วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561

การเลือกกลยุทธ์การเติบโต


การเลือกกลยุทธ์การเติบโต

ไม่มีกลยุทธ์ใดที่ดีที่สุด แต่กิจการจะต้องเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ และทรัพยากรที่มี และสามารถทำได้ ต้องมีทรัพยากรใดที่จะเป็นต้องใช้ในการดำเนินกลยุทธ์นั้นๆ ในด้านการบริหารการจัดการโดยใช้ข้อมูลทางบัญชี ต้องรู้จุดแข็งและจุดอ่อนตนเอง และเลือกเดินกลยุทธ์ให้เหมาะสม การเลือกกลยุทธ์ที่ผิดพลาด บางครั้งอาจเกิดจากกลยุทธ์ที่ผิด แต่บางกิจการอาจล้มเหลวเพราะความไม่พร้อมของทรัพยากรที่ต้องใช้สำหรับกลยุทธ์ และขณะดำเนินไปก็ขาดการปรับปรุงแก้ไขจุดอ่อน สิ่งต่างๆ เหล่านี้สะท้อนผ่านงบการเงินให้ทราบได้ วิสัยทัศน์อาจดูสวยหรูได้ แต่ความพร้อมของทรัพยากรกับผลลัพธ์ที่ปรากฏจะฟ้องผ่านงบการเงินเสมอ

ในทางการบริหาร Corporate เลือกกลยุทธ์การเติบโตได้สองทางคือ

1.Concentric Growth Strategy CGS กลยุทธ์การเติบโตแบบมุ่งเน้น

            ใช้เมื่อธุรกิจเห็นโอกาสในการทำตลาด  (Demand >Supply) 

            ธุรกิจจะทุ่มเท การวิจัย การตลาด การผลิต

            เน้นสินค้าหรือบริการในตลาดใดตลาดหนึ่ง

            อาจจะขยายตัวไปข้างหน้า (Forward )/ถอยข้างหลัง (Backward) ก็ได้    

ข้อดี คือสามารถสร้างจุดแข็งของธุรกิจในการแข่งขันเพราะเกิดความชำนาญ 

ส่วนข้อเสียคือ มีความเสี่ยงเพราะฝากไว้กับสินค้าชนิดเดียว หรือบริการเดียว

ตัวอย่าง เช่น มุ่งธุรกิจอาหาร ก็ไปเพียงด้านนั้นๆ ซึ่งส่วนมากจะเป็นลักษณะนี้ เพราะทำให้เกิดความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ผู้ที่ใช้กลยุทธ์ด้านนี้ จำเป็นต้องควบคุมบริหารการจัดการการดำเนินงานทั้งการบริหารการผลิต การจัดซื้อ การบริหารคลังสินค้า การตลาด การบริหารด้านลูกหนี้ให้มีประสิทธิภาพ เพราะเมื่อบริหารได้ดี จะสร้างทุนหมุนเวียนภายในที่เข้มแข็ง ในงบการเงินจะสะท้อนทาง CFO ในองค์กรฐานข้อมูลทางบัญชีจะช่วยให้การตัดสินใจที่เหมาะสม ทำให้สามารถใช้ Mixed  Marketing Strategy (4Ps-4Cs-4Es) (ไว้จะลงรายละเอียดต่อไป) การมีจุดแข็งภายในนี้ จะทำให้เกิด Moat – Brand ซึ่งเป็นตัวสำคัญของ Business Model - Value Proposition เป็นต้น

Concentric Growth Strategy โดยการขยายตัวในแนวดิ่ง (Vertical Integration) เป็นการขยายการเติบโตในธุรกิจเดิมด้วยกลยุทธ์ในการรวมตัวตามแนวดิ่ง ความหมายคือ การเป็นเจ้าของหรือการควบคุม ตั้งแต่สิ่งป้อนเข้า (Input) ไปยังกระบวนการ (Process) หรือช่องทางต่างๆ ไปยังสินค้าสำเร็จรูป (Output) แบ่งเป็น 2 วิธี ขยายตัวไปข้างหน้า (Forward )/ถอยข้างหลัง (Backward) ถ้ามุ่งหวังการเติบโตแนวดิ่ง ข้อมูลด้านต้นทุนทุกด้าน ไม่ว่าการผลิต การตลาด หรือลอจิสติกต้องละเอียดถึงรายผลิตภัณฑ์ เพราะการขยายตัวทางนี้จะมุ่งเน้นการลดต้นทุน

2.Diversification Growth Strategy DGS - จะกระจายการลงทุนไปในหลายธุรกิจ สร้างความหลากหลายและความแตกต่าง ในการดำเนินงาน  ซึ่งอาจเกี่ยวพันหรือไม่เกี่ยวพันกับธุรกิจเดิมเลยก็ได้  แบ่งออกเป็น 2 กลยุทธ์ คือ กลยุทธ์การกระจายธุรกิจแบบเกาะกลุ่ม  (Concentric Diversification) และกลยุทธ์การกระจายธุรกิจแบบไม่เกาะกลุ่ม (Conglomerate Diversification)

กลยุทธ์การกระจายธุรกิจแบบเกาะกลุ่ม  (Concentric Diversification) มีความแตกต่างจาก Concentric ในที่นี้อาจรวมถึงกิจการที่ขยาย line กำลังการผลิตในกลุ่มตลาดเดิม เพิ่มความหลากหลายในสินค้า ทำธุรกิจอื่นแต่คล้ายแบบเดิม เช่น ฟาร์มหมู ก็ขยายไปทำฟาร์มกุ้ง ฟาร์มไก่ เป็นต้น



การเลือกรูปแบบการเติบโตของกลยุทธ์ มีสองแบบ คือ Organic Growth OG และ Inorganic IG กิจการที่เลือกการเติบโตแบบมุ่งเน้นสามารถใช้ OG or IG ก็ได้ แต่จะไปรูปแบบใดนั้นข้อมูลงบการเงินจะบอกว่าโอกาสความสำเร็จจะใกหรือน้อย เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่เพียง Growth ที่เห็นระยะสั้น แต่ความสำเร็จนั้นยั่งยืนหรือไม่

การบัญชีการเงิน (Financial Accounting) และการบัญชีบริหาร (Managerial Accounting)


การบัญชีการเงิน (Financial Accounting) และการบัญชีบริหาร (Managerial Accounting)

1.     การบัญชีคือกระบวนการเก็บบันทึกรายการที่เป็นตัวเงินทางกิจกรรมต่างๆ ทั่วทั้งองค์กร แยกแยะเป็นกลุ่มประเภทต่างๆ รวบรวมข้อมูล และ นำเสนอข้อมูลเป็นช่วงหรืองวด เพื่อวัดผลและการตัดสินใจของผู้ใช้ข้อมูลทางการเงิน

2.     วัตถุประสงค์ต่างกันของผู้ใช้ข้อมูล หรืองบการเงินจะทำให้รูปแบบการนำเสนอแตกต่างกัน

3.     นักลงทุน สถาบันการเงิน ผู้ใช้งบการเงินจัดเป็น External Users นักลงทุนต้องการข้อมูลเพื่อการตัดสินใจลงทุนในภาพรวม ไม่ได้สนใจว่าข้อมูลที่ได้รับจะจัดการบริหารอย่างไร แต่ใช้ตัดสินใจว่าจะลงทุนต่อไปหรือไม่ ส่วนสถาบันการเงินจะสนใจว่ากิจการที่มาขอสินเชื่อควรได้รับสินเชื่อหรือไม่ หรือที่รับสินชื่อไปแล้ว จะมีศักยภาพในการชำระหนี้หรือไม่ ดังนั้นกิจการที่นักลงทุนไม่สนใจลงทุน สถาบันการเงินอาจปล่อยกู้ เพราะมองกระแสเงินสดที่ได้รับคืนมากกว่ามูลค่ากิจการ

4.     Internal Users คือผู้บริหารและคนในองค์กร ในระดับที่ตัดสินใจที่ต่างกัน ข้อมูลก็ต้องการรูปแบบที่แตกต่างกัน ข้อมูลที่ได้รับจะบอกว่าการตัดสินใจที่ผ่านมาเกิดอะไร และต้องตัดสินใจทำอะไรเพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ ข้อมูลการเงินทางบัญชีในมุมมองผู้บริหารจึงใช้เพื่อตัดสินใจว่าควรต้องทำอะไรต่อไป ส่วนนักลงทุนใช้เพื่อตัดสินใจว่าจะลงทุนหรือไม่

5.     เมื่อมุมมองการใช้ต่างกันการคาดหวังจึงต่างกัน นักลงทุนส่วนมากนำไปใช้ตัดสินใจผิดเกินวัตถุประสงค์ เช่น เช่นเมื่อเป็นแบบนี้ กิจการต้องทำแบบนั้นแบบนี้ จะดีอย่างนั้นอย่างนี้ กลายเป็นคาดหวังเกินจริงได้

6.     บางครั้งก็ไปมองหรือคิดในรายละเอียดมากเกินจริง ทั้งที่รายละเอียดคนที่รู้คือคนปฏิบัติจริงในองค์กร นักลงทุนควรมองที่ถาพใหญ่ ผลกระทบที่เกิดในภาพรวม มากกว่าผลกระทบใยภาพปลีกย่อย

7.     ดังนั้นสิ่งที่นักลงทุนได้รับกับผู้บริหารในองค์กรได้รับในข้อเท็จจริงคือข้อมูลเดียวกัน (ถ้าไม่ตั้งใจบิดเบือน)

8.     เนื่องจากงบการเงินจะเป็นรายงานที่สะท้อนว่ากิจการทำอะไรไป ได้ผลมาอย่างไร และนักลงทุนจะนำรายงานที่ได้รับ (งบการเงิน) ไปเปรียบเทียบกับกิจการอื่นในลักษณะเดียวกันหรือคล้ายกัน ดังนั้นต้องจัดทำขึ้นบนแนวทางเดียวกัน กิจการทเป็นมหาชนจึงต้องมีมาตรฐานฐานกำหนด เพื่อให้ข้อมูลในกิจกรรมแบบเดียวกับเปรียบเทียบกันได้

9.     ส่วนข้อมูลบัญชีเพื่อการบริหาร ก็คือข้อมูลชุดเดียวกันกับบัญชีการเงินเพียงแต่นำเสนอมุมมองที่แตกต่าง อาจรายผลิตภัณฑ์ รายแผนก Business Unit หรือรายละเอียดที่แยกออกมากกว่าบัญชีการเงิน ที่เห็นเพียงยอดรวม

วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

Moral Hazard and Morale Hazard

Moral Hazard and Morale Hazard

คำว่า Moral Hazard นั้นเป็นคำที่มักจะใช้กันหรือพบกันบ่อยๆในแวดวงของการเงิน เศรษฐศาสตร์ มีกำเนิดมาจากเรื่องของการประกันภัย  คำแปลเป็นภาษาไทยตรงๆ อาจจะยังไม่เห็นชัดเจน คือ อันตรายทางศีลธรรมหรือันตรายที่เกิดขึ้นกับการมีศีลธรรม เช่นยกตัวอย่างที่ใช้กันบ่อยๆ ก็คือ การที่เราซื้อประกันภัยสิ่งของไว้แล้ว ก็จะมีแนวโน้มว่าเราจะไม่ใช้สิ่งของนั้นอย่างระมัดระวัง ซึ่งผิดกับการที่เราไม่ได้ซื้อประกัน ก็จะทำให้เราระมัดระวังมากขึ้นนั่นเอง

หรืออีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ เวลาเราซื้อสินค้า IT คนขายก็บอกว่าภายใน 7 วัน ถ้าสินค้ามีปัญหาก็มาเปลี่ยนเครื่องใหม่ได้เลย ก็ทำให้ผู้ซื้อมีแนวโน้มว่าจะใช้แบบสมบุกสมบัน เอาให้เต็มที่ เพราะช่วงนี้เปลี่ยนได้ทั้งเครื่องเลย ไม่ต้องส่งซ่อม นี่ก็คือตัวอย่างของคำว่า Moral Hazard

ในทางการเงิน เช่น การผ่อนปรนความเข้มงวดการให้สินเชื่อ การประกันเงินฝากกรณีสถาบันการเงินล้ม ก็ล้วนเป็นเรื่อง Moal Hazard

วิกฤตการเงินปี 2008 (พศ. 2551) วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger Crisis) ก็เกิดจาก Moral Hazard สถาบีนการเงินนำสินเชื่อรายย่อยบ้านมามัดรวมกันทำเป็น MBS/CD (Morgate Backed Securities/Collateral Debentures) ขายให้นักลงทุนต่างๆ ทั้งสถาบันและทั่วไป โดยให้ผลตอบแทนสูงๆล่อใจ และยังการันตีหลักทรัพย์ที่ขายนั้นด้วยสถาบันการเงินขนาดใหญ่ เช่น Goldman Sachs และเพื่อจูงใจให้การขายโดย Marketing Traders ยังมีการเสนอให้ Commission ที่สูงๆ (ใครมีได้ชมหนัง Margin Call จะเห็นตอนประธานบริษัท เทรดเดอร์ขนาดใหญ่สั่งขายสินทรัพย์เสี่ยงออกให้ลูกค้า โดยจูงใจด้วยการให้โบนัส)

Hazard จึงเป็นสภาวะที่ส่งเสริมให้เกิดความเสียหายโดยศีลธรรม อันเนื่องมาจากความไม่สุจริตใจ หรือขาดความระมัดระวังความเสียหายที่จะเกิดขึ้น

ซึ่งถ้าสรุปง่ายๆ ก็คือ นโยบาย หรือแนวทาง หรือกฎระเบียบอะไรก็ตามที่สร้างขึ้นมา ซึ่งเป็นระเบียบที่ทำให้คนสบายใจ แต่สิ่งที่ตามมาก็คือ พฤติกรรมของคนคนนั้นก็จะเปลี่ยนแปลงไป เพราะรู้สึกมั่นใจ หรือสบายใจที่จะทำ ถึงจะไม่ค่อยดีหรือมีความเสี่ยงนั่นเองมากขึ้น

ส่วน MORALE HAZARD เป็นเรื่องสภาวะทางด้านจิตสำนึกในการป้องกันความเสี่ยง เป็นความเพิกเฉยการป้องกันความเสี่ยงหรือพฤติกรรมเสี่ยง เนื่องจากเห็นว่าในกรณีที่มีความเสี่ยง เช่นบางคนที่ได้เอาประกันภัยทรัพย์สินของตนไว้ แล้วประมาทเลินเล่อไม่เอาใจใส่ ป้องกันอุบัติเหตุหรือความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นต่อทรัพย์สินนั้น โดยถือว่าตนเองได้เอาประกันภัยไปแล้ว บริษัทประกันภัยมีหน้าที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายตามที่ระบุไว้ ในกรมธรรม์ประกันภัย

ทั้งสองกรณีจะคล้ายกันมาก Moral Hazard เกิดเพราะผู้ปฎิบัติมักได้หรือเข้าใจผิดในสาระสำคัญของความเสี่ยง อาจถูกเบี่ยงเบนโดยการเสนอทางที่ให้ผลประโยชน์กลบเกลื่อน ในบางตำรา Moral Hazard เกิดเพราะมี Asymmetry Information ความไม่สมดุลของข้อมูล มีคนที่รู้ข้อมูลความเสี่ยง มากกว่าคนอื่น และโอนความเสี่ยงออกไปให้คนที่รู้ข้อมูลความเสี่ยงน้อยกว่า  Morale Hazard เป็นเรื่องการไม่ปฏิบัติหรือเพิกเฉยปฏิบัติการลดความเสี่ยงเพราะมีคนอื่นรับต้นทุนความเสียหายแทน

วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2561

สินค้าคงคลังหาย


สินค้าคงคลังหาย

เมื่อวานนี้ GGC ดำเนินธุรกิจหลักในการผลิต จำหน่ายผลิตภัณฑ์โอลีโอเคมิคอล ประกอบด้วย เมทิลเอสเทอร์ แฟตตี้แอลกอฮอลส์ แฟทตี้แอซิด แฟทตี้เอมีน และเอสเทอร์ของแอลกอฮอลส์อื่นๆ ได้รายงานผ่านตลาดว่า ณ 31 พค 61 วัตถุดิบจำนวน 71,848 ตัน มูลค่าราว 2,100 ลบ. (เฉลี่ยตกราวตันละ 30,000 บาท) เมื่อเปรียบเทียบกับยอดรายงายในหมายเหตุประกอบงบการเงินรวม ณ 31 มีค. 2561  วัตถุดิบมีมูลค่า 1,329 ลบ. แสดงว่าในช่วง เมย. - พค. 61 ต้องมีการซื้อมากกว่า 800 ลบ. หรือมากกว่า 27,000 ตัน ประเด็นที่น่าสนใจคือ

1. มูลค่าวัตถุดิบที่สูญหาย ราว 14.5% สินทรัพย์รวม ณ 31 มีค. 2561 หรือเทียบกับรายได้ เท่ากับ 45% ขณะที่มี GM ราว 4.5-5% เท่ากับรายได้ไตรมาสที่สองนี้ จะหายไปราว เกือบ 45-50% กำไรขั้นต้นที่ได้มาจะไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายคงที่ในการดำเนินงาน (S&A) ที่มีราว 178 ลบ ณ 31 มีค. 2561 และเมื่อหุกค่าใช้จ่ายจากการสูญหายสินค้าอีกราว 2,100 ลบ ขาดทุนจะเกิดจำนวนมาก (1Q61 NI = 63 MB; Y60 NI = 521 MB)

2. บริษัทกล่าวว่าวัตถุดิบนี้ฝากไว้กับคู่ค้า และสญหายไป ตามการเปิดเผยในหมายเหตุ บริษัทมีสัญญาให้บริการรับฝากเก็บผลิตภัณฑ์เมทิลเอสเทอร์กับบริษัทใหญ่ลำดับสูงสุด และกิจการที่เกี่ยวข้องกันแห่งหนึ่ง และข้อมูลล่าสุด  PTTGC คือผู้ถือหุ้นใหญ่ หมายความว่าผู้ที่ต้องรับผิดชอบความเสียหายจากวัตถุดิบหายคือ PTTGC

3. GGC อ้างว่าระบบการควบคุมภายในดี เพียงแต่พนักงานไม่ปฎิบัติตามระบบ แต่ผมกลับมองตรงข้าม และขยายประเด็นแตกต่างออกไป คำว่าการควบคุมภายในที่ดี ไม่ใช่การมีคู่มือตัวอักษรเป็นเล่มๆ สมบูรณ์ แต่ต้องรวมถึงการปฏิบัติตามระบบด้วย (Compliance) เพราะการเขียนให้ระบบการควบคุมภายใน (Internal Control) ดูดีใครๆ ก็ทำได้ มีตำราบอกไว้ แต่หัวใจสำคัญหนึ่งของการควบคุมภายในคือ การทำให้เกิดการปฏิบัติตามระบบ ดังนั้นการที่พนักงานไม่ปฏิบ้ติตามระบบ บ่งบอกว่าขาดระบบการควบคุมภายในที่สำคัญ หรือบริษัทหย่อนยานในการ review และตรวจสอบการทำตามระบบ

4. เนื่องจากเกี่ยวพันกับคู่ค้าที่เป็นผู้รับฝากสินค้าคือ PTTGC จึงเป็นไปได้สองประเด็นคือ หนึ่ง PTTGC ไม่ได้แยกสินค้าของบริษัท PTTGC และ GGC ออกจากกันชัดเจนหรือวางปะปนกัน เมื่อทาง PTTGC เบิกใช้ผลิตภายในหรือขาย อาจมีการหยิบหรือจำหน่ายออกจากคลังสินค้าผิดโดยเอาของ GGC ไปแทน ของจึงหายไป หรือ สอง สินค้า (วัตถุดิบ) อาจไม่ได้หาย แต่ถูกจัดเก็บในสถานที่คลังสินค้าอื่น หรือกล่าวง่ายๆ คือระบุที่เก็บผิดในระบบคอมฯ (PTTGC และ GGC ลงรายละเอียดที่จัดเก็บอ้างอิงต่างกัน) เมื่อตรวจสอบข้อมูลจึงไม่พบสินค้า

5. ผมตัดประเด็นการขโมยของเพราะคิดว่า สินค้า (วัตถุดิบ) ที่หายไม่ใช่สินค้าบริโภคทั่วไป เป็นสินค้าขั้นกลางเพื่อใช้ผลิตเฉพาะอุตสาหกรรม และจำนวนมากเป็นหลายหมื่นตัน การขโมยขายจึงเป็นไปได้ยาก ร้านขายของเก่าก็ไม่น่ารับซื้อ เมื่อขายยาก จึงไม่รู้ขโมยไปทำไม และจำนวนมากขนาดนี้ถ้าขายโรงงานผลิต ก็ถือว่า volume มาก มีกี่โรงงานที่รับซื้อของจากคนธรรมดาโดยไม่ผ่านบริษัท

6. ย้อนกลับมาที่ประเด็นกล่าวในข้อสี่ ผลกระทบต่อ GGC ได้กล่าวถึงในข้อ 1. ไปแล้ว แต่ในข้อนี้จะเกี่ยวโยงไปถึง PTTGC ไม่ใช่เพียงแค่รับรู้ผลขาดทุน แต่ประเด็นนั้นกระทบน้อยมาก PTTGC มีกำไรงบรวม 1Q61 ที่ 12,000 MB ส่วน GGC มีกำไร 63 MB ถึงแม้ GGC จะขาดทุน แต่รายการดังกล่าวเป็นรายการระหว่างกัน จะหายจริงหรือไม่ก็ตาม ในการทำงบรวมจะตัดออก (รายการระหว่างกัน) ด้วยจำนวนที่น้อยเมื่อเทียบกับ PTTGC และตัดออกในการทำงบการเงินรวม จึงไม่มีผลอย่างเป็นนัยะต่อ PTTGC

7. แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ PTTGC หยิบวัตถุดิบผิดไปผลิตหรือขาย จะมีผลทำให้สินค้าคงเหลือของ PTTGC ผิดไปแน่นอน ในแง่งบรวมอาจไม่มีผล แต่ PTTGC ได้คะแนน CG 5 เต็ม แต่ระบบการควบคุมภายในระหว่างบริษัทในกลุ่มหละหลวม คะแนนที่ได้ยังน่าเชื่อถืออยู่เพียงใด ข้อนี้อาจบ่งชี้ว่าทั้งกลุ่ม ปตท. แท้จริงแล้ว มีการควบคุมภายในและระบบบัญชีที่มีประสิทธิผลดีจริงหรือไม่

8. ผลทางบัญชีที่มีต่องบ PTTGC เมื่อสินค้าคงเหลือผิด จะส่งผลให้กำไรผิดด้วย สินค้าแสดงมากไป กำไรก็จะมากไป สินค้าแสดงต่ำไปกำไรก็จะแสดงน้อยเกินไป แม้ขนาดรายการเมื่อเทียบกับ PTTGC จะไม่มาก แต่ก็ทำให้ขาดความมั่นใจต่อการแสดงมูลค่าใบงบการเงินรายการอื่นๆ

อัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน และตลาดหุ้น


อัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน และตลาดหุ้น

ปัจจัยหลายประการเป็นตัวกำหนดค่าเงิน เช่น

1.         ความแตกต่างของอัตราเงินเฟ้อ

2.         ความแตกต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ย

3.         การมีบัญชีเดินสะพัดขาดดุล มีความหมายว่าประเทศได้ใช้จ่ายเงินในกิจการค้าระหว่างประเทศเกินขีดความสามารถในการหารายได้ของประเทศ ค่าเงินจะอ่อนลง กลับกันจะแข็งขึ้น

4.         หนี้สาธารณะประเทศ ยิ่งมีระดับสูงยิ่งอ่อนลง

5.         เสถียรภาพทางการเมืองและความสามารถเชิงเศรษฐกิจ  

การปรับตัวลงของตลาดหุ้นในปัจจุบันนี้ ที่กล่าวกันคือ การปรับสัดส่วนการลงทุน (ปรับ Portfolio) ในตลาด Emerging Market ทั่วทั้งโลก (บทความที่เขียนเมื่อ 25/5/2561) Market Catialization ของไทย เมื่อเทียบกับอเมริกาน้อยมากราว 1% กว่าๆ เท่านั้น แต่เขาลงทุนในตลาดไทย น่าจะกว่า 1.0 TBht (ล้านๆ บาท) ถามว่าเขาจะขายจนหมดเลยไหม ตอบเลยว่าไม่แน่นอน เพราะถ้าเราสังเกตทุกวันที่ขายก็มีซื้อ เพียงแต่สุทธิเป็นลบ เปรียบเหมือนขายออก แล้วซื้อกลับในราคาต่ำกว่าที่ขาย แสดงว่ายังไงก็มีหุ้นใน Portfoio ดังนั้นจึงไม่ใช่การขายเพราะพื้นฐานเปลี่ยนทุกตัว (บางตัวพื้นฐานอาจเปลี่ยน บางตัวไม่ใช่) จึงอย่าตระหนก แต่ให้กลับมายึดหลักการเสมอ ดูงบการเงิน ดูภาพในระยะยาว



ถ้าค่าเงินบาทอ่อน ตปท. จะขายหุ้นเสมอและหุ้นจะลง คิดง่ายๆ นะครับ ต้นปี ซื้อหุ้น 1 USD ที่อัตรา 31 Bth/USD ถ้าแนวโน้มบาทจะอ่อนลง 10% ถือหุ้นเฉยๆ จะขาดทุนในรูป USD 10% คือ 31/34 = 0.91 USD ดังนั้นเพื่อป้องกันเงินหายไปจากการถือหุ้นเงินบาท ก็ขายก้อนเงินบาทจะอ่อนไปที่ 34 ถ้าขายที่ ค่าเงินที่ 32 (สมมติราคาหุ้นไม่เปลี่ยนแปลง เพื่อง่ายต่อการคิดคำนวณ) จะได้เงินกลับไปที่ 31/32 = 0.97 USD ขาดทุน 3% ซึ่งดีกว่าถือไปเฉย จะเห็นว่าพื้นฐานหุ้นไม่ได้เปลี่ยนแต่ค่าเงินปลี่ยน มุมมองคิดว่าอนาคตจะอ่อนลง การขายก็จะเกิดขึ้น

ทฤษฎีของอัตราแลกเปลี่ยน ในที่นี้จะกล่าวถึง 2 แนวคิด คือเงินเฟ้อกับอัตรดอกเบี้ยแท้จริง

1) แนวคิดทฤษฎี Purchasing Power Parity (PPP เป็นอีกทฤษฎีหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ในการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน แนวคิดนี้กล่าวถึงการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนไว้ว่า “อัตราแลกเปลี่ยนของเงินสกุลใดๆจะถูกกำหนดจากปริมาณสินค้าและบริการที่สนองความต้องการซื้อของประเทศโดยเปรียบเทียบกันระหว่างประเทศ หรือสามารถแสดงในรูปของสัดส่วนของระดับราคาสินค้าและบริการระหว่างประเทศ โดยระดับราคาจะเป็นเครื่องมือสะท้อนถึงค่าของเงินของแต่ละประเทศ ซึ่งก็คืออัตราแลกเปลี่ยนนั่นเอง” หรือ ทฤษฎีความเสมอภาคของอำนาจซื้อ (Purchasing Power Parity : PPP) การใช้ทฤษฎีนี้ในการอธิบายอัตราแลกเปลี่ยนต้องตั้งข้อสมมติว่า

1) ระบบเศรษฐกิจไม่มีภาพลวงตาทางการเงิน  คืออุปสงค์และอุปทานของสินค้าทุกชนิดในแต่ละประเทศเป็น Homogeneous degree zero

2) การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินไม่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจ  หรืออัตราแลกเปลี่ยนที่คำนวณจากค่า PPP ไม่กระทบโดยนโยบายการเงิน

เขียนเป็นความสัมพัน์ได้ดังนี้   S1/S0= (P1/P0) / (P*1/P*0)   หรือ คิดง่ายๆ FX =  k (P/ P*)

เมื่อ S1 และ  S0 คือ Spot Rate ปีที่ 1 และปีปัจจุบัน (0) ส่วนP คืออัตราเงินเฟ้อประเทศ  P* อัตราเงินเฟ้อประเทศเปรียบเทียบ

2) แนวคิดทฤษฎี Monetary Approach ด้วยการพิจาณา real interest rate differential อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเปรียบเทียบตามแบบจําลองนี้ ถ้าอัตราดอกเบี้ยที่ แท้จริงไม่ได้ดุลยภาพ อัตราแลกเปลี่ยนจะห่างจากอัตราแลกเปลี่ยนดุลยภาพระยะยาว ถ้าอัตรา ดอกเบี้ยที่แท้จริงภายในประเทศต่ำกว่าต่างประเทศ ดังนั้นอัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริงของเงินตรา ภายในประเทศจะมีค่าต่ำเกินไป (undervalued) เมื่อเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนดุลยภาพระยะ ยาว ก็จะมีการคาดคะเนการแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริงของเงินตราภายในประเทศชดเชย

เขียนเป็นความสัมพัน์ได้คล้ายแบบแรกดังนี้   S1/S0= (r1/r0) / (r*1/r*0)   หรือ คิดง่ายๆ FX =  k (r/ r*)

เมื่อ r คือ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง real interest rate = norminal rate – inflation rate

ความจริงมีอีกหลายทฤษฎี แต่ที่นิยมใช้อ้างอิงคือสองเรื่องนี้

Norminal rate ใช้อัตรา Prime rate is a commonly used, short-term interest rate in the banking system of the United States. ของอเมริกาอยู่ที่ 5%

U.S. Prime Rate = (The Fed Funds Target Rate + 3) The Fed Funds Rate อยู่ราวๆ 2%

ของไทยอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารอยู่ที่ 1.5%

อัตราเงินเฟ้อไทยอยู่ที่ 0.7% อเมริกา 2.5% การคาดการณ์แนวโน้มเงินเฟ้อของไทยจะสูงขึ้นไปที่ราวๆ 1% ของอเมริกาจะลดลงไปที่ราว 2.2-2.3% ดังนั้นในมุมมองสามถึงหกเดือนอัตราดอกเบี้ยแท้จริงไทย

จะห่างจากอเมริกามากขึ้น

ถ้าพิจารณาดอกเบี้ยจะเห็นชัดว่า อเมริกายังมีแนวโน้มปรับดอกเบี้ยขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลง จึงทำให้ทั้งในแง่อำนาจซื้อเปรียบเทียบและอัตราดอกเบี้ยแท้จริงดีกว่าไทย ดังนั้นระยะสั้นๆใน 3-6 เดือนค่าเงินจะยังค่อยๆอ่อนค่าลงได้ แต่อัตราดอกเบี้ยอเมริกาไม่สามารถขึ้นสูงได้นานเพราะจะกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจได้หากสูงเกินไป นอกจากนี้ ดังที่กล่าวไว้ตอนต้น การดุลบัญชีเดินสะพัด (ดุลการค้าเป็นส่วนประกอบสำคัญส่วนหนึ่ง) ระดับหนี้สาธารณะ และเสถียรภาพทางการเมืองและความสามารถเชิงเศรษฐกิจ การทำสงครามการค้าในปัจจุบัน เพราะอเมริกาต้องการพลิกการขาดทุนดุลการค้าให้กลับมาบวก แต่ระยะยาวผมเชื่อว่าจะมีผลเสียต่ออเมริกามากกว่าบวก จะต่อเสถียรภาพทางความสามารถเชิงเศรษฐกิจ



ด้วยเหุตปัจจัยหลายๆ อย่างและประกอบกับแนวคิดทางหลักวิชาการสนับสนุน ทำให้เชื่อได้ว่าในระยะสามถึงหกเดือนข้างหน้าเราอาจจะยังเผชิญแรงกดดันจากการอ่อนค่าเงินได้ และจะค่อยๆลดความรุนแรงลง เมื่อแรงกดดันค่าเงินหมด ตลาดหุ้นจะกลับมาอีกครั้งด้วยภาพใหญ่ เศรษฐกิจไทยยังดูดีอยู่ในปีต่อๆไป

วันพุธที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561

Institution Imperative (สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่ต้องเกิดขึ้น)


วันนี้ขอนำสิ่งที่วอร์เรน บัฟเฟตต์เขียนไว้ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นเมื่อหลายปีก่อน เขาบอกว่า มีปรากฏการณ์อย่างหนึ่งซึ่งทำให้เขารู้สึกประหลาดใจอย่างมาก เพราะมันไม่เคยถูกสอนไว้ในวิชาบริหารธุรกิจที่เขาเคยเรียนเลย เขาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Institution Imperative (สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่ต้องเกิดขึ้น) มีทั้งหมดสี่ข้อ ได้แก่
1. เมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง จะปฏิเสธไม่ยอมเปลี่ยนแปลงไว้ก่อน เป็นเช่นนี้เสมอ ไม่ว่าบริษัทไหน
2. พอมีเงินทุนเหลือ จะดิ้นรนหาทางใช้เงินนั้นให้หมดไป ไม่ว่าจะทำโครงการต่างๆ นานา หรือเข้าไปซื้อกิจการอื่น
3. ถ้าผู้นำองค์กรอยากทำหรือลงทุนอะไร ไม่ว่าจะงี่เง่าแค่ไหน จะมีลูกน้องหาตัวเลขผลตอบแทนที่ฟังดูสมเหตุสมผลมาสนับสนุนเสมอ
4. ไม่ว่าบริษัทร่วมอุตสาหกรรมเดียวกันจะทำอะไร ก็จะหลับหูหลับตาทำตาม เช่น การขยายกิจการ กำหนดผลตอบแทนผู้บริหาร หรือเข้าซื้อธุรกิจอื่น (นึกถึงกระแสเห่อ 'พลังงานทางเลือก' ในไทยเมื่อหลายปีก่อนเลย)
ดังนั้นจงเลี่ยงและระวังเลือกลงทุนกิจการที่เริ่มพฤติกรรมเช่นนี้ หากกิจการมีการลงทุนใหม่ๆ จึงต้องพิจารณาให้ดีเสมอ และข่าวพวกนี้มักเป็นเหยื่อล่อที่ดี ข้อ 3 และข้อ 4 เป็นข้อที่อันตรายที่สุด เพราะโดยความเป็นจริงผู้บริหารไม่ได้รู้ทุกเรื่อง แต่มักเสนอความคิดออกไป แล้วให้ลูกน้องหาข้อมูล ทำตัวเลขสรุปให้ หากเจอลูกน้องขี้ประจบก็จะนำเสนอให้ตรงจริตผู้บริหาร เมื่อผู้บริหารเห็นตัวเลขว่าสนับสนุนกับที่ตัวเองคิด ก็ยิ่งเชื่อว่าต้องทำทันที สั่งการลงไป แต่ตัวเลขการเงินคือผลจริงของการทำงานคนในองค์กร งบการเงินที่ถูกต้องตรงไปตรงมาจึงไม่บิดเบือน ถ้าระบบบัญชีดี มีการควบคุมดี (ไม่เหมือนบางบริษัทที่บิดเบือน โกงตัวเลข ทำเอกสารปลอม) งบการเงินบอกเรื่องราวเสมอทั้งสิ่งที่เกิดและผลที่จะเกิดในอนาคตจากสิ่งที่ทำไปเสมอ ต้องอ่านและดูเป็น

วันจันทร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561

Principals of Raydalio เครดิต: seneewut


Principals of Raydalio  เครดิต: seneewut

เรย์ได้เขียนวิธีเอาชนะตลาดไว้ว่า

1.มันไม่ง่ายที่จะมั่นใจว่าความคิดเห็นของเรานั้นถูกต้อง ในตลาดคุณสามารถทำการบ้านอย่าง หนักแต่มันก็ยังคงผิดอยู่เสมอได้

2.ความคิดเห็นที่แย่สามารถเปลี่ยนเป็นต้นทุนราคาแพงได้ คนส่วนมากคิดว่าความคิดเห็นนั้น ไม่มีต้นทุน แต่ไม่ใช่ในตลาด นั่นคือเหตุผลที่ทำไมเรย์ถึงเรียนรู้ที่จะระมัดระวังในความคิดเห็น ไม่ว่าเขาจะทำการบ้านหนักแค่ไหน เพราะเขาก็ยังคงไม่แน่ใจอยู่ดี ยกตัวอย่างเช่นถ้าความคิดเห็นของเรา นั้นค่อนข้างจะแย่ โอกาสที่เราจะขาดทุนก็มีสูง จึงนับว่าความคิดเห็นนั้นก็เป็นต้นทุนที่แพงได้เหมือนกัน

3.ความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่มักจะผิดอยู่บ่อยๆ ดังนั้น เราจึงควรมีความคิดที่ยืดหยุ่นและเป็นอิสระ การที่เราจะได้เงินจากตลาดนั้นหมายความว่าเราต้องเป็นฝ่ายถูกในขณะที่คนอื่นเป็นฝ่ายผิด

ดังนั้นสรุปได้ว่า

1.) เราต้องทำงานที่เราอยากทำ ไม่ได้ทำเพราะคนอื่นอยากให้เราทำ จากบทเรียนนี้ เราจะไม่รู้ สึกว่าเรากำลังทำงานอยู่ถ้าเราได้ทำในสิ่งที่เราชอบ มันจะไม่มีแรงกดดันจากอะไรเลย

2.) เข้าถึงความคิดเห็นที่ไม่ฝักใฝ่ทางไหน มีความคิดเห็นที่เป็นอิสระ ยกตัวอย่าง เมื่อเรย์ ต้องการทำเงินจากตลาดเขารู้ว่าเขาต้องรู้จักบริษัท และการประเมินค่าบริษัทจะทำให้หุ้นของบริษัทนั้นน่าสนใจ เขาต้องตัดคูปองจากหนังสือเพื่อแลกกับรายงานประจำปีเพื่อสำรวจพฤติกรรมและความคิด เห็นของบริษัทที่น่าสนใจ

3. ทดสอบความคิดเห็นของเรากับคนที่ฉลาดเท่าที่เราจะสามารถหาได้ และท้าทายพวกเขาจะ ทำให้เราหาสิ่งที่เราผิดพลาดได้ อย่าไปสนใจบทสรุปของคนอื่น สิ่งเดียวที่จะนำมาสู่บทสรุปได้คือ เหตุผลเท่านั้น การมีเหตุผลคือสิ่งที่สมเหตุสมผล และมันจะช่วยเพิ่มโอกาสในการถูกของเราอีกด้วย

4. ระมัดระวังความมั่นใจสุดโต่งเกินไป และคิดเผื่อไว้ถึงสิ่งที่เราไม่รู้ด้วย การสู้กับสิ่งที่เราไม่รู้ คือการหาข้อมูลเพิ่มเติมจนถึงจุดที่มั่นใจว่าได้กำจัดความเสี่ยงในความไม่รู้ออกไปได้ ในโลกนี้ความ เสี่ยงก็คือสิ่งที่เราไม่รู้หรือไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่ถ้าเรายิ่งรู้เยอะมากเท่าไหร่ก็เท่ากับว่าความ เสี่ยงก็จะลดน้อยลงตามความรู้หรือข้อมูลที่เรามีนั่นเอง

5. ต่อสู้ด้วยความเป็นจริง ตอบสนองกับผลลัพธ์ของการตัดสินใจ และเรียนรู้ที่จะปรับปรุง พัฒนาการต่อไป



โดยส่วนตัวผมเมื่ออ่านเจอ 3 ข้อนี้ ตรงจริตผมมาก

1) Trust in Truth ...

2) Realize that you have nothing to fear from truth. ...

3) Create an environment in which everyone has the right to understand what makes sense and no one has the right to hold a critical opinion without speaking up about it.