วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

Capitalism paradigm and the Principle of a Sufficient Economy


Capitalism paradigm and the Principle of a Sufficient Economy

แนวคิดแห่งหลักเศรษฐกิจพอเพียงกำลังเป็นแนวคิดที่มีบทบาทและอิทธิพลต่อสังคมไทยกว้างขวางขึ้น มีผู้บริหารและนักลงทุนจำนวนมากยังมองว่าแนวคิดทั้งสองแนวทางยากต่อการเดินมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน  พบว่าส่วนใหญ่มีสาเหตุจาก

1. ผู้บริหารและนักลงทุนจำนวนมาก มุ่งที่กำไรมากๆ ไว้ก่อน ผู้บริหารเน้นสร้างตัวเลขกำไรมากๆ เพื่อให้ราคาหุ้นขึ้นสูงๆ ส่วนนักลงทุนก็เน้นข่าวบริษัททำกำไรไตรมาสหน้าสูงๆ มุ่งเน้นแต่ทำส่วนต่างราคา กำไรมากๆ เร็วๆ ด้านหนึ่งก็บอกว่าความยั่งยืนคือเศรษฐกิจพอเพียง แต่แนวคิดและการปฏิบัติไปคนละทาง  ยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายแท้จริงของเศรษฐกิจและที่มุ่งเพียงเรื่องของเม็ดเงินอย่างเดียว

2. ความเข้าใจเรื่องทุนยัง focus หรือมองเพียงทุนทางการเงิน วัดทุนในมิติ “เงิน” เท่านั้น

3. ขาดความเข้าใจในเรื่องหลักเศรษฐกิจพอเพียง หรือเข้าใจแต่นำมาเชื่องโยงกับวิทยาการบริหารแนวใหม่ไม่ได้

4. ยังเข้าใจแนวคิดการบริหารยังไม่มากพอในเชิงบูรณการทางทฤษฎี

5. มองการพัฒนาเติบโตในมิติของเศรษฐกิจพอเพียงกับกับเศรษฐกิจทุนนิยมต่างกัน

เมื่อตั้งคำถามพื้นฐานที่สุดว่า เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของธุรกิจคืออะไร คำตอบที่ได้ส่วนใหญ่จะตอบเหมือนกันหมดคือกำไร นั่นแสดงว่ามุมมองต่อทุนนิยมยังคงมองทุนเพียงตัววัดค่าทางการเงิน หรือทุนทางการเงิน (Financial Capital) และมองผลที่วัดได้เพียงระยะสั้นเพราะงบการเงินจะวัดผลอย่างน้อยปีละครั้งหรือบางทีอาจจะมากว่านั้นเช่นวัดผลการดำเนินงานไตรมาสละครั้ง แต่ในมุมมองการบริหารแนวคิดใหม่จะมุ่งวัตถุประสงค์ไปที่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้มีส่วนร่วมกับกิจการในระยะยาวอย่างมั่นคง (Sustainable Stakeholders’ Value Creation) ทุนในแนวคิดใหม่ไม่ใช่เพียงทุนทางการเงิน แต่ทุนในแนวคิดใหม่ครอบคลุมไปถึงทุนทางปัญญา เรื่องนี้เป็นหัวข้อที่ต้องถกประเด็นกันยาว

อนาคตของทุนนิยมจะเปลี่ยนไปจากระบบทุนนิยมเดิมที่เป็นอยู่

- ทุนนิยมเดิมในปัจจุบัน คือระบบที่ใช้เงินตราวัดค่า เงินถือเป็นตัววัดสำคัญเพราะใช้ตีค่าสิ่งที่จะนำมาแลกเปลี่ยนกัน เพราะทรัพยากรที่มนุษย์มีความอยากได้มีจำกัด

- ระบบทุนนิยม (เดิม) คือระบบที่คนกลุ่มหนึ่งทำงานอย่างหนักเพื่อคนอีกกลุ่มหนึ่ง และหวังว่าตัวเองอนาคตจะร่ำรวยบ้าง ความเพียรความขยันเป็นสิ่งที่ดี หากแต่ถ้าขยันเพราะเพียงอยากร่ำรวยอาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องในชีวิต ความเพียรและความพยายามเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงความดีงาม

- ระบบทุนนิยม (เดิม) ทำให้คนเราหมดเวลาไปกับเรื่องงานมากกว่าความเป็นชีวิตที่มีอะไรมากกว่าคำว่า งานและเงิน

ความคิดใหม่ต่อระบบทุนนิยม

- เดิมเน้นที่การสร้างมูลค่าให้เจ้าของเงิน หรือที่นิยมสอนกันคือ maximize shareholders’ wealth or building shareholders’ value

- แนวคิดใหม่ต้องมองทั้งเพื่อตนเองและผู้อื่นไปพร้อมกัน บนแนวคิดตัวตนและสิ่งแวดล้อมไม่เป็นสองแยกจากกัน นั่นคือเปลี่ยนจาก ผู้ถือหุ้นเป็นผู้มีส่วนได้เสีย (stakeholder) นั่นคือจะมุ่งไปสู่ Sustainable Stakeholders’ Value Creation การสร้างคุณค่าที่เพิ่มขึ้นให้กับผู้มีส่วนได้เสียในทุกมิติขององค์กร

- ระบบความคิดเดิมบ่อเกิดแห่งความมั่งคั่งอยู่ที่ ที่ดิน เงิน มูลค่าทรัพย์สินที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

- ปัจจุบันบ่อเกิดแห่งความมั่งคั่งเป็นสมอง ปัญญา และทักษะของคน

- จากทุน financial capital => intellectual capital คำถามคืออะไรคือทุนของธุรกิจในยุคใหม่และใครเป็นเจ้าของทุน

- Capital = Financial + Intellectual ; Intellectual = Human + Structural

- Capital = Financial + Human + Structural

- Capital = Financial + Human + Information + Organizational

- Human Capital = Skill + Knowledge + Training

- Information = System + Database + Network (= IT + Process (supp chain mgt) + Customer)

- Organization = Culture + Leader + Teamwork + Alignment

การเลือกธุรกิจหรือเป้าหมายธุรกิจก็จะต้องเปลี่ยนไปจากเพียงการทำกำไรสูงสุด (Maximize Profit) มาเป็น Make Profit, Generate Cash Flow and Stay Solvency

การนำเอาแนวคิดใหม่ไปสู่การพัฒนาธุรกิจให้เกิดหลักเศรษฐกิจพอเพียง จากแนวคิดดังกล่าวที่สรุปมานั้น หากนำมาเทียบกับหลักแห่งเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งมีองค์ประกอบคือ พึ่งพาตนเอง พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันตนเอง  

-พอประมาณ ไม่ใช่การมีกำไรน้อยกำไรมาก แต่ต้องเป็นกำไรที่ยั่งยืน บริษัทที่สร้างความมั่งคั่งให้นักลงทุนระดับโลก หรือนักลงทุนชั้นนำ ไม่ใช่บริษัทที่สร้างกำไรสูงสุด แต่เป็นบริษัทที่ทำกำไรได้ต่อเนื่องยั่งยืน การทำกำไรสูงนั้นดี แต่กำไรที่เติบโตที่นิ่งและมั่นคงสำคัญกว่า นั่นคือทำไม่คนที่เรียนกับผม จึงมักได้ฟังว่าผมเน้นความนิ่งของการเติบโตต่อเนื่อง ไม่ชอบพวกกระโดดขึ้น มากๆ (และพวกนี้จะมีลงด้วยเสมอ)

-พึ่งพาตนเอง ธุรกิจที่ดีคือการเติบโตแบบ Organic Growth เติบโตด้วย Existing Assets ที่สร้าง Real Operating Profit ถ้าหลานท่านที่เรียนจะทราบดีว่าผมให้เน้นหุ้นที่เติบโตแบบ Organic Growth

-มีเหตุผล ความมีเหตุมีผลคือทุกกิจกรรมต้องมีหลักคิดที่ถูกต้องเหมาะสม มีหลักการที่ดี กิจการที่โต หรือกำไรมากๆแล้ว แต่ขาดหลักการที่ดี ดูไม่สมเหตุสมผล เช่นซื้อหุ้นคืนเพื่อสร้างราคา เพิ่ม EPS สำหรับผมแล้วไม่ใช่การสร้างความยั่งยืนของธุรกิจ ต่อให้หุ้นขึ้นก็อยู่ได้ไม่นาน ผมไม่สนใจหุ้นเหล่านี้เลย คนเรียนกับผมก็จะทราบดีว่าผมไม่เคยมีมุมมองบวกกับธุรกิจ นอกจากนี้การพึ่งพาตนเองคือการมี Cash Flow ที่แข็งแกร่ง ไม่ใช่ run ธุรกิจไปได้ด้วยหนี้ ไม่ว่าจะหนี้สถาบันการเงินหรือหนี้จากการค้า (ก่อหนี้ได้ แต่ต้องเหมาะสม พอประมาณ)

-มีภูมิคุ้มกันตนเอง คือความพร้อมที่จะจัดการกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากทั้งภายนอกและภายใน กิจการที่มีภูมิคุ้นกันต้องมี โครงสร้างทางการเงินแข็งแกร่ง มี Moats

นั่นคือการพิจารณาหุ้นที่ดีบนหลักของการดำเนินธุรกิจบนหลักเศรษฐกิจพอเพียง และต้องพร้อมด้วยการใช้ทั้งความรู้ ความเข้าใจ (รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง) ผนวกกับ คุณธรรม (ซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน แบ่งปัน) หากคนที่อบรมกับผมมาอย่างต่อเนื่องจะรู้ว่าผมเน้นสอนเช่นนี้มาตลอด และจะยังคงสอนตลอดไป เพราะผมเชื่อว่านี่คือการลงทุนที่ถูกต้องยั่งยืนโดยแท้จริง คนที่เข้าใจ หลักของ Make Profit, Generate Cash Flow and Stay Solvency และเรื่องนิ่ง กับ Organic Growth ได้อย่างสอดประสานกัน จะเข้าใจภาพธุรกิจที่เหมาะสมการลงทุนระยะยาว
ซึ่งหากพิจารณาแนวคิดที่ทุนนิยมและโลกในยุคใหม่ที่จะดำเนินไป จะเห็นได้ชัดว่าในหลักการพื้นฐานโดยแท้จริงนั้นเป็นแนวทางเดียวกัน ไม่ได้ขัดแย้งกันแต่อย่างใดทั้งเป้าหมายและวิธีการ และเพื่อให้ธุรกิจสามารถบรรลุเป้าหมายในระยะยาว

วันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2560

การลงทุนในหุ้นเติบโตที่ดีในระยะยาว


ความรู้ทางการเงิน การลงทุน และการบัญชี 

การลงทุนในหุ้นเติบโตที่ดีในระยะยาวควรเป็นการเติบโตด้วย Organic Growth ซึ่งการเติบโตแบบนี้จะดีหากควบคู่ไปกับการเติบโตในลักษณะ  Sustainable growth รูปแบบทั้งการเติบโตทั้งสองแบบ จะเน้นพิจารณาคนละฝั่ง

1.     Organic Growth เป็นการพิจารณาด้าน Use of Fund (Assets Side) เป็นเรื่องของการตัดสินใจเรื่อง Capital Budgeting  และ Asset Allocation เพื่อ Make Profit และ Generare Cash Fliow ให้มี Effifiency ที่สุด เกิดกระแสเงินสดด้าน CFO ที่มีคุณภาพและแข็งแกร่ง

2.     Sustainable Growth เป็นการพิจารณาด้าน Sources of Fund (Debts and Equity Side) เป็นเรื่องของตัดสินใจเรื่อง Capital Structure และ Cost of Capital เพื่อให้กิจการมีความสามารถในด้าน Stay Sovency ในระยะยาว และสามารถสร้าง Maximized and Sustainable Shareholders’ Value Creation

การหาหุ้นเติบโต จึงไม่ใช่ดูเพียงกำไรเพิ่มหรือเติบโตเท่าไร ดังคำที่กล่าวว่า Profit is not more important than the sources of profit กำไรไม่สำคัญมากกว่าที่ของกำไร

เงินลงทุนของบริษัท ข้อสังเกตการทำ Creative accounting & Siphon 1. สิ่งแรก ดูเงินลงทุนในร่วมและย่อย บริษัทจะแสดงที่ราคาทุนการลงทุน ปัจจุบันให้เลือกแสดงได้ด้วยทุน หรือวิธีส่วนได้ส่วนเสีย แต่หากเปลี่ยนวิธีต้องปรับปรุงย้อนหลังเสมือนทำมาย้อนหลัง จึงคาดว่าไม่มีใครอยากทำ เพราะเพิ่มงานและไม่มีผลต่อราคาหุ้นที่เกิดไปแล้ว นักลงทุนก็วิเคราะห์โดยดูงบรวมและงบแสดงด้วยวิธีส่วนได้ส่วนเสียในเงินลงทุนอยู่แล้ว และหากใครแสดงในงบเฉพาะด้วยราคาทุน ก็ต้องแสดงงบวิธีส่วนได้ส่วนเสียเปรียบเทียบอยู่ดี จึงไม่มีผลใดๆ 2. สังเกตเงินลงทุนในบริษัทร่วมในงบเฉพาะกิจการที่แสดงด้วยราคาทุนกับงบการเงินที่แสดงด้วยวิธีส่วนได้ส่วนเสียในเงินลงทุน หากกิจการของเงินลงทุนในร่วมเติบโตมีกำไร มูลค่าจะสูงกว่ารายการที่แสดงในงบเฉพาะ กิจการร่วมที่ลงทุนนั้นมีกำไร และหากจะดูให้ละเอียดขึ้น ให้ใช้ร่วมกับงบกำไรขาดทุน ดูที่ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม หากเงินลงทุนปีก่อน (ด้วยวิธีส่วนได้ส่วนเสีย) บวกกำไรส่วนแบ่ง บวกการลงทุนเพิ่ม มากกว่าเงินลงทุนในร่วมตามวิธีวิธีส่วนได้ส่วนเสียแล้วในงวดปัจจุบันแล้ว แสดงว่าระหว่างนั้นมีการจ่ายปันผลจากบริษัทร่วม 3. การจ่ายปันผลจากร่วมให้บริษัทให้บริษัทแม่ จะไม่แสดงรายได้เงินปันผลในงบรวมหรืองบที่แสดงด้วยวิธีส่วนได้ส่วนเสียในเงินลงทุน แต่ถ้าอยากทราบ ให้ดูจากงบกระแสเงินสดในกิจกรรมการลงทุน 4. สิ่งที่ได้เราจะได้เพียงภาพรวมแต่ไม่สามารถทราบรายบริษัทที่ลงทุน แต่นั่นไม่สำคัญ กิจการที่ดีที่ผู้บริหารมีความรับผิดชอบต่อเงินผู้ถือหุ้น ต้องเลือกลงทุนในกิจการที่สร้างผลตอบแทนที่ดี หรือถ้าไม่สร้างกำไร ต้องเป็นกิจการที่เป็น Strategic Parners ที่ดี ซึ่งหมายความว่า ถ้ากำไรส่วนแบ่งต่ำ ผลตอบแทนเงินลงทุนต่ำ ROA ภาพรวมของกิจการต้องดี ถ้า ROA ยังต่ำแสดงว่ากลยุทธ์ลงทุนที่บริษัทตัดสินใจอยู่กำลังน่าจะเดินผิดทาง 5. ดังข้อ 4 ถ้าการลงทุนในร่วมนั้นมีกรรมการร่วม มีการปล่อยเงินกู้ยืมระหว่างกันมาก กำไรไม่มี ROA ก็ต่ำตามที่กล่าวมา มีโอกาสที่จะ siphon ผ่านการกู้ยืม และจ่ายซื้อหุ้นราคาสูงให้ผุ้ถือหุ้นเดิมได้ แม้จะไม่ได้ถือหุ้นเกินกว่า 50% ก็ตาม แต่เงินไหลออกไปแล้ว 6. กรณีถือเกิน 50% จนเป็นบริษัทย่อย ใช้วิธีการเดียวกัน แต่การถือตั้งแต่ 50% ต้องทำงบการเงินรวม ในงบการเงินรวมเราจะไม่เห็นเงินลงทุนในบริษัทย่อย สินทรัพย์และหนี้สินในบริษัทย่อย จะนำบวกรวมตามรายการด้วยมูลค่ายุติธรรม และตัดรายการระหว่างกันออก 7. จำไว้ง่ายๆ ว่า บริษัทย่อยจะเปรียบเหมือนแผนกใหญ่หนึ่งในบริษัทแม่ มองทั้งกลุ่มเป็น Entity หรือหน่วยธุรกิจเดียวกัน 8. ในการทำงบรวม สินทรัพย์และหนี้สินของบริษัทลูกต้องตีด้วยมูลค่ายุติธรรม ดั้งนั้นส่วนเจ้าของก็จะแสดงด้วยมูลค่ายุติธรรม เงินลงทุนในงบเฉพาะจะแสดงด้วยเงินที่จ่ายซื้อ 9. ถ้าราคาจ่ายซื้อหุ้นลูกสูงกว่ามูลค่ายุติธรรม ส่วนที่จ่ายเกินจะแสดงเป็นค่านิยม ดังนั้นหากมองเร็วๆ จากงบการเงินเฉพาะกิจการมีเงินลงทุนในย่อย X บาท แล้วงบการเงินรวมแสดงค่านิยม G บาท แสดงว่าสินทรัพย์สุทธิที่ลงทุนมีมูลค่ายุติธรรม X-G บาท 10. ยิ่งค่านิยมสูงแสดงว่ากิจการแม่จ่ายซื้อแพงกว่ามูลค่าตลาดยุติธรรม ตรงนี้แหละที่ต้องระวัง เพราะอาจเป็นหรือไม่เป็นช่องทาง Siphon ได้ทั้งสิ้น คือจ่ายเงินซื้อหุ้นให้ผู้ถือหุ้นย่อยในราคาสูงด้วยเงินของกิจการใหญ่หรือแม่ 11. หากยิ่งมีการปล่อยกู้ให้ย่อย (ซึ่งจะเห็นได้ในงบเฉพาะ งบรวมจะไม่เห็นเพราะรายการระหว่างกันจะตัดออก) จะบ่งชี้ถึงการโยกย้ายเม็ดเงินออกจากบริษัทใหญ่ เปรียบย่อยไม่ต่างจากเห็บดูดเลือด 12. ต่อมาดู ROA ของงบการเงินรวม (ที่รวมค่านิยมไว้ด้วย) ว่าดีไหม ลดลงไหม ถ้าต่ำ หรือลดลงจากการซื้อย่อยรวม ย่อยบ่งชี้ว่าการลงทุนในย่อยนั้นเป็นกลยุทธ์ที่อาจมีปัญหา ไม่สมเหตุสมผลทางการเงิน ตรงนี้นักลงทุนมักถูกหลอกด้วยเรื่องเล่าอันสวยหรูจากผู้บริหารว่าลงทุนดีอย่างนั้นอย่างนี้ 13. กรณีซื้อบริษัทย่อยต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรม จะไม่มีค่านิยม แต่จะเกิดกำไรจากการต่อรอง ตรงนี่อาจมีทั้งดีและไม่ดีได้ ต้องพิจารณาดีๆ 14. การซื้อได้ราคาถูกมากๆ จะบันทึกกำไรจากการต่อรองสูง ทำให้กำไรงบรวมเพิ่มอย่างมีนัยได้ ข้อคิดคือกิจการดีแต่คนเดิมขายถูก กิจการลูกนั้นดีจริงหรือไม่ ถ้ามีอนาคตทำไมขายถูกมากเกินไปจนกำไรจากการต่อรองสูงมาก ถ้าไม่มากยังพอมีเหตุผล คนทำธุรกิจหากกิจการพอมีอนาคตบ้างคงไม่ขายถูกเหมือนโยนทิ้ง ถ้าต่อรองมาแบบถูกมากๆ ผมจะมองแบบไม่ไว้วางใจนัก หากถูกพอประมาณยังรับได้ 15. กิจการที่เป็นร่วมหรือย่อย จะไม่มีการตีราคาหุ้นที่ตลาด ตีราคาสินทรัพย์หนี้สินได้ ส่วนเกินจากการตีมูลค่าเพิ่มจะไปแสดงเพิ่มในท่อนสอง ไม่รวมในกำไรขาดทุนงวดปัจุบันหรือท่อนหนึ่ง 16. กรณีที่สูญเสียการควบคุมต้องหมายถึงเมื่อก่อนควบคุมคือเป็นบริษัทย่อย แต่มีกลุ่มใหม่มาถือหุ้นเพิ่มจากการเพิ่มทุนแล้วแม่เสียสัดส่วนจากย่อยจนเป็นร่วมหรือต่ำกว่า แต่การคำนวณต้องเป็นการสละหรือสูญเสียในหุ้นสามัญที่บริษัทมีการควบคุม กำไรเกิดจากการที่แม่ได้ส่วนเพิ่มจากการที่คนใหม่จ่ายแพงกว่าราคาบัญชีหรือทุนที่แม่ถือ ถ้าคนใหม่จ่ายต่ำก็ขาดทุนได้ ย้ำครับว่ต้องหมายถึงหุ้นสามัญในระดับเดียวกัน (Claim) ที่กิจการจะได้รับ ไม่ใช่ Claim ที่เหนือกว่า เพราะถ้าเป็นหุ้นบุริมสิทธิ์ ส่วนที่จ่ายเกิน ห้นสามัญจะไม่มีสิทธิได้เลยต้องคืนหุ้นบุริมสิทธิ์เท่านั้น ประเด็นนี้ คือส่วนที่ PACE บันทึกกำไรจาการสละการควบคุมผิดทั้งจำนวณกว่าแปดพันแปดร้อยล้านบาท 17. สุดท้ายลองกลับไปพิจารณาบริษัทที่ล้มเหลว มีปัญหาจำนวณมาก สังเกตให้ดี มีจุดเริ่มจากการลงทุนแบบนี้โดยส่วนใหญ่ ล้มเหลวในย่อยแทบทั้งสิ้น

เงินลงทุนของบริษัท ข้อสังเกตการทำ Creative accounting & Siphon
1.     สิ่งแรก ดูเงินลงทุนในร่วมและย่อย บริษัทจะแสดงที่ราคาทุนการลงทุน ปัจจุบันให้เลือกแสดงได้ด้วยทุน หรือวิธีส่วนได้ส่วนเสีย แต่หากเปลี่ยนวิธีต้องปรับปรุงย้อนหลังเสมือนทำมาย้อนหลัง จึงคาดว่าไม่มีใครอยากทำ เพราะเพิ่มงานและไม่มีผลต่อราคาหุ้นที่เกิดไปแล้ว นักลงทุนก็วิเคราะห์โดยดูงบรวมและงบแสดงด้วยวิธีส่วนได้ส่วนเสียในเงินลงทุนอยู่แล้ว และหากใครแสดงในงบเฉพาะด้วยราคาทุน ก็ต้องแสดงงบวิธีส่วนได้ส่วนเสียเปรียบเทียบอยู่ดี จึงไม่มีผลใดๆ

2.     สังเกตเงินลงทุนในบริษัทร่วมในงบเฉพาะกิจการที่แสดงด้วยราคาทุนกับงบการเงินที่แสดงด้วยวิธีส่วนได้ส่วนเสียในเงินลงทุน หากกิจการของเงินลงทุนในร่วมเติบโตมีกำไร มูลค่าจะสูงกว่ารายการที่แสดงในงบเฉพาะ กิจการร่วมที่ลงทุนนั้นมีกำไร และหากจะดูให้ละเอียดขึ้น ให้ใช้ร่วมกับงบกำไรขาดทุน ดูที่ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม หากเงินลงทุนปีก่อน (ด้วยวิธีส่วนได้ส่วนเสีย) บวกกำไรส่วนแบ่ง บวกการลงทุนเพิ่ม มากกว่าเงินลงทุนในร่วมตามวิธีวิธีส่วนได้ส่วนเสียแล้วในงวดปัจจุบันแล้ว แสดงว่าระหว่างนั้นมีการจ่ายปันผลจากบริษัทร่วม

3.     การจ่ายปันผลจากร่วมให้บริษัทให้บริษัทแม่ จะไม่แสดงรายได้เงินปันผลในงบรวมหรืองบที่แสดงด้วยวิธีส่วนได้ส่วนเสียในเงินลงทุน แต่ถ้าอยากทราบ ให้ดูจากงบกระแสเงินสดในกิจกรรมการลงทุน

4.     สิ่งที่ได้เราจะได้เพียงภาพรวมแต่ไม่สามารถทราบรายบริษัทที่ลงทุน แต่นั่นไม่สำคัญ กิจการที่ดีที่ผู้บริหารมีความรับผิดชอบต่อเงินผู้ถือหุ้น ต้องเลือกลงทุนในกิจการที่สร้างผลตอบแทนที่ดี หรือถ้าไม่สร้างกำไร ต้องเป็นกิจการที่เป็น Strategic Parners ที่ดี ซึ่งหมายความว่า ถ้ากำไรส่วนแบ่งต่ำ ผลตอบแทนเงินลงทุนต่ำ ROA ภาพรวมของกิจการต้องดี ถ้า ROA ยังต่ำแสดงว่ากลยุทธ์ลงทุนที่บริษัทตัดสินใจอยู่กำลังน่าจะเดินผิดทาง

5.     ดังข้อ 4 ถ้าการลงทุนในร่วมนั้นมีกรรมการร่วม มีการปล่อยเงินกู้ยืมระหว่างกันมาก กำไรไม่มี ROA ก็ต่ำตามที่กล่าวมา มีโอกาสที่จะ siphon ผ่านการกู้ยืม และจ่ายซื้อหุ้นราคาสูงให้ผุ้ถือหุ้นเดิมได้ แม้จะไม่ได้ถือหุ้นเกินกว่า 50% ก็ตาม แต่เงินไหลออกไปแล้ว

6.     กรณีถือเกิน 50% จนเป็นบริษัทย่อย ใช้วิธีการเดียวกัน แต่การถือตั้งแต่ 50% ต้องทำงบการเงินรวม ในงบการเงินรวมเราจะไม่เห็นเงินลงทุนในบริษัทย่อย สินทรัพย์และหนี้สินในบริษัทย่อย จะนำบวกรวมตามรายการด้วยมูลค่ายุติธรรม และตัดรายการระหว่างกันออก

7.     จำไว้ง่ายๆ ว่า บริษัทย่อยจะเปรียบเหมือนแผนกใหญ่หนึ่งในบริษัทแม่ มองทั้งกลุ่มเป็น Entity หรือหน่วยธุรกิจเดียวกัน

8.     ในการทำงบรวม สินทรัพย์และหนี้สินของบริษัทลูกต้องตีด้วยมูลค่ายุติธรรม ดั้งนั้นส่วนเจ้าของก็จะแสดงด้วยมูลค่ายุติธรรม เงินลงทุนในงบเฉพาะจะแสดงด้วยเงินที่จ่ายซื้อ

9.     ถ้าราคาจ่ายซื้อหุ้นลูกสูงกว่ามูลค่ายุติธรรม ส่วนที่จ่ายเกินจะแสดงเป็นค่านิยม ดังนั้นหากมองเร็วๆ จากงบการเงินเฉพาะกิจการมีเงินลงทุนในย่อย  X บาท แล้วงบการเงินรวมแสดงค่านิยม G บาท แสดงว่าสินทรัพย์สุทธิที่ลงทุนมีมูลค่ายุติธรรม X-G บาท

10. ยิ่งค่านิยมสูงแสดงว่ากิจการแม่จ่ายซื้อแพงกว่ามูลค่าตลาดยุติธรรม ตรงนี้แหละที่ต้องระวัง เพราะอาจเป็นหรือไม่เป็นช่องทาง Siphon ได้ทั้งสิ้น คือจ่ายเงินซื้อหุ้นให้ผู้ถือหุ้นย่อยในราคาสูงด้วยเงินของกิจการใหญ่หรือแม่

11. หากยิ่งมีการปล่อยกู้ให้ย่อย (ซึ่งจะเห็นได้ในงบเฉพาะ งบรวมจะไม่เห็นเพราะรายการระหว่างกันจะตัดออก) จะบ่งชี้ถึงการโยกย้ายเม็ดเงินออกจากบริษัทใหญ่ เปรียบย่อยไม่ต่างจากเห็บดูดเลือด

12. ต่อมาดู ROA ของงบการเงินรวม (ที่รวมค่านิยมไว้ด้วย) ว่าดีไหม ลดลงไหม ถ้าต่ำ หรือลดลงจากการซื้อย่อยรวม ย่อยบ่งชี้ว่าการลงทุนในย่อยนั้นเป็นกลยุทธ์ที่อาจมีปัญหา ไม่สมเหตุสมผลทางการเงิน ตรงนี้นักลงทุนมักถูกหลอกด้วยเรื่องเล่าอันสวยหรูจากผู้บริหารว่าลงทุนดีอย่างนั้นอย่างนี้

13. กรณีซื้อบริษัทย่อยต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรม จะไม่มีค่านิยม แต่จะเกิดกำไรจากการต่อรอง ตรงนี่อาจมีทั้งดีและไม่ดีได้ ต้องพิจารณาดีๆ

14. การซื้อได้ราคาถูกมากๆ จะบันทึกกำไรจากการต่อรองสูง ทำให้กำไรงบรวมเพิ่มอย่างมีนัยได้ ข้อคิดคือกิจการดีแต่คนเดิมขายถูก กิจการลูกนั้นดีจริงหรือไม่ ถ้ามีอนาคตทำไมขายถูกมากเกินไปจนกำไรจากการต่อรองสูงมาก ถ้าไม่มากยังพอมีเหตุผล คนทำธุรกิจหากกิจการพอมีอนาคตบ้างคงไม่ขายถูกเหมือนโยนทิ้ง ถ้าต่อรองมาแบบถูกมากๆ ผมจะมองแบบไม่ไว้วางใจนัก หากถูกพอประมาณยังรับได้

15. กิจการที่เป็นร่วมหรือย่อย จะไม่มีการตีราคาหุ้นที่ตลาด ตีราคาสินทรัพย์หนี้สินได้ ส่วนเกินจากการตีมูลค่าเพิ่มจะไปแสดงเพิ่มในท่อนสอง ไม่รวมในกำไรขาดทุนงวดปัจุบันหรือท่อนหนึ่ง

16. กรณีที่สูญเสียการควบคุมต้องหมายถึงเมื่อก่อนควบคุมคือเป็นบริษัทย่อย แต่มีกลุ่มใหม่มาถือหุ้นเพิ่มจากการเพิ่มทุนแล้วแม่เสียสัดส่วนจากย่อยจนเป็นร่วมหรือต่ำกว่า แต่การคำนวณต้องเป็นการสละหรือสูญเสียในหุ้นสามัญที่บริษัทมีการควบคุม กำไรเกิดจากการที่แม่ได้ส่วนเพิ่มจากการที่คนใหม่จ่ายแพงกว่าราคาบัญชีหรือทุนที่แม่ถือ ถ้าคนใหม่จ่ายต่ำก็ขาดทุนได้ ย้ำครับว่ต้องหมายถึงหุ้นสามัญในระดับเดียวกัน (Claim) ที่กิจการจะได้รับ ไม่ใช่ Claim ที่เหนือกว่า เพราะถ้าเป็นหุ้นบุริมสิทธิ์ ส่วนที่จ่ายเกิน ห้นสามัญจะไม่มีสิทธิได้เลยต้องคืนหุ้นบุริมสิทธิ์เท่านั้น ประเด็นนี้ คือส่วนที่ PACE บันทึกกำไรจาการสละการควบคุมผิดทั้งจำนวณกว่าแปดพันแปดร้อยล้านบาท

17. สุดท้ายลองกลับไปพิจารณาบริษัทที่ล้มเหลว มีปัญหาจำนวณมาก สังเกตให้ดี มีจุดเริ่มจากการลงทุนแบบนี้โดยส่วนใหญ่ ล้มเหลวในย่อยแทบทั้งสิ้น

เงินลงทุนของบริษัทกับการรับรู้กำไร


เงินลงทุนของบริษัทกับการรับรู้กำไร

เชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่ล้วนต้องการลงทุนระยะยาวในหุ้นเติบโต และมักมองเพียงหรือหาจากการดูกิจการที่มีการเติบโตของกำไรสุทธิมากๆ ก็ถูกแต่ไม่หมด

1.     กำไรสร้างได้จาก one-time gain

2.     กำไรสร้างได้จากการทำ creative accounting

ประเด็นทั้งสองทำได้มากมาย แต่ในบทความครั้งนี้ขอมุ่งในประเด็นการทำ one-time gain และ creative accounting ผ่านรายการเงินลงทุน

เงินลงทุนเราแบ่งได้หลายๆ มุม ผมยำมารวมแล้วกัน และสรุปสั้นๆ ครับ

1.     เงินลงทุนเพื่อค้า (For Trading) – เป็นเงินลงทุนระยะสั้น (เงินลงทุนชั่วคราว) เสมอ แสดงในสินทรัพย์หมุนเวียนเท่านั้น เป็นหุ้นหรือตราสารต่างๆ ที่ไว้ซื้อขายเพื่อเก็งกำไรราคาสั้นๆ ต้อง Mark to Market แสดงว่าต้องมีราคาตลาดซื้อขาย ต้องเป็นหุ้นหรือตราสารที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น ทุกครั้งที่แสดงงบการเงินต้องแสดงมูลค่าที่ราคาปิด (Market Price) ผลต่างที่เกิดขึ้นจะแสดงเป็นกำไรหรือขาดทุนในงวดทันที (ท่อนบน) กำไรขาดทุนจากการตีราคาบางครั้งอาจเห็นในชื่อกำไรขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรม กำไรขาดทุนนี้ในกิจการธนาคา ประกันภัย หลักทรัพย์ หรือธุรกิจการเงินถือเป็นรายได้ปกติการดำเนินงานไม่ต้องปรับออก เพราะธุรกิจเหล่านี้ต้องมีเพื่อธุรกรรมอยู่แล้ว ถือว่าปกติ แต่ในกิจการอื่นการซื้อขายหุ้นไม่ใช่กิจกรรมหลัก เพราะควรผลิตสินค้าขาย ซื้อสินค้ามาขาย ไปให้บริการขนส่งสินค้า ฯลฯ  ดังนั้นในกิจการที่ไม่ใช่กลุ่มการเงินจะถือเป็น one-time gain

2.     เงินลงทุนเผื่อขาย (Available for Sell) – เป็นได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว อยู่ที่วัตถุประสงค์ของการถือลงทุน มีไว้เพื่อขาย ถ้าเป็นระยะสั้นอาจถือ ยาวกว่า 3-6 เดือนหรือนานกว่านั้น แต่ไม่เกินปี ตรงนี้ต่างกับเงินลงทุนเพื่อค้า (For Trading) ที่ต้องถือสั้นมากๆ ไม่เกินไตรมาสควรขายออกแล้ว หุ้นกลุมนี้ก็ต้องแสดงมูลค่าที่ราคาตลาด หรือต้อง Mark to Market เช่นกัน ส่วนต่างที่เกิดขึ้นจะแสดงในกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น (ท่อนสอง) ในมูลค่าสุทธิจากภาษี ผลกำไรขาดทุน จะถูกกลับไปแสดงในท่อนบน (กำไรขาทุน) เมื่อมีการขายเงินลงทุนนั้นออกไป ทั้งเงินลงทุนเพื่อค้าและเงินลงทุนเผื่อขาย ต้องเป็นหุ้นในตลาด มีราคาตลาด และถือน้อยกว่า 20% ถ้ามากกว่านั้นจะถือเป็นเงินลงทุนร่วมหรือย่อย ซึ่งเงินลงทุนพวกนี้เราจะไม่มีการทำ Mark to Market รายละเอียดจะกล่าวเมื่อถึงหัวข้อนี้ต่อไป

*ทั้ง งลท เพื่อค้าและเผื่อขายจะถือน้อยกว่า 20% และแสดงด้วยมูลค่าตลาดเสมอ การด้อยค่าอาจเกิดได้ถ้าหุ้นนั้นติด SP ซึ่งราคาหุ้นจะถูกแช่แข็งไว้ แต่มูลค่าหากเกิดการซื้อขายอาจลดลงได้กว่าราคา ณ วัน SP กิจการต้องประเมินการด้อยค่า

3.     เงินลงทุนทั่วไป – เป็นเงินลงทุนที่ถือไว้และไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ถือสัดส่วนน้อยกว่า 20% แสดงที่ราคาทุนและต้องประเมินการด้อยค่า

4.     เงินลงทุนที่ถือไว้จนครบกำหนด (Held to Matutity) – เป็นตราสารหนี้ที่ไม่ได้มีไว้ซื้อขาย เช่นหุ้นกู้ ถ้ามีไว้ซื้อขายเก็งกำไรราคาจะจัดเป็นเพื่อค้า เงินลงทุนตราสารหนี้ที่ถือไว้จนครบกำหนดจะแสดงด้วยราคาทุนตัดจำหน่าย เข้าใจง่ายๆ สั้นๆ สมมติ เราลงทุนในหุ้นกู้ที่จ่ายดอกเบี้ยตามหน้าตั๋วที่ 5% อายุ 7 ปี ในขณะนั้นตลาดสำหรับตราสารหนี้อายุดังกล่าว ต้องการผลตอบแทน 4% หุ้นกู้นี้ขายที่ 1060 บาท (ราคาต่อหน่วยคือ 1000) 60 บาทนี้เรียกว่าส่วนเกินมูลค่าหุ้นกู้ ซึ่งลงบัญชีดังนี้

เดบิต เงินลงทุนที่ถือไว้จนครบกำหนด 1000

 ____ส่วนเกินมูลค่าหุ้นกู้_____________60

_____________________________เครดิต เงินสด 1060

เมื่อมีการจ่ายดอกเบี้ย สมมติจ่ายปีละครั้ง

เดบิต เงินสด____________50

____________________________เครดิต ดอกเบี้ยรับ_____42.4

____________________________เครดิตส่วนเกินมูลค่า____7.6

จะตัดจ่ายส่วนเกินมูลค่าหุ้นกู้ด้วยวิธี Effective Rate การแสดงมูลค่าหุ้นกู้

ปีที่ 0 วันซื้อ 1000 + 60 = 1060

ปีที่ 1 1000 + 52.4 = 1052.4

จะพบว่าราคาที่ลงทุนในหุ้นกู้จะค่อยๆ ลดลงจนปีสุดท้ายที่จะได้เงินต้นคืนคือ 1000

กิจการที่ออกหุ้นกู้ก็จะใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน แต่ลงบัญชีตรงกันข้าม

5.     ดังนั้นจะเห็นได้ว่า เงินลงทุนที่ถือไว้จนครบกำหนด (Held to Matutity) จะไม่แสดงราคาตลาดที่ซื้อขาย เว้นแต่จัดเข้าเป็นเพื่อค้าหรือเผื่อขาย

6.     กิจการที่ถือหุ้นทุนในบริษัทอื่นตั้งแต่ 20% ขึ้นไปโดยทั่วไปจะจัดเป็นเงินลงทุนในบริษัทร่วม (ตั้งแต่20% แต่ไม่เกิน 50%) ถ้าถือตั้งแต่ 50% ขึ้นไปจัดเป็นบริษัทย่อย ทั้งสองถือเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ไม่แสดงด้วยวิธีราคาตลาด แต่แสดงด้วยวิธีส่วนได้เสีย (Equity Method) สำหรับเงินลงทุนในบริษัทร่วม และต้องจัดทำงบการเงินรวมเมื่อเป็นบริษัทย่อย

7.     การแสดงวิธีส่วนได้เสีย (Equity Method) คือการทำ One line consolidation

8.     หลักของ One line consolidation คือแสดงส่วนของสินทรัพย์สุทธิที่บริษัทมีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งหมายถึงหุ้นสามัญที่ลงทุนอยู่เท่านั้น

9.     การแสดงด้วยวิธีส่วนได้เสีย (Equity Method) สำหรับเงินลงทุนในบริษัทร่วม คือทุนที่ลง (อาจซื้อมาด้วยราคาสูงหรือต่ำกว่าราคาบัญชีหรือราคายุติธรรมก็ได้ทั้งนั้น) แล้วปรับปรุงทุกครั้งที่แสดงงบการเงินด้วยการเปลี่ยนแปลงส่วนทุนที่บริษัทมีส่วนได้เสีย (คือหุ้นสามัญ) เช่น บวกกำไรขาดทุนของหุ้นสามัญ และหักเงินปันผลจ่าย กรณีที่มีหุ้นประเภทอื่นที่มี Claim เหนือกว่า เช่นหุ้นบุริมสิทธิ์ จะไม่นับแสดงรวม เพราะบริษัทไม่ได้ร่วมในส่วนได้เสีย ดังเช่นหนี้สินของบริษัทร่วมก็ตัดออก แสดงเพียงสินทรัพย์สุทธิ (ส่วนของหุ้นสามัญเท่านั้น)

10. กรณีบริษัทร่วมซื้อสูงหรือต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรม ไม่ต้องแสดงค่านิยมหรือกำไรจากการต่อรอง ซื้อเท่าไรก็แสดงแรกเริ่มที่ราคาซื้อ แล้วต่อมาปรับปรุงเงินลงทุนด้วยกำไรขาดทุนของหุ้นสามัญและหักเงินปันผลจ่ายสำหรับหุ้นสามัญ เงินลงทุนร่วมจะไม่มีการแสดงด้วยราคาประเมินใดๆทั้งสิ้น (PACE จึงแสดงผิดหลักบัญชี ส่งผลให้เกิดการลงรับรู้กำไรที่เกี่ยวข้องผิดในจำนวนที่มากเกินจริง)

11. ค่านิยม และกำไรจากการต่อรองจากการซื้อเกิดเมื่อทำงบการเงินรวม และรายการนี้ จะมากล่าวต่อไปภายหลัง และวิธีการสังเกตถึงการนำมาสู่การทำ Creative accounting & Siphon

วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560

ว่าด้วยเรื่องการเติบโต  Organic Growth กับ Sustainable Growth ตอนที่ 3


ว่าด้วยเรื่องการเติบโต  Organic Growth กับ Sustainable Growth ตอนที่ 3

1.   หุ้นที่โตสูง มักจะโตด้วย Organic Growth

2.   หุ้นที่โตด้วย Inorganic (Non-organic) Growth มักจะมีแนวโน้มอุ๊ยอ้ายเพราะมักมี ค่านิยม (Goodwill) สูง

3.   หุ้นที่มี Leverage สูง (D/E) ROE จะสูงกว่า ROA มาก แสดงว่า มีการเติบโตจากการก่อหนี้ หุ้นพวกนี้ต้องวิเคราะห์ Solvency ratios ให้ดีอย่าประมาท กำไรโตเร็วแต่อาจล้มแบบไม่ตั้งตัวได้ เป็น Tempolary Bankrupcy

4.   หุ้นโตแกร่ง AT (Asset Turnover) จะดี (เมื่อเทียบในอุตสาหกรรม) และนิ่ง GM ก็สูงและนิ่ง มี Strong Solvency มี CFROI > 15% (ส่วนมากเกิน 20%)

5.   คร่าวๆ Solvency ratios ดู Debt/EBIT < 8, D/E < 2, ICR > 3, DCR (Debt Coverage Ratio) < 3

6.   หุ้นที่โครงสร้างการเงินแกร่ง จะโตมั่นคงได้ยาวนานกว่า หุ้นโตเร็วจะมี Margin ต่างสูง แต่จะดำรงได้นานไหมต้องมีโครงสร้างการเงินที่แกร่งประกอบเสมอ ไม่เช่นนั้นอยู่แบบโตมากๆได้ไม่นาน

7.   การจ่ายปันผลสูงแต่อัตราจ่ายปันผลไม่สม่ำเสมอ ระยะยาวจะ deteriorate growth

8.   Dividend Yield ที่ตลาดแสดงเป็น snap shot ไม่ใช่ Dividend Yield ของหุ้นที่เราถือ

ว่าด้วยเรื่องการเติบโต  Organic Growth กับ Sustainable Growth ตอนที่ 2


ว่าด้วยเรื่องการเติบโต  Organic Growth กับ Sustainable Growth ตอนที่ 2

การเติบโต  Sustainable Growth g(s)

Sustainable Growth นั้นได้เคยกล่าวไว้แล้วว่า g(s) = ROE *(1-b) เมื่อ b คืออัตราจ่ายปันผล บางตำราเรียกค่า (1-b) ว่า retainted rate เข้าใจง่ายๆ คือกำไรที่บริษัทเก็บไว้ใช้ขยายธุรกิจนั่นเอง ถ้าเก็บไว้มากก็จะกู้ได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วน D/E ที่มีเดิม การขยายเพิ่มในส่วน financing resources นี้คือแหล่งเงินทุนระยะยาวภายในที่สำคัญของการขยายตัวหรือการเติบโตของบริษัทนั่นเอง



Organic Growth หามาได้อย่างไรจากนิยามที่บอกไว้การเติบโตของบริษัทที่เติบโตด้วยสินทรัพย์ที่มีอยู่ของบริษัท นั่นคือค่า ROA นั่นเอง แต่ค่านี้ต้องปรับปรุงออกด้วยส่วนแบ่งกำไรหรือเงินปันผล และควรใช้งบเฉพาะของกิจการที่หักเงินลงทุนออกให้หมดเพื่อเหลือแต่ core business เท่านั้น ดังนั้นถ้ากล่าวว่าการเติบโตนี้อยู่ที่ผู้บริหารจะมีฝีมือขนาดไหนที่จะนำทรัพากรมาทำให้เกิดกำไร สรุปง่ายๆว่า g(o) = ROA



g(s) = ROE *(1-b) ---- > Sustainable growth

g(o) = ROA          ---- > Organic growh



ในสภาวะสมดุลแล้ว g(s) = g(o)

ROE *(1-b) = ROA   เมื่อให้  NI/E = ROE และ NI/A = ROA (ใช้ NI ไม่ใช้ EBIT ในกรณีนี้เพื่อถอดสมการได้ง่าย เป็น ROA แบบดั้งเดิม)

จะได้ ROA/ROE  =  1-b หรือ E/A = 1-b

จากสมการนี้บอกว่าอัตราการจ่ายปันผลที่เหมาะสมหรือเกิดสมดุลในระยะยาวคือ

b = 1 – E/A = D/A

หรือเท่ากับสัดส่วนหนี้ต่อสินทรัพย์ทั้งหมด เช่น บริษัทมีค่า D/E ที่ 1.5 เท่า D/A = 1.5/2.5 = 60% ควรจ่ายปันผลในระดับ 60% เป็นต้น นี่คือทางทฤษฎีการเงิน



ถ้าหากในสภาวะทั่วไปที่ g(s) ไม่เท่ากับ g(o)

g(s) = ROE *(1-b)     ……….(1)

g(o) = ROA               ……….(2)

นำเอาสมการ (1)/(2) จะได้  g(s)/g(o)  = ROE *(1-b)/ROA = (1+D/E)*(1-b)

 g(s) * E/A  = g(o) * (1-b) …(3)

จากสมการที่ (3) นี้ sustainable growth = organic growth * (1-b) / (E/A)

When   E = Equity and  A = Assets



หุ้นที่มีส่วนทุนมากๆ (ส่วนทุนนี้รวมทั้งหมดคือรวมกำไรสะสมด้วย = ส่วนของผู้ถือหุ้นทั้งหมด) ย่อมสามารถจ่ายอัตราปันผลที่สูงได้มากกว่า หุ้นที่มีสัดส่วนหนี้สูง (E/A ต่ำๆ) ซึ่งจะจ่ายอัตราปันผลได้ไม่มาก สำหรับธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกันเพราะจะทำให้ g(o) ลดลง สูญเสียหรือแสดงถึงความเสียเปรียบทางการแข่งขันในโลกความจริงหาได้ยากที่ g(o) = g (s) เอาแค่ใกล้ๆ กันก็พอ



การเติบโตแบบ Organic Growth นั้นคล้ายกับ Sustainable Growth แต่ในด้านของ Sustainable Growth จะเน้นด้าน Capital Structure การเติบโตนี้ต้องรักษาระดับ D/E ให้คงที่เสมอ แต่ใน Organic Growth ไม่พูดถึง แต่ก็ไม่ใช่การขยายธุรกิจด้วยการก่อหนี้เพราะมุ่งใช้ทรัพยากรภายในที่มีอยู่ การก่อหนี้หรือเพิ่มทุน ถือเป็นการใช้ External Resources จึงบอกว่าคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน ตรงที่ Organic Growth เน้นทางด้าน Assets Side ส่วน Sustainable Growth เน้นทางด้าน Financing Side



สำหรับนักลงทุนระยะยาวแล้ว การหาหุ้นที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว โดยเฉพาะแนวทาง VI แบบวอร์เรน บัฟเฟตต์ การหาหุ้นที่เติบโตแบบ Organic Growth สำคัญอย่างมาก แนวทางการหามูลค่าหุ้นด้วย EPV (Earning Power Value) ก็อยู่บนหลักคิดเรื่อง Organic Growth

ว่าด้วยเรื่องการเติบโต  Organic Growth กับ Sustainable Growth ตอนที่ 1


ว่าด้วยเรื่องการเติบโต  Organic Growth กับ Sustainable Growth ตอนที่ 1

Growth สองตัวนี้ ไม่เหมือนกันทีเดียว เวลาใช้หลายคนใช้ปนเปกัน ทำให้เกิดการสำคัญผิดได้

Organic Growth คือการเติบโตของบริษัทที่เติบโตด้วยทรัพยากรหรือสินทรัพย์ที่มีอยู่ของบริษัท (Organic growth is growth that comes from a company's existing businesses) เป็นการเจริญเติบโตที่มาจากธุรกิจหลักของบริษัท ซึ่งอยู่ที่ผู้บริหารจะนำทรัพยากรภายในบริษัทมาทำให้กำไรได้ขนาดไหน ซึ่ง Organic Growth จะไม่รวมการเติบโตที่มาจากการควบรวมกิจการอื่น ในด้านของบริษัทจะแบ่งการเติบโตออกเป็น 2 ส่วน คือ Organic Growth กับ Non-Organic Growth (or Inorganic Growth) โดย Organic Growth สามารถแบ่งเป็น 2 ส่วนได้อีก คือสินค้าเดิม ลูกค้าเดิม หรือสินค้าเดิม ลูกค้าใหม่ Organic Growth ที่ดีหรือผู้บริหารที่เก่งควรต้องโตเร็วกว่าตลาด การเติบโตแบบ Organic Growth เป็นการเติบโตที่ปลอดภัยและมั่นใจได้มากกว่าการเติบโตด้วยการหันเข้าสู่ ธุรกิจใหม่ๆ (non-organic) Organic Growth จะมีการใช้สิ่งที่บริษัทมีอยู่แล้วรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งให้เป็นประโยชน์ เช่น ฐานลูกค้ากลุ่มเดิมแต่เพิ่มการบริโภคให้มากขึ้น (Re-used strategy) หรือสินค้าเดิมแต่ขยายฐานลูกค้าออกไป เป็นต้น นั่นคือใช้ฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่หรือใช้ฐานสินค้าเดิม คนที่เรียนด้าน Strategic Managemnt จะรู้จักคำว่า Red-Ocean Strategy การเติบโตด้าน Organic Growth จะอยู่ใน Red-Ocean Strategy ส่วน Non-Organic Growth ในด้าน Strategic Managemnt คือการเติบโตในการขยายธุรกิจไม่ว่าจะเป็นแนวดิ่ง (Vertical Growth) เช่นการขยายธรกิจโดยการขยายไปยัง Downstream หรือ Upstream ก็ตาม หรือขยายไปทางแนวนอน (Horizonal Growth) และยังรวมถึงกลยุทธ์แบบ Blue-Ocean ด้วย (สินค้าใหม่ ตลาดใหม่)



การเติบโตแบบ Non-organic (Inorganic Growth) ที่พบเห็นได้บ่อยๆ คือ การเติบโตโดยวิธีควบรวมกิจการ (M&A) วิธีนี้บริษัทจะซื้อกิจการเพื่อนำงบการเงินมารวมกัน (หรือบันทึกส่วนแบ่งกำไร แล้วแต่กรณีว่าถือแบบร่วมหรือย่อย) วิธีนี้จะว่าไปก็เหมือนกับการเติบโตแบบหลอกๆ ได้เหมือนกันหากไม่วิเคราะห์ให้ดี เพราะบริษัทที่ซื้อมายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย แต่งบการเงินของบริษัทแม่ก็โชว์ว่า มีกำไรเพิ่มขึ้นได้แล้ว บางทีปีที่ไปซื้อก็โชว์กำไรเพิ่มก้าวกระโดดจากกำไรต่อรองจากการซื้อ



การเติบโตแบบ Organic Growth นั้นคล้ายกับ Sustainable Growth แต่ในด้านของ Sustainable Growth จะเน้นด้าน Capital Structure การเติบโตนี้ต้องรักษาระดับ D/E ให้คงที่เสมอ แต่ใน Organic Growth ไม่พูดถึง แต่ก็ไม่ใช่การขยายธุรกิจด้วยการก่อหนี้เพราะมุ่งใช้ทรัพยากรภายในที่มีอยู่ การก่อหนี้หรือเพิ่มทุน ถือเป็นการใช้ External Resoursces จึงบอกว่าคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน ตรงที่ Organic Growth เน้นทางด้าน Assets Side ส่วน Sustainable Growth เน้นทางด้าน Financing Side



สำหรับนักลงทุนระยะยาวแล้ว การหาหุ้นที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว โดยเฉพาะแนวทาง VI แบบวอร์เรน บัฟเฟตต์ การหาหุ้นที่เติบโตแบบ Organic Growth สำคัญอย่างมาก แนวทางการหามูลค่าหุ้นด้วย EPV (Earning Power Value) ก็อยู่บนหลักคิดเรื่อง Organic Growth