วันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เงินลงทุนของบริษัทกับการรับรู้กำไร


เงินลงทุนของบริษัทกับการรับรู้กำไร

เชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่ล้วนต้องการลงทุนระยะยาวในหุ้นเติบโต และมักมองเพียงหรือหาจากการดูกิจการที่มีการเติบโตของกำไรสุทธิมากๆ ก็ถูกแต่ไม่หมด

1.     กำไรสร้างได้จาก one-time gain

2.     กำไรสร้างได้จากการทำ creative accounting

ประเด็นทั้งสองทำได้มากมาย แต่ในบทความครั้งนี้ขอมุ่งในประเด็นการทำ one-time gain และ creative accounting ผ่านรายการเงินลงทุน

เงินลงทุนเราแบ่งได้หลายๆ มุม ผมยำมารวมแล้วกัน และสรุปสั้นๆ ครับ

1.     เงินลงทุนเพื่อค้า (For Trading) – เป็นเงินลงทุนระยะสั้น (เงินลงทุนชั่วคราว) เสมอ แสดงในสินทรัพย์หมุนเวียนเท่านั้น เป็นหุ้นหรือตราสารต่างๆ ที่ไว้ซื้อขายเพื่อเก็งกำไรราคาสั้นๆ ต้อง Mark to Market แสดงว่าต้องมีราคาตลาดซื้อขาย ต้องเป็นหุ้นหรือตราสารที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น ทุกครั้งที่แสดงงบการเงินต้องแสดงมูลค่าที่ราคาปิด (Market Price) ผลต่างที่เกิดขึ้นจะแสดงเป็นกำไรหรือขาดทุนในงวดทันที (ท่อนบน) กำไรขาดทุนจากการตีราคาบางครั้งอาจเห็นในชื่อกำไรขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรม กำไรขาดทุนนี้ในกิจการธนาคา ประกันภัย หลักทรัพย์ หรือธุรกิจการเงินถือเป็นรายได้ปกติการดำเนินงานไม่ต้องปรับออก เพราะธุรกิจเหล่านี้ต้องมีเพื่อธุรกรรมอยู่แล้ว ถือว่าปกติ แต่ในกิจการอื่นการซื้อขายหุ้นไม่ใช่กิจกรรมหลัก เพราะควรผลิตสินค้าขาย ซื้อสินค้ามาขาย ไปให้บริการขนส่งสินค้า ฯลฯ  ดังนั้นในกิจการที่ไม่ใช่กลุ่มการเงินจะถือเป็น one-time gain

2.     เงินลงทุนเผื่อขาย (Available for Sell) – เป็นได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว อยู่ที่วัตถุประสงค์ของการถือลงทุน มีไว้เพื่อขาย ถ้าเป็นระยะสั้นอาจถือ ยาวกว่า 3-6 เดือนหรือนานกว่านั้น แต่ไม่เกินปี ตรงนี้ต่างกับเงินลงทุนเพื่อค้า (For Trading) ที่ต้องถือสั้นมากๆ ไม่เกินไตรมาสควรขายออกแล้ว หุ้นกลุมนี้ก็ต้องแสดงมูลค่าที่ราคาตลาด หรือต้อง Mark to Market เช่นกัน ส่วนต่างที่เกิดขึ้นจะแสดงในกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น (ท่อนสอง) ในมูลค่าสุทธิจากภาษี ผลกำไรขาดทุน จะถูกกลับไปแสดงในท่อนบน (กำไรขาทุน) เมื่อมีการขายเงินลงทุนนั้นออกไป ทั้งเงินลงทุนเพื่อค้าและเงินลงทุนเผื่อขาย ต้องเป็นหุ้นในตลาด มีราคาตลาด และถือน้อยกว่า 20% ถ้ามากกว่านั้นจะถือเป็นเงินลงทุนร่วมหรือย่อย ซึ่งเงินลงทุนพวกนี้เราจะไม่มีการทำ Mark to Market รายละเอียดจะกล่าวเมื่อถึงหัวข้อนี้ต่อไป

*ทั้ง งลท เพื่อค้าและเผื่อขายจะถือน้อยกว่า 20% และแสดงด้วยมูลค่าตลาดเสมอ การด้อยค่าอาจเกิดได้ถ้าหุ้นนั้นติด SP ซึ่งราคาหุ้นจะถูกแช่แข็งไว้ แต่มูลค่าหากเกิดการซื้อขายอาจลดลงได้กว่าราคา ณ วัน SP กิจการต้องประเมินการด้อยค่า

3.     เงินลงทุนทั่วไป – เป็นเงินลงทุนที่ถือไว้และไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ถือสัดส่วนน้อยกว่า 20% แสดงที่ราคาทุนและต้องประเมินการด้อยค่า

4.     เงินลงทุนที่ถือไว้จนครบกำหนด (Held to Matutity) – เป็นตราสารหนี้ที่ไม่ได้มีไว้ซื้อขาย เช่นหุ้นกู้ ถ้ามีไว้ซื้อขายเก็งกำไรราคาจะจัดเป็นเพื่อค้า เงินลงทุนตราสารหนี้ที่ถือไว้จนครบกำหนดจะแสดงด้วยราคาทุนตัดจำหน่าย เข้าใจง่ายๆ สั้นๆ สมมติ เราลงทุนในหุ้นกู้ที่จ่ายดอกเบี้ยตามหน้าตั๋วที่ 5% อายุ 7 ปี ในขณะนั้นตลาดสำหรับตราสารหนี้อายุดังกล่าว ต้องการผลตอบแทน 4% หุ้นกู้นี้ขายที่ 1060 บาท (ราคาต่อหน่วยคือ 1000) 60 บาทนี้เรียกว่าส่วนเกินมูลค่าหุ้นกู้ ซึ่งลงบัญชีดังนี้

เดบิต เงินลงทุนที่ถือไว้จนครบกำหนด 1000

 ____ส่วนเกินมูลค่าหุ้นกู้_____________60

_____________________________เครดิต เงินสด 1060

เมื่อมีการจ่ายดอกเบี้ย สมมติจ่ายปีละครั้ง

เดบิต เงินสด____________50

____________________________เครดิต ดอกเบี้ยรับ_____42.4

____________________________เครดิตส่วนเกินมูลค่า____7.6

จะตัดจ่ายส่วนเกินมูลค่าหุ้นกู้ด้วยวิธี Effective Rate การแสดงมูลค่าหุ้นกู้

ปีที่ 0 วันซื้อ 1000 + 60 = 1060

ปีที่ 1 1000 + 52.4 = 1052.4

จะพบว่าราคาที่ลงทุนในหุ้นกู้จะค่อยๆ ลดลงจนปีสุดท้ายที่จะได้เงินต้นคืนคือ 1000

กิจการที่ออกหุ้นกู้ก็จะใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน แต่ลงบัญชีตรงกันข้าม

5.     ดังนั้นจะเห็นได้ว่า เงินลงทุนที่ถือไว้จนครบกำหนด (Held to Matutity) จะไม่แสดงราคาตลาดที่ซื้อขาย เว้นแต่จัดเข้าเป็นเพื่อค้าหรือเผื่อขาย

6.     กิจการที่ถือหุ้นทุนในบริษัทอื่นตั้งแต่ 20% ขึ้นไปโดยทั่วไปจะจัดเป็นเงินลงทุนในบริษัทร่วม (ตั้งแต่20% แต่ไม่เกิน 50%) ถ้าถือตั้งแต่ 50% ขึ้นไปจัดเป็นบริษัทย่อย ทั้งสองถือเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ไม่แสดงด้วยวิธีราคาตลาด แต่แสดงด้วยวิธีส่วนได้เสีย (Equity Method) สำหรับเงินลงทุนในบริษัทร่วม และต้องจัดทำงบการเงินรวมเมื่อเป็นบริษัทย่อย

7.     การแสดงวิธีส่วนได้เสีย (Equity Method) คือการทำ One line consolidation

8.     หลักของ One line consolidation คือแสดงส่วนของสินทรัพย์สุทธิที่บริษัทมีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งหมายถึงหุ้นสามัญที่ลงทุนอยู่เท่านั้น

9.     การแสดงด้วยวิธีส่วนได้เสีย (Equity Method) สำหรับเงินลงทุนในบริษัทร่วม คือทุนที่ลง (อาจซื้อมาด้วยราคาสูงหรือต่ำกว่าราคาบัญชีหรือราคายุติธรรมก็ได้ทั้งนั้น) แล้วปรับปรุงทุกครั้งที่แสดงงบการเงินด้วยการเปลี่ยนแปลงส่วนทุนที่บริษัทมีส่วนได้เสีย (คือหุ้นสามัญ) เช่น บวกกำไรขาดทุนของหุ้นสามัญ และหักเงินปันผลจ่าย กรณีที่มีหุ้นประเภทอื่นที่มี Claim เหนือกว่า เช่นหุ้นบุริมสิทธิ์ จะไม่นับแสดงรวม เพราะบริษัทไม่ได้ร่วมในส่วนได้เสีย ดังเช่นหนี้สินของบริษัทร่วมก็ตัดออก แสดงเพียงสินทรัพย์สุทธิ (ส่วนของหุ้นสามัญเท่านั้น)

10. กรณีบริษัทร่วมซื้อสูงหรือต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรม ไม่ต้องแสดงค่านิยมหรือกำไรจากการต่อรอง ซื้อเท่าไรก็แสดงแรกเริ่มที่ราคาซื้อ แล้วต่อมาปรับปรุงเงินลงทุนด้วยกำไรขาดทุนของหุ้นสามัญและหักเงินปันผลจ่ายสำหรับหุ้นสามัญ เงินลงทุนร่วมจะไม่มีการแสดงด้วยราคาประเมินใดๆทั้งสิ้น (PACE จึงแสดงผิดหลักบัญชี ส่งผลให้เกิดการลงรับรู้กำไรที่เกี่ยวข้องผิดในจำนวนที่มากเกินจริง)

11. ค่านิยม และกำไรจากการต่อรองจากการซื้อเกิดเมื่อทำงบการเงินรวม และรายการนี้ จะมากล่าวต่อไปภายหลัง และวิธีการสังเกตถึงการนำมาสู่การทำ Creative accounting & Siphon

วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560

ว่าด้วยเรื่องการเติบโต  Organic Growth กับ Sustainable Growth ตอนที่ 3


ว่าด้วยเรื่องการเติบโต  Organic Growth กับ Sustainable Growth ตอนที่ 3

1.   หุ้นที่โตสูง มักจะโตด้วย Organic Growth

2.   หุ้นที่โตด้วย Inorganic (Non-organic) Growth มักจะมีแนวโน้มอุ๊ยอ้ายเพราะมักมี ค่านิยม (Goodwill) สูง

3.   หุ้นที่มี Leverage สูง (D/E) ROE จะสูงกว่า ROA มาก แสดงว่า มีการเติบโตจากการก่อหนี้ หุ้นพวกนี้ต้องวิเคราะห์ Solvency ratios ให้ดีอย่าประมาท กำไรโตเร็วแต่อาจล้มแบบไม่ตั้งตัวได้ เป็น Tempolary Bankrupcy

4.   หุ้นโตแกร่ง AT (Asset Turnover) จะดี (เมื่อเทียบในอุตสาหกรรม) และนิ่ง GM ก็สูงและนิ่ง มี Strong Solvency มี CFROI > 15% (ส่วนมากเกิน 20%)

5.   คร่าวๆ Solvency ratios ดู Debt/EBIT < 8, D/E < 2, ICR > 3, DCR (Debt Coverage Ratio) < 3

6.   หุ้นที่โครงสร้างการเงินแกร่ง จะโตมั่นคงได้ยาวนานกว่า หุ้นโตเร็วจะมี Margin ต่างสูง แต่จะดำรงได้นานไหมต้องมีโครงสร้างการเงินที่แกร่งประกอบเสมอ ไม่เช่นนั้นอยู่แบบโตมากๆได้ไม่นาน

7.   การจ่ายปันผลสูงแต่อัตราจ่ายปันผลไม่สม่ำเสมอ ระยะยาวจะ deteriorate growth

8.   Dividend Yield ที่ตลาดแสดงเป็น snap shot ไม่ใช่ Dividend Yield ของหุ้นที่เราถือ

ว่าด้วยเรื่องการเติบโต  Organic Growth กับ Sustainable Growth ตอนที่ 2


ว่าด้วยเรื่องการเติบโต  Organic Growth กับ Sustainable Growth ตอนที่ 2

การเติบโต  Sustainable Growth g(s)

Sustainable Growth นั้นได้เคยกล่าวไว้แล้วว่า g(s) = ROE *(1-b) เมื่อ b คืออัตราจ่ายปันผล บางตำราเรียกค่า (1-b) ว่า retainted rate เข้าใจง่ายๆ คือกำไรที่บริษัทเก็บไว้ใช้ขยายธุรกิจนั่นเอง ถ้าเก็บไว้มากก็จะกู้ได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วน D/E ที่มีเดิม การขยายเพิ่มในส่วน financing resources นี้คือแหล่งเงินทุนระยะยาวภายในที่สำคัญของการขยายตัวหรือการเติบโตของบริษัทนั่นเอง



Organic Growth หามาได้อย่างไรจากนิยามที่บอกไว้การเติบโตของบริษัทที่เติบโตด้วยสินทรัพย์ที่มีอยู่ของบริษัท นั่นคือค่า ROA นั่นเอง แต่ค่านี้ต้องปรับปรุงออกด้วยส่วนแบ่งกำไรหรือเงินปันผล และควรใช้งบเฉพาะของกิจการที่หักเงินลงทุนออกให้หมดเพื่อเหลือแต่ core business เท่านั้น ดังนั้นถ้ากล่าวว่าการเติบโตนี้อยู่ที่ผู้บริหารจะมีฝีมือขนาดไหนที่จะนำทรัพากรมาทำให้เกิดกำไร สรุปง่ายๆว่า g(o) = ROA



g(s) = ROE *(1-b) ---- > Sustainable growth

g(o) = ROA          ---- > Organic growh



ในสภาวะสมดุลแล้ว g(s) = g(o)

ROE *(1-b) = ROA   เมื่อให้  NI/E = ROE และ NI/A = ROA (ใช้ NI ไม่ใช้ EBIT ในกรณีนี้เพื่อถอดสมการได้ง่าย เป็น ROA แบบดั้งเดิม)

จะได้ ROA/ROE  =  1-b หรือ E/A = 1-b

จากสมการนี้บอกว่าอัตราการจ่ายปันผลที่เหมาะสมหรือเกิดสมดุลในระยะยาวคือ

b = 1 – E/A = D/A

หรือเท่ากับสัดส่วนหนี้ต่อสินทรัพย์ทั้งหมด เช่น บริษัทมีค่า D/E ที่ 1.5 เท่า D/A = 1.5/2.5 = 60% ควรจ่ายปันผลในระดับ 60% เป็นต้น นี่คือทางทฤษฎีการเงิน



ถ้าหากในสภาวะทั่วไปที่ g(s) ไม่เท่ากับ g(o)

g(s) = ROE *(1-b)     ……….(1)

g(o) = ROA               ……….(2)

นำเอาสมการ (1)/(2) จะได้  g(s)/g(o)  = ROE *(1-b)/ROA = (1+D/E)*(1-b)

 g(s) * E/A  = g(o) * (1-b) …(3)

จากสมการที่ (3) นี้ sustainable growth = organic growth * (1-b) / (E/A)

When   E = Equity and  A = Assets



หุ้นที่มีส่วนทุนมากๆ (ส่วนทุนนี้รวมทั้งหมดคือรวมกำไรสะสมด้วย = ส่วนของผู้ถือหุ้นทั้งหมด) ย่อมสามารถจ่ายอัตราปันผลที่สูงได้มากกว่า หุ้นที่มีสัดส่วนหนี้สูง (E/A ต่ำๆ) ซึ่งจะจ่ายอัตราปันผลได้ไม่มาก สำหรับธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกันเพราะจะทำให้ g(o) ลดลง สูญเสียหรือแสดงถึงความเสียเปรียบทางการแข่งขันในโลกความจริงหาได้ยากที่ g(o) = g (s) เอาแค่ใกล้ๆ กันก็พอ



การเติบโตแบบ Organic Growth นั้นคล้ายกับ Sustainable Growth แต่ในด้านของ Sustainable Growth จะเน้นด้าน Capital Structure การเติบโตนี้ต้องรักษาระดับ D/E ให้คงที่เสมอ แต่ใน Organic Growth ไม่พูดถึง แต่ก็ไม่ใช่การขยายธุรกิจด้วยการก่อหนี้เพราะมุ่งใช้ทรัพยากรภายในที่มีอยู่ การก่อหนี้หรือเพิ่มทุน ถือเป็นการใช้ External Resources จึงบอกว่าคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน ตรงที่ Organic Growth เน้นทางด้าน Assets Side ส่วน Sustainable Growth เน้นทางด้าน Financing Side



สำหรับนักลงทุนระยะยาวแล้ว การหาหุ้นที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว โดยเฉพาะแนวทาง VI แบบวอร์เรน บัฟเฟตต์ การหาหุ้นที่เติบโตแบบ Organic Growth สำคัญอย่างมาก แนวทางการหามูลค่าหุ้นด้วย EPV (Earning Power Value) ก็อยู่บนหลักคิดเรื่อง Organic Growth

ว่าด้วยเรื่องการเติบโต  Organic Growth กับ Sustainable Growth ตอนที่ 1


ว่าด้วยเรื่องการเติบโต  Organic Growth กับ Sustainable Growth ตอนที่ 1

Growth สองตัวนี้ ไม่เหมือนกันทีเดียว เวลาใช้หลายคนใช้ปนเปกัน ทำให้เกิดการสำคัญผิดได้

Organic Growth คือการเติบโตของบริษัทที่เติบโตด้วยทรัพยากรหรือสินทรัพย์ที่มีอยู่ของบริษัท (Organic growth is growth that comes from a company's existing businesses) เป็นการเจริญเติบโตที่มาจากธุรกิจหลักของบริษัท ซึ่งอยู่ที่ผู้บริหารจะนำทรัพยากรภายในบริษัทมาทำให้กำไรได้ขนาดไหน ซึ่ง Organic Growth จะไม่รวมการเติบโตที่มาจากการควบรวมกิจการอื่น ในด้านของบริษัทจะแบ่งการเติบโตออกเป็น 2 ส่วน คือ Organic Growth กับ Non-Organic Growth (or Inorganic Growth) โดย Organic Growth สามารถแบ่งเป็น 2 ส่วนได้อีก คือสินค้าเดิม ลูกค้าเดิม หรือสินค้าเดิม ลูกค้าใหม่ Organic Growth ที่ดีหรือผู้บริหารที่เก่งควรต้องโตเร็วกว่าตลาด การเติบโตแบบ Organic Growth เป็นการเติบโตที่ปลอดภัยและมั่นใจได้มากกว่าการเติบโตด้วยการหันเข้าสู่ ธุรกิจใหม่ๆ (non-organic) Organic Growth จะมีการใช้สิ่งที่บริษัทมีอยู่แล้วรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งให้เป็นประโยชน์ เช่น ฐานลูกค้ากลุ่มเดิมแต่เพิ่มการบริโภคให้มากขึ้น (Re-used strategy) หรือสินค้าเดิมแต่ขยายฐานลูกค้าออกไป เป็นต้น นั่นคือใช้ฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่หรือใช้ฐานสินค้าเดิม คนที่เรียนด้าน Strategic Managemnt จะรู้จักคำว่า Red-Ocean Strategy การเติบโตด้าน Organic Growth จะอยู่ใน Red-Ocean Strategy ส่วน Non-Organic Growth ในด้าน Strategic Managemnt คือการเติบโตในการขยายธุรกิจไม่ว่าจะเป็นแนวดิ่ง (Vertical Growth) เช่นการขยายธรกิจโดยการขยายไปยัง Downstream หรือ Upstream ก็ตาม หรือขยายไปทางแนวนอน (Horizonal Growth) และยังรวมถึงกลยุทธ์แบบ Blue-Ocean ด้วย (สินค้าใหม่ ตลาดใหม่)



การเติบโตแบบ Non-organic (Inorganic Growth) ที่พบเห็นได้บ่อยๆ คือ การเติบโตโดยวิธีควบรวมกิจการ (M&A) วิธีนี้บริษัทจะซื้อกิจการเพื่อนำงบการเงินมารวมกัน (หรือบันทึกส่วนแบ่งกำไร แล้วแต่กรณีว่าถือแบบร่วมหรือย่อย) วิธีนี้จะว่าไปก็เหมือนกับการเติบโตแบบหลอกๆ ได้เหมือนกันหากไม่วิเคราะห์ให้ดี เพราะบริษัทที่ซื้อมายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย แต่งบการเงินของบริษัทแม่ก็โชว์ว่า มีกำไรเพิ่มขึ้นได้แล้ว บางทีปีที่ไปซื้อก็โชว์กำไรเพิ่มก้าวกระโดดจากกำไรต่อรองจากการซื้อ



การเติบโตแบบ Organic Growth นั้นคล้ายกับ Sustainable Growth แต่ในด้านของ Sustainable Growth จะเน้นด้าน Capital Structure การเติบโตนี้ต้องรักษาระดับ D/E ให้คงที่เสมอ แต่ใน Organic Growth ไม่พูดถึง แต่ก็ไม่ใช่การขยายธุรกิจด้วยการก่อหนี้เพราะมุ่งใช้ทรัพยากรภายในที่มีอยู่ การก่อหนี้หรือเพิ่มทุน ถือเป็นการใช้ External Resoursces จึงบอกว่าคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน ตรงที่ Organic Growth เน้นทางด้าน Assets Side ส่วน Sustainable Growth เน้นทางด้าน Financing Side



สำหรับนักลงทุนระยะยาวแล้ว การหาหุ้นที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว โดยเฉพาะแนวทาง VI แบบวอร์เรน บัฟเฟตต์ การหาหุ้นที่เติบโตแบบ Organic Growth สำคัญอย่างมาก แนวทางการหามูลค่าหุ้นด้วย EPV (Earning Power Value) ก็อยู่บนหลักคิดเรื่อง Organic Growth

วันเสาร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2560

การลงรายการรับรู้กำไรในงบกำไรขาดทุนจากการสูญเสียการควบคุมในบริษัทลูก


การลงรายการรับรู้กำไรในงบกำไรขาดทุนจากการสูญเสียการควบคุมในบริษัทลูก  

บริษัท A ถือ 60% ในบริษัท B โดย B มีทุนจดทะเบียน 200 ลบ. A ลงทุน 120 ลบ. (at par = cost)

ต่อมา B เพิ่มทุน อีก 100 ลบ. โดยขายในราคาส่วนเกินรวมเป็น 150 ลบ. โดยให้ A เพิ่มทุนรักษาสัดส่วนได้ คือ 90 ลบ. (ทุน 60 ลบ. ส่วนเกินทุน 30 ลบ.)

ถ้า A สละการซื้อส่วนเพิ่ม ให้คนอื่นแทน สมมติคือ C ต้องจ่ายเงินเพิ่มทุนให้ B 90 ลบ.

ในส่วนเจ้าของ B จะมีส่วนทุนหลังเพิ่มทุนเป็น 300 ลบ. มีส่วนเกิน 150 ลบ.

ในงบการเงินเฉพาะ A ยังคงแสดงเงินลงทุน 120 ลบ. ในงบการเงินรวมเดิมจะไม่แสดงเงินลงทุนเพราะ A ถือ 60% ในบริษัท B ซึ่งมากกว่า 50%  งบใหม่ A ถือใน B = 120/300 = 40% ต้องแสดงเงินลงทุน และงบการเงินจะให้แสดงงบการเงินวิธีส่วนได้เสียในเงินลงทุนแทน (ไม่ใช่งบรวม)

B ยังไม่มีผลกำไร เงินลงทุนในงบ A ต้องแสดง = 350x40% = 140 ลบ. ส่วนเกินที่เพิ่มจากเงินลงทุนเดิม 20 ลบ. นี้แหละที่จะนำมาลงเป็นรายการรับรู้กำไรในงบกำไรขาดทุนจากการสูญเสียการควบคุม หรือที่ CK เคยแสดงเป็นชื่อว่า กำไรเปรียบเสมือนการขายจริง

20 ลบ. นี้ มาได้อย่างไร มองในสมการบัญชี ส/ท (งลท) เพิ่ม = ส่วนทุนเพิ่ม (กำไรฯ)

มองในด้าน transaction เปรียบเสมือน A ซื้อส่วนเพิ่มแล้วขายออกทันที

A 120 ลบ. (par 1) ซื้อตามสิทธิ์ที่ได้ 60 ล.หุ้นที่หุ้นละ 1.5 บาท = 90 ลบ.

จากนั้นขายออกส่วนที่ได้ใหม่ออกทั้งหมด 60 ล้านหุ้น ซึ่งมีต้นทุนเฉลี่ยใหม่ = (120+90)/(120+60) = 1.167

ขายที่หุ้นละ 1.5 (ราคาเพิ่มทุน) จึงเหมือนเกิดกำไร = 60 x (1.5-1.167) = 60 x 0.333… = 20

มองในอีกด้าน ส่วน 20 ลบ. นี้ คือส่วนเกินทุนจริงที่ B ได้มานำมาเฉลี่ยใหม่ให้ทุกหุ้นหลังเพิ่มทุน

50/(200+100) = 0.167 บาทต่อหุ้น เมื่อ A ถือ 120 ล.หุ้น = 20 ลบ.

ดังนั้นจะเห็นว่า

1. ต้องเป็นการใส่เงินเพิ่มทุนในลูก (B) จริงๆ เท่านั้น ไม่ใช่จ่ายผ่าน A โดย A รับส่วนต่างแบบนี้ไม่ใช่ความหมายแท้จริงตามความตั้งใจมาตรฐานบัญชี

2. สมมติ A ขายให้ C ในส่วนที่ได้สิทธิ์เพิ่มทุน 60 ล. หุ้น ในราคา หุ้นละ 40 บาท ถ้าวิเคราะห์ transactions

A มีภาระส่งเงินให้ B = 90 ลบ. แล้วส่งมอบใบหุ้นให้ C (โดยอาจให้หุ้นออกในชื่อ C ไปเลยก็ได้) กรณีนี้ไม่ใช่การเสียส่วนมีอำนาจควบคุม เหมือนเรามีหุ้นแล้วขายหุ้นออก ไม่ใช่การสูญเสียการควบคุมจากการเพิ่มทุน เพราะ B ไม่ใช่ได้เงินค่าหุ้นที่ราคา 40 บาท ยังได้แค่ 1.5 บาทต่อหุ้นเท่าเดิม ส่วนต่างราคาได้เพียงเฉพาะ A ไม่ได้เกลี่ยผุ้ถือหุ้น ดังนั้นสรุปสั้นๆ ง่ายๆ กำไรจากการสูญเสียการควบคุม เกิดจากบริษัทแม่สละการเพิ่มทุน แต่เอี่ยวส่วนแบ่งเพิ่มจากส่วนเกินทุนใหม่ ด้งนั้นจะเห็นว่าอาจเกิดขาดทุนจากการสูญเสียการควบคุมได้ ถ้าเพิ่มทุนต่ำกว่า par แล้วไม่เพิ่ม เหมือนลงทุนแล้วเราไม่เพิ่มตามตอน XR ราคาในกระดานจะเกิด dilution effect



คิดว่าคงมองได้ครอบคลุมนะครับกับบทความที่ลงมาทั้งหมด บางคนบอกเขียนตอนนี้ก็จบไปแล้ว แต่ผมต้องการปูให้ครบทุกเรื่องว่า ไม่เกี่ยวกับการทำการประเมิน Income Approach อันนั้นอ้างผิดแต่แรกเลยในการชี้แจง ตีราคาไม่ได้ นั้นเป็นเรื่อการขาย ไม่เกี่ยวกับการลงจากการสูญเสียการควบคุมแต่อย่างใด และทำไม่ได้ สินทรัย์ก็ตีไม่ได้ บอกในบทความก่อนแล้ว นี่แหละสไตล์ผม รู้แล้วต้องแน่นปึก ทุกกรณี ทุกมุมจริงๆ

วันพฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2560

(เพิ่มเติม) การรับรู้กำไรในงบกำไรขาดทุนจากการสูญเสียการควบคุมในบริษัทย่อยของบริษัทแห่งหนึ่ง  


ขอเพิ่มเติม ข้อ 3 ในนิยามสินทรัพย์ ที่บอกมาไม่ใช่หมายถึงส่วนที่ก่อสร้างแล้วไม่ใช่สินทัพย์นะครับ แต่หมายถึงส่วนที่ตีเพิ่มไถือเป็นสินทรัพย์ เพราะส่วนนั้นยังไม่เข้านิยาม ปกติหลักบัญชีให้ตีเพิ่มได้ในมูลค่าสินทรัพย์ โดยที่สินทรัพย์ที่เป็นอยู่ในขณะนั้นสามารถทำให้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคต ย้ำครับว่าขณะนั้น แต่บริษัทยังทำไม่เสร็จตีเพิ่มไม่ได้

การรับรู้กำไรในงบกำไรขาดทุนจากการสูญเสียการควบคุมในบริษัทย่อยของบริษัทแห่งหนึ่ง  


ในช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมามีบริษัทหนึ่งสร้างความฮือฮา กังขาปนสับสนแปลกใจพอควรกับการรับรู้กำไรในงบกำไรขาดทุนจากการสูญเสียการควบคุมในบริษัทย่อย   ทำให้ผลกำไรงวดไตรมาสที่สองกระโดดขึ้นมากมาย ได้มีคนสอบถามและได้อ่านความเห็นมากมาย พบว่ายังไม่ใครให้ความหมายและหลักการหรือความเห็นที่ถูกต้องตรงประเด็นว่า การลงรายการดังกล่าวถูกผิดอย่างไร แต่รายงานของผู้สอบบัญชี บริษัท เบเคอร์ ทิลลี่ ออดิท แอ็ดไวเซอร์รี่ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด  ไม่ให้ข้อสรุปต่องบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จรวม และการให้ข้อสรุปอย่างมีเงื่อนไขต่องบแสดงฐานะการเงินระหว่างกาลสำหรับงวด สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2560 ซึ่งผมเห็นด้วยต่อการรายงานของผู้สอบบัญชีและเห็นอีกว่าผู้สอบบัญชีพยายามที่จะลดความเห็นเชิงลบมากแล้ว สำหรับผมเห็นว่าเป็นการทำ creative accounting ด้วยซ้ำและผิดหลักการทางบัญชีหลายประเด็น ไม่ใช่เพียงการถูกจำกัดขอบเขตโดยสถานการณ์เรื่องการประมาณการรายได้ สามารถสรุปข้อไม่ถูกต้องในหลักการบัญชีดังนี้

1. มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ได้กล่าวถึงเรื่องของการสูญเสียการควบคุมในบริษัทย่อย สามารถบันทึกผลต่างในกำไรขาดทุนจากการสูญเสียการควบคุมในบริษัทย่อยในงบกำไรขาดทุนท่อนบน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การรับรู้งบกำไรขาดทุน และกรณีนี้ต่างกับของ CK ที่บันทึกการสูญเสียไว้โดยใช้คำว่ากำไรเปรียบเสมือนการขายจริง (งบปี 2556) ในกรณีที่กล่าวเกิดเนื่องจาก CK สละสิทธิ์ในการเพิ่มทุนเพื่อรักษาสัดส่วนการควบคุมจึงคล้ายกับ CK ขายหุ้นในสิทธิ์ที่ควรได้ออกให้ผู้อื่นในราคาเพิ่มทุน แต่ของบริษัทที่เป็นประเด็นที่กล่าวถึงนี้ ไม่ได้บอกรายละเอียดไว้ แต่น่าจะเกิดเพราะมีคนถือหุ้นออกใหม่สำหรับหุ้นใหม่ที่ออกเพิ่ม ไม่ใช่การสละสิทธิ์เพิ่มทุนใหม่ให้ผู้ถือเดิมเหมือนดั่ง CK เป็นผลจากทางบัญชีโดยแท้จริง เป็น One-time Gain จะต้องรับรู้รายการดังนี้

o มูลค่ายุติธรรมของสิ่งตอบแทนที่ได้รับจากรายการ  หมายถึงสูญเสียไปโดยการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ (เช่นได้เงิน)

o จำนวนที่มีการกระจายนั้น หากรายการเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่ทำให้สูญเสียการควบคุม เกี่ยวข้องกับการกระจายหุ้นของบริษัทย่อยให้กับเจ้าของนั่นคือหุ้นลดลงหรือสัดส่วนลดลง และ

o เงินลงทุนที่เหลืออยู่ในบริษัทย่อยเดิมในมูลค่ายุติธรรม ข้อนี้แหละที่สำคัญ เดิมบันทึกเงินลงทุนหอดูวิวด้วยมูลค่าเท่าใด ต้องปรับส่วนสูญเสียแต่ตรงนั้น การตีราคาใหม่คือการ mark to market ไม่ใช่เสียการควบคุมแล้วมาตีราคาเพิ่มเพื่อบุ๊คกำไร ซึ่งส่วนเพิ่มนี้ควรไปอยู่ที่ท่อนล่าง กำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น (OCI) เพราะเงินลงทุนนี้ไม่ใช่เงินลงทุนเพื่อค้า จากการอ่านคำชี้แจง ไม่ใช่เสียการควบคุมจากการจำหน่าย หรือการสละสิทธิ์ แต่เพราะมีคนมาเพิ่มทุนทำให้ตัวเองถือหุ้นลดลง แล้วมาตีมูลค่าเองใหม่ บุ๊คกำไรส่วนต่างเพิ่ม อันนี้ผิดหลักบัญชี (นี่ยังไม่กล่าวถึงเรื่องตีมูลค่า ว่าเหมาะหรือไม่ด้วยนะครับ)

o รับรู้ส่วนต่างเป็นกำไรหรือขาดทุน ในกำไรขาดทุนส่วนของบริษัทใหญ่ ซึ่งต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กล่าวมา คือลดสัดส่วนลงเพราะขายออก หรือสละสิทธ์ในการรักษาสัดส่วน ถ้าเสียเพราะคนใหม่เข้ามาให้พิจรณาปรับเงินลงทุนที่เหลืออยู่ในบริษัทย่อยเดิมในมูลค่ายุติธรรม ซึ่งในราคายุติธรรมจะกล่าวต่อไป เพราะคือตัวปัญหา ปกติเงินลงทุนในบริษัทย่อยเราไม่ตีราคาแบบ mark to market ในการบันทึก เราแสดงราคาได้มาในงบแม่ แล้วเอามาทำงบรวม ถ้าลดลงเหลือร่วมเราก็ต้องแสดงในมูลค่า equity method ไม่มีมาตรฐานการบัญชีใดให้แสดงด้วยมูลค่ายุติธรรมที่ตีใหม่ (เอง)

2. มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 13 เรื่อง การวัดมูลค่ายุติธรรม ให้คำนิยามมูลค่า ยุติธรรมว่าเป็นราคาที่จะได้รับจากการขายสินทรัพย์ หรือจะจ่ายเพื่อโอนหนี้สินในรายการที่ เกิดขึ้นในสภาพปกติระหว่างผู้ร่วมตลาด ณ วันที่มีการวัดมูลค่า (ราคาขายหรือโอนออก (exit price)) วัตถุประสงค์ของการวัดมูลค่ายุติธรรมมีลักษณะ คือ เพื่อประมาณการราคาสำหรับรายการที่เกิดขึ้นในสภาพปกติในการขายสินทรัพย์หรือการโอนหนี้สินที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ร่วมตลาด ณ วันที่วัดมูลค่าภายใต้สภาพปัจจุบันของตลาด ถ้าพิจารณาจากนิยาม การวัดมูลค่าตึกที่ยังสร้างไม่เสร็จจึงเป็นไปไม่ได้ ในทางการเงินวัดได้ เพราะมโนหรือตั้งสมตติฐานได้ เช่นจะทำโครงการหนึ่งเราก็คาดเอาว่าโครงเท่านี้บาท ควรลงทุนกี่บาท แต่ไม่ใช่บันทึกบัญชีทั้งก้อนทันทีที่ปักเสาเข็ม เราบันทึกมูลค่าโครงการระหว่างก่อสร้างด้วยราคาทุนที่จ่ายลงทุนซื้อวัสดุต่างๆไป พอเสร็จถึงตีมูลค่าเพิ่มตามมาตรฐานเรื่องที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ หรือ อสังหาริมทรพย์เพื่อการลงทุนก็ว่าไป ไม่ใช่ตีทั้งหมดด้วยหลักการเงินทั้งก้อน ทั้งที่ยังทำไม่เสร็จ เหมือนงานระหว่างทำ สินค้าผลิตไม่เสร็จบันทึกต้นทุนเต็มรอไปก่อนไม่มีใครเขา ย้ำอีกทีมาตรฐานเน้นว่าอยู่ในสภาพปกติ หอนั้นอยู่ในสภาพปกติแล้วหรือยัง อันนี้ก็ผิดเต็มๆ อีกข้อ

3. เมื่อมาพิจารณานิยามของสินทรัพย์ ในทางบัญชีได้กำหนดนิยามของสินทรัพย์ไว้ 3 ข้อ คือ

3.1 เป็นทรัพยากรที่อยู่ในความควบคุมของกิจการ คำว่าควบคุมหมายถึงทรัพยากรดังกล่าว กิจการสามารถนำไปใช้ในกิจการหรือก่อให้เกิดประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ

3.2 เกิดจากเหตุการณ์ในอดีต หรือกล่าวง่ายๆ คือ สินทรัพย์ที่อยู่ในงบดุลต้องมีที่มาที่ไป นั่นคือมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นแล้ว จึงมีผลทำให้ได้มาซึ่งสินทรัพย์

3.3 มีประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคต หมายความว่าสิ่งที่แสดงเป็นสินทรัพย์ ว่ามีมูลค่าเท่านั้นเท่านี้ จะต้องมีประโยชน์เชิงเศรษฐกิจหรือกระแสเงินสดสุทธิ (ค่าปัจจุบัน) เข้าไม่น้อยกว่ามูลค่าที่อยู่ในงบ ถ้าดูข้อนี้ใช่ แต่ตกสองข้อแรก ข้อแรกยังไม่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ และการได้มายังไม่สมบูรณ์ (สร้างยังไม่เสร็จ) การตีมูลค่าโครงการที่ลงทุนจึงยังไม่ได้เวลานี้

นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขอีก 2 ประการคือ ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจที่กล่าวมานั้นต้องมีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่หรือต้องค่อนข้างมั่นใจพิสูจน์ได้โดยหลักวิชาการหรือหลักฐานว่าจะได้รับ และมูลค่าดังกล่าวต้องประมาณการตัวเลขขึ้นมาได้อย่างน่าเชื่อถือ ผู้สอบบัญชีเขาปราณีแล้ว ที่เอาแค่นิยามมาเป็นเงื่อนในการแสดงความเห็น ในส่วนของผมจะมี 3 ข้อ ผมยังไม่ให้คุณค่าอะไรกับงบกำไรขาดทุนด้วยซ้ำ

สินทรัพย์ = หนี้สิน + ทุน + กำไร (สะสม)

กำไรผิด สินทรัพย์ก็จะผิดด้วย หรือกลับกัน ดังนั้นงบดุลก็ผิดนะครับท่านผู้ลงทุน

ท่าซื้อด้วยมโนหรือไม่ คิดเอาเอง มโนได้แต่ควรถูกหลักการ