวนานข้ามปีกันเลย เพราะปรากฎว่าไม่ได้ Growth จริง

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2560

อัตราผลตอบแทน หรือดอกเบี้ยที่ต้องการ มีองค์ประกอบจากอะไรบ้าง


อัตราผลตอบแทน หรือดอกเบี้ยที่ต้องการ มีองค์ประกอบจากอะไรบ้าง

หลักการเงินนั้น High Risk, High Return เสมอ ไม่มีหลักทรัพย์ใดในระยะยาว (ยาวจริง มากกว่า 5-10 ปี) ไม่ใช่ 3 เดือน 6 เดือน ที่สามารถเกิด Excess Return ได้ตลอดไป คำว่า Excess Return หรือ Abnormal Return คือกำไรที่มากกว่า Expected Return On the Same Risk ทุกอุตสาหกรรม ทุกธุรกิจมีความเสี่ยงต่างกัน ผลตอบแทนที่คาดหวังจึงต้องต่างกันจะบอกว่าลงทุนใน A ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ 20% ต่อปีอย่างมั่นคงตลอด 15 ปี คนที่ถือหุ้น B มีความเสี่ยงต่ำกว่าได้เพียง 15% คงขาย B แล้วยอมซื้อ A ที่แพงขึ้นเพื่อรับผลตอบแทน 18% การได้จ่ายลงทุนแพงแต่ได้ผลตอบแทนสูงขึ้นกว่าที่เคยได้ย่อมพอใจ มองฝั่งคนที่ขาย A มีสองกลุ่ม คืออยากได้สั้นๆ วันนี้ราคา a บาท ผลตอบแทนที่ได้คือ 20% ถ้าคนพอใจ 18% มาซื้อยอมจ่ายที่ 1.11a หรือพูดง่ายๆ หุ้นถูกเสนอซื้อสูงขึ้น 11.1% และจะไล่ราคาจนบวกไป 33.3% ก็ควรหยุด เพราะราคานี้ได้ผลตอบแทน 15% เท่ากับที่ถือ B จึงไม่รู้จะซื้อทำไม มองด้านคนขาย A ให้ แน่นอนทำกำไรไปแล้ว 33.3% แต่เขาไม่มีหุ้นดีๆ มั่นคงยาวๆ 20% แล้วตัวใหม่ที่มากกว่านี้ก็ไม่มี (เพราะถ้ามี คนก็จะมาซื้อไปแล้วเช่นกัน) ดังนั้นระยะยาวคนที่ได้สูงๆ 20% จะไม่ขาย ถ้าขายผลตอบแทนระยะยาวจะไม่เกิดอีก ในโลกการลงทุนที่มีการซื้อขายเปลี่ยนมือได้ตลอดเวลา จึงยากที่จะมีคนที่ได้ Excess Return ไปตลอดกาล ยกเว้นถือไม่ขายออก Excess Return จึงมาจากการได้ a (trade) มากกว่า b (ถือ) มูลค่าหุ้นที่ให้ Excess Return จากการดำเนินงาน ราคาจะปรับขึ้นจนเต็มมูลค่า แล้วระยะยาวกำไรบริษัทนั้นก็จะโตไปตามภาวะอุตสาหกรรม



คราวนี้มองในด้านบริษัท ยากเช่นกันที่บริษัทใดจะมีกำไรเหนือคนอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกันได้ตลอดกาล เพราะต้องเกิดการแข่งขันโดยเฉพาะในตลาดการค้าเสรี การทำ Extra or Excess Return จึงไม่ใช่เรื่องง่ายในระยะยาวๆ เลย อาจทำได้ในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ยิ่งขนาดใหญ่ยิ่งยากขึ้น ฉนั้นในโลกการลงทุนจึงต้องคำนึงถึง High Risk, High Return เสมอ ผลตอบแทนจึงต้องมองควบคู่ความเสี่ยงเสมอ ซึ่งในผลตอบแทนที่ Classic ที่สุดคือ CAPM (Capital Asset Pricing Model) เมื่อ ri คือ Expected Return ของหลักทรัพย์ i ดังสมการต่อไปนี้  

ri  = rf + b * (rm – rf )

(rm – rf ) = RP = Risk Premium ผลตอบแทนของ Market โดยเฉลี่ยรวมที่สูงกว่าอราดอกเบี้ยสินทรัพย์ม่มีความเสี่ยง (นิยมใช้พันธบัตรรัฐบาล (คลัง) 1 ปี – Treasure Bill)

rm = Expected Market Return

rf  = Return of Risk Free Asset

b * (rm – rf ) = BRP = Business Risk Premium

จากสมการบอกเบื้องต้นบอกให้รู้ตามหลักการเงินว่า High Risk, High Return ความเสี่ยงคือ BRP โดยที่ b ค่าที่ว้ดความสัมพันธ์ความเสี่ยงของบริษัทนั้นเปรียบเทียบกับ Market เช่น 1.1 หมายความว่าบริษัทนั้นมีความเสี่ยงเฉลี่ยมากกว่าตลาด 1.2 เท่า หากตลาดให้ Market Risk Premium (rm – rf ) = 9% หุ้นบริษัทนั้นควรให้ผลตอบแทนไม่น้อยกว่า rf + 1.2 * 9% = rf + 10.8% เป็นต้น



ซึ่งในโลกการเงินสามารถนำมาเขียนกลางทั้งตราสารหนี้ ตราสารทุนได้ดังนี้

Ki   = rf +IP + LP + MTP + DRP/BRP

rf = Return of Risk Free Asset

IP = Inflation Premium ความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อ

LP = Liquidity Premium ความเสี่ยงจากสภาพคล่องในการได้รับหรือเปลี่ยนเป็นเงินสด

MTP = Maturity Premium ความเสี่ยงจากอายุตราสาร

DRP = Default Risk Premium ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระ มักใช้อันดับ Rating

b * (rm – rf ) = BRP = Business Risk Premium ความเสี่ยงจากธุรกิจ

หากมอง rf + LP + MTP ก็จะเข้าใจได้ง่ายขี้นว่าพันธบัตรที่อายุยาวทำไมถึงมี YIELD สูงกว่าพันธบัตร 1 ปี เพราะตราสารที่อายุยาว จะเสียโอกาสระหว่างการถือครองหากดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงไป LP คือสภาพคล่องที่จะเพิ่มขึ้นหากซื้อขายยาก เพราะเปลี่ยนหรือได้เงินสดช้า การจ่ายดอกเบี้ยของตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยทุกเดือนจะบวก LP น้อยกว่าตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน เพราะการได้เงินสดเร็วทำให้ได้โอกาสในการ reinvestment สูง สำหรับหุ้นแล้วที่ควรใช้ risk free rate ของ G-Bond 1 ปี เพราะหุ้นที่ซื้อขายในตลาดสามารถเปลี่ยนมือได้ทันทีไม่ได้ถูกบังคับโดยสภาพตราสารที่จะได้ YTM

YTM (Yield  To Maturity) ซึ่งหมายถึง ผลตอบแทนในการถือตราสารจนครบกำหนด เช่นผลตอบแทนหุ้นกู้ 6 ปี ให้ YTM 7.58% หมายถึงตลอดอายุการถือตราสารจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 7.58% ถ้าไม่คิดว่าไม่มีการขายออกก่อนกำหนด ผลตอบแทน YTM นี้ ได้คำนึงถึงความเสี่ยงต่างๆ ในตัวตราสารแล้ว



ดังนั้นการไปถือ B/E ของบริษัทใดก็ตาม ผลตอบแทนหรืออัตราดอกเบี้ย ควรอย่างน้อยเท่ากับ rf +IP + LP + MTP + DRP/BRP แม้ตราสารจะ non-rate ก็ตามก็ต้องควรบวก BRP ลงไปแทน ฉนั้นจะเอาเพียงอัตราสูงกว่าเงินฝากเล็กน้อยดูจะไม่สมเหตุสมผลนัก คนมีหน้าที่บริหารเงินชาวบ้านต้องเข้าใจด้วยครับ

วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2560

ความรู้เกี่ยวกับ B/E และ P/N เมื่อเทียบกับหุ้นกู้


ความรู้เกี่ยวกับ B/E และ P/N เมื่อเทียบกับหุ้นกู้

ช่วงนี้มีเรื่องการผิดนัดชำระเกี่ยวกับตั๋วบีอีของบริษัทในตลาดฯ มาก บางคนรู้จักแต่ B/E (Bill of Exchange) เรียกว่าตั๋วแลกเงินแต่ไม่คุ้นกับ P/N (Promissory Note) ตั๋วสัญญาใช้เงินสองตัวนี้ไม่ต่างครับในงบการเงินก็คือหนี้สินของผู้ออก



เคยถามบางคนต่างอย่างไร บางคนบอกว่า B/E คือ สถาบันออกตั๋วให้นักลงทุน เหมือนรับฝากเงิน

P/N คือ บริษัทไปกู้สถาบัน ไม่ใช่ครับ ทั้งสองอย่างคือหนี้ และคำว่าสถาบันคืออะไร สถาบันการเงินหรือเปล่าหรือบริษัท ใครออกก็ได้ครับ บริษัท ธนาคาร บริษัทเงินทุน เครดิตฟองซิเอร์ หรือ นาย ก บุคคลทั่วไป ออกได้หมด ความแตกต่างอธิบายแบบง่ายๆ B/E ก็คือตั๋วคิดลด ผู้ออกจะบอกว่าจะจ่ายใครเท่าไร วันไหน แต่ไม่ระบุดอกเบี้ย ไปหักคิดลดกันเองในวันได้ตั๋ว เช่น บริษัท A ออก B/E ให้ บริษัท Z ในตั๋วจะบอกว่าจะจ่ายให้คนถือตั๋วมารับเงิน 10,000,000 บาทใน วันที่ 1 มีนาคม 2560 (สมมติอีกสามเดือนข้างหน้า 90 วัน) บริษัท A จะได้เงินจากบริษัท Z น้อยกว่าหน้าตั๋วขึ้นกับดอกเบี้ยที่ต้องการ เช่นต้องการ 12% ต่อปี บริษัท Z ก็จะให้เงินบริษัท A = 10,000,000 / (1+0.12*90/365) = 9,712,613.09 การระบุว่าจ่ายให้ผู้ถือตั๋วลอยๆ จะเปลี่ยนมือง่าย ถ้าระบุชื่อต้องสลักหลังตั๋วเมื่อจะโอน เท่ากับบริษัท A กู้ยืมเงินจากบริษัท Z 10,000,000 บาท

บริษัท A จะลงบัญชีดังนี้

เดบิต___เงินสด___________9,712,613.09

_______ส่วนลดรอตัดจ่าย____287,386.91

______________________เครดิต เงินกู้ยืม______10,000,000.00

เมื่อจ่ายเงินค่าตั๋วบีอี บริษัท A จะลงบัญชีดังนี้

เดบิต เงินกู้ยืม______10,000,000.00

____ดอกเบี้ยจ่าย______287,386.91

____________________เครดิต เงินสด_________10,000,000.00

_________________________ส่วนลดรอตัดจ่าย____287,386.91



กรณีออกตั๋ว P/N จะแตกต่างนิดเดียวคือ P/N จะระบุดอกเบี้ยไว้ชัดเจนว่าจะจ่ายกี่ % ต่อปี เช่น บริษัท A ออก P/N ให้ บริษัท Z ในตั๋วจะบอกว่าจะจ่ายให้ 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา 12% ต่อปี ใน วันที่ 1 มีนาคม 2560

บริษัท A จะลงบัญชีดังนี้

เดบิต___เงินสด___________10,000,000.00

______________________เครดิต เงินกู้ยืม______10,000,000.00

เมื่อจ่ายเงินค่าตั๋ว P/N บริษัท A จะลงบัญชีดังนี้

เดบิต เงินกู้ยืม______10,000,000.00

____ดอกเบี้ยจ่าย______295,890.41

____________________เครดิต เงินสด_________10, 295,890.41



ทั้งสองกรณี บริษัท A ลงหนี้สินในงบการเงิน 10,000,000 แต่บีอีจะแสดงหักส่วนลดรอตัดจ่าย 287,386.91เท่ากับยอดสุทธิ 9,712,613.09 P/N แสดง 10,000,000 แต่เมื่อถึงวันจ่าย ดอกเบี้ยเหือนกันคือ 287,386.91 กับ 295,890.41 ต่างกันเล็กน้อยเพราะเงินต้นได้รับต่างกัน



ดังนั้นจึงไม่แตกต่างกันเพียงแต่ บีอีคือตั๋วคิดลดนั่นเองดอกเบี้ยจะเอาเท่าไร เวลาเปลี่ยนมือก็ซื้อขายง่าย ส่วน P/N ระบุดอกเบี้ยบนหน้าตั๋ว ถ้าเปลี่ยนมือก็ต้องคำนวณสองครั้งคือวันครบจะได้รวมดอกเบี้ยตามหน้าตั๋วเท่าไร และคิดลดกลับมาอีกครั้งว่าอัตราดอกเบี้ยที่ต้องการ (ซึ่งอาจแตกต่างจากหน้าตั๋ว) มูลค่าจะจ่ายลงทุนเท่าไร จึงยุ่งยากในการซื้อขายเปลี่ยนมือ จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมในภาคเอกชน



จะเห็นว่า P/N ก็เหมือน หุ้นกู้ที่ระบุอัตราดอกเบี้ย (Coupon Bond) ส่วน B/E หุ้นกู้ที่เรียกว่า Zero Coupon Bond หุ้นกู้คือหนี้ที่แบ่งเป็นหน่วยย่อยเท่าๆกัน มองดีๆ ก็เหมือนออก P/N หลายๆใบๆ ละเท่าๆ กันมาผูกรวมกันล๊อตเดียวใหญ่ๆ ขายนั่นเอง ส่วน B/E ก็คือ Zero Coupon Bond หลายๆใบกันมาผูกรวมกันล๊อตเดียวใหญ่ๆ P/N และ B/E ออกให้เฉพาะคนๆเดียว แต่หุ้นกู้ออกขายได้หลายๆ คนในคราเดียว ดังนั้นจึงไม่ได้แตกต่างจากเรื่องหนี้สินหรือการลงทุนในตราสารหนี้เลย ดังนั้นใครอ้างว่า เพราะดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ พอบีอีให้ผลตอบแทนสูงก็จึงลงทุน กองทุนนั้นๆ แย่มาก ตรรกะผิด เพราะถ้ามันคือหนี้ ตราสารหนี้ เวลาลงทุนต้องคิดว้าให้กู้ยืม เวลาให้กู้ยืมคิดดอกเบี้ยเอาแค่ส่วนต่างสูงกว่าเงินฝากเล็กน้อยหรือ เห็นการเบี้ยวหนี้ผิดนัดชำระแล้วสมเพชคนลงทุนมากกว่าครับ ส่วนที่ผิดนัดชำระพวกนี้ก็แค่ NPL ครับ

การตลาดจาก 4Ps ไป 4Cs และสู่ 4Es


การตลาดจาก 4Ps ไป 4Cs และสู่ 4Es

ในหลักการตลาดหลายคนคงคุ้นกับ 4Ps พอควร มุมมองการตลาดได้ ขยายเพิ่มเติมจาก 4 Ps ไปสู่ 4Cs และ 4Es ในที่สุด แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนอย่างไรหลักการพื้นฐานยังคงเดิมเพียงแต่เพิ่มหรือขยายมุมองให้กว้างขึ้น

1.        Product      -----> Customer          -----> Experian

2.        Price          -----> Cost                  -----> Exchange

3.        Place         -----> Convenience     -----> Everyplace

4.        Promotion -----> Communication -----> Evangelism

-        สินค้า/บริการ จากเดิมที่เริ่มว่าผลิตอะไร ต้องคำนึงถึงความต้องการลูกค้า ความพึงพอใจลูกค้า (Customer’s Need & Customer’s Satisfaction) นั้นคือสร้าง Value Proposition (การนำเสนอคุณค่า) แต่เพียงเท่านี้ไม่พอ เพราะการสร้าง Value Proposition ลูกค้าจะรับรู้ได้เมื่อลูกค้าต้องมี Experiences (ประสบการณ์) ในตัวสินค้า เราจะเห็นการตลาดปัจจุบันนำเสนอประสบการณ์การใช้จากลูกค้าคนอื่นที่ได้รับจริงมาแล้วว่าดีจริง ตอบความต้องการได้ นอกจากนี้ลูกค้าอยากดู สัมผัสสินค้าตัวอย่างจริงด้วยตนเอง จึงเห็นว่าการขายปัจจุบัน ขายผ่านออนไลน์มากขึ้น แต่ลูกค้าสั่งซื้อเมื่อได้เห็นสินค้าจริงมกกว่าการดูรูปในมือถือหรือในคอมพิวเตอร์เท่านั้น การมี Experience ใน Product ที่ตอบ Customer’s Need & Customer’s Satisfaction นั้นสำคัญ เพราะทำให้ Value Proposition ที่สร้างและนำเสนอเป็นรูปธรรม ส่วนนี้คือการสร้าง Business Model Canvas 2 ข้อคือ V (Value Proposition) และ C (Customer)

-        เมื่อทำข้อข้างต้น ต่อมาต้องทำการกำหนดราคา ในอดีตการทำ Pricing ถือเป็นเรื่องไม่ง่ายนักเพราะต้องคำนึงถึงสองส่วนคือ ราคาที่แข่งขันได้ และกำไรธุรกิจ ยิ่งตลาดเป็น ROS (Red Ocean Strategy) ราคาต้องใกล้เคียงคู่แข่งขันในตลาด หลายบริษัทจึงพยายามสร้าง Market Segment ย่อยมากมาย พยายามทำ Market Segment ย่อยนั้นให้เป็น Blue Ocean โดยการสร้างความแตกต่าง (Differentiation) การสร้างความแตกต่าง การใส่คุณค่าแห่งความแตกต่างย่อมมี Cost เพิ่มขึ้น ดังนั้นการกำหนด Price จึงต้องดู Cost ด้วย แต่ปัญหาที่ตามมาคือจะกำหนด Margin เท่าไร ลูกค้าจะยอมจ่ายมากน้อยขึ้นกับว่าเงินที่จ่ายเพิ่มนั้นแลกอะไรมา (Exchange) ดังนั้นยังเชื่อมโยงกับข้างต้นคือ อะไรคือ Value Proposition ที่ได้มา ลูกค้าถ้ายิ่งเห็นคุณค่ามาก ย่อมกล้าที่จะจ่ายส่วนต่างที่สูงขึ้น ถ้าเห็นหรือรับรู้น้อยก็ให้ราคาต่ำลง ดังนั้น Experiences จึงสำคัญดังที่กล่าวข้างต้น ส่วนนี้คือการสร้าง Business Model Canvas 2 ข้อคือ R (Revenue Streams) และ C (Cost Structures)

-        ถัดไปคือ Place หรือ Distribution Channel ช่องทางจำหน่าย ส่วนหนึ่งใน Business Model Canvas ในโลกปัจจุบันการเข้าถึงลูกค้าสำคัญมาก ในอดีตต้องมี Outlet สถานที่ไว้วางสินค้าขาย ใครมีมากก็ได้เปรียบ ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบันการเข้าถึงลูกค้าไม่ยาก ขณะเดียวกันลูกค้าก็ต้องการความสะดวกสบาย (Convenience) ด้วย ดังนั้นการกำหนดช่องทางจำหน่ายจึงต้องคิดถึง Convenience และ Everywhere ลูกค้าธุรกิจต้องเข้าถึงหรือเห็นสินค้าได้ง่าย เราจึงเห็นการขายแบบ Delivery อยากได้อะไร อยากกินอะไร ก็ดูผ่าน Smart Phone กดแล้วสั่ง โอนเงินหรือรอที่บ้านรับของจ่ายเงิน เป็นอะไรที่ Convenience และ Everywhere ถ้าต้องหา Place มี Outlet ก็ต้องกระจายให้มาก Everywhere เพื่อให้ลูกค้าเกิด Convenience ห้างต้องมีที่จอดรถ หรอรถไฟฟ้าผ่าน เป็นต้น

-        ต่อมาในหลักการตลาดคือ Promotion มีมากมายหลายวิธี ภาษาทั่วไปง่ายๆคือ ลด แลก แจก แถม และ โฆษณา ในทางการตลาดคือการสร้าง Awareness ความตระหนักรับรู้ในสินค้า ซึ่งก็คือการสื่อสาร (Communication) ให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย (Target Market) รู้จักสินค้า รู้ว่าบริษัทขายอะไร นำเสนอความแตกต่างที่มีคุณค่าอะไร ถ้าลูกค้าไม่รู้สิ่งที่สินค้ามี คุณค่าที่จะนำเสนอให้ก็ขายไม่ออก ดังนั้นการทำ Promotion ก็เป็นการสื่อสาร (Communication) กับลูกค้านั่นเอง ถ้าทำไปแล้วลูกค้าไม่รับรู้ การทำการส่งเสริมการขายนั้นก็ไร้ผล ลดราคาเพื่อดึงให้ลูกค้ามาใช้เพื่อให้เกิด Experiences แต่ถ้าลูกค้าตีความเพียงขายของลดราคาเพื่อเลหลัง ลดสต็อก ก็จะไม่เกิดการรับรู้คุณค่ามากนัก รอซื้อเมื่อลดราคาเท่านั้น สุดท้ายต้องขายถูก ยอดขายเพิ่มแต่อัตรากำไรลดลง ของแถมก็เช่นกัน ด้านการตลาดในปัจจุบันคือการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Relationship) เป็นการสร้าง Promotion ที่มั่นคงเพื่อนำไปสู่การสร้าง Brand Loyalty (ความภักดีในตราสินค้า) Customer Relationship เป็นข้อหนึ่งใน Business Model Canvas

   

ดังนั้นใน Business Model Canvas 9 ข้อ VCD CRA CRP (Value Proposition, Customer, Distribution, Customer Relation, Resource, Activity, Cost Structure, Revenue Stream, Partner and Network) จะเห็นว่า มีทั้ง 6 ข้อ Resource ก็มีส่วนของ Place & Outlet และการลงทุนสร้าง Platform ที่เป็นส่วนหนึ่งในสินทรัพย์ (Resources) ของธุรกิจที่จำเป็น จากนั้นบริษัทก็ต้องสร้างกระบวนการ (Processes) หรือ Activities ทางการตลาด และการดำเนินงาน เพื่อให้เกิด Marketing Mix (การผสมผสาน 4Ps-4Cs-4Es) และการสร้าง Partner and Network จะช่วยเสริมความแกร่งของธุรกิจ



จะเห็นว่าการศึกษาและวิเคราะห์เชิงคุณภาพนั้นกว้างกว่าเข้าใจเพียง Business Model เท่านั้น บางคนว่า Business Model ก็ยากแล้ว การตลาด (มี 4Ps-4Cs-4Es) และยังเชื่อมกับ Moats และ 5 Forces ด้วย