วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

ลางแห่งความล้มเหลวของธุรกิจ


ลางแห่งความล้มเหลวของธุรกิจ บริษัทส่วนมากที่ล้มเหลวมักจะมีลางอย่างใดอย่างหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งอย่างในประเด็นเหล่านี้

1. นโยบายการบริหารงานผิดพลาด

2. สภาพธุรกิจผิดพลาด

3. พฤติกรรมส่อแววร้าย

4. สภาพการเงินส่อปัญหา

1. นโยบายการบริหารงานผิดพลาด

1.     นโยบายการให้สินเชื่อหละหลวม

2.     ขาดนโยบายการขายและการให้สินเชื่อที่ชัดเจน                

3.     กู้เงินเกินความสามารถใช้คืน    

4.     โครงสร้างทางการเงินเสี่ยงเกินไป          

5.     พึ่งพาเงินกู้ต่างประเทศมากเกินไป         

6.     กู้เงินระยะสั้นมาเพื่อลงทุนระยะยาว

7.     เก็งกำไรด้านเงินตรา เล่นหุ้นตัวเอง         

8.     ยักย้ายถ่ายเทสินทรัพย์ไปกิจการส่วนตัว

9.     เลือกยุทธวิธีผิดพลาด

10. ขาดความเข้าใจและแนวทางที่ชัดเจนเมื่อธุรกิจเติบโต

11. ใช้หรือให้ความสำคัญเงินทุนผิดเป้าหมาย ผิดช่วงวงจร

12. ขาดระบบการตรวจสอบภายในที่ดี

13. ขาดระบบการจัดการผลกำไร (วิธีบริหารกำไร)

14. ขาดวิสัยทัศน์และแผนพัฒนาในระยะยาว

2. สภาพธุรกิจผิดพลาด

1.     ประสิทธิภาพการผลิตต่ำ         

2.     ขยายการลงทุนเกินตัว

3.     ประเภทธุรกิจเป็น Sunset Business

4.     ไม่รู้ตำแหน่งทางการตลาดของตน

5.     ดำเนินกิจการให้ธุรกิจมีความเสี่ยงสูง

6.     กลยุทธ์การลงทุนผิดพลาด

7.     มองข้ามเรื่องคุณภาพผลิตภัณฑ์

8.     จัดกิจกรรมทางการตลาดโดยไม่คำนึงถึงวงจรผลิตภัณฑ์

9.     มองข้ามการแยกแยะผลิตภัณฑ์ (BCG)

10. สูญเสียเงินกับโครงการวิจัยที่ล้มเหลว

11. ขาดการวางแผนรองรับเหตุฉุกเฉิน

3. พฤติกรรมส่อแววร้าย

1.     ตามแห่ทำธุรกิจที่กำลังเฟื่อง  

2.     มุ่งแสวงหากำไรจากธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง     

3.     กู้เงินระยะสั้นขยายกิจการ

4.     เริ่มหาแหล่งเงินกู้ที่มีดอกเบี้ยสูง                     

5.     อิงธุรกิจกับลูกหนี้กลุ่มเดียว        

6.     ยักย้ายถ่ายเทสินทรัพย์        

7.     ธุรกิจมีแต่ลูกหนี้และคดีความ        

8.     เพิ่มทุนซื้อหุ้นของกลุ่มตนเอง

9.     Take over บริษัทกลุ่มเดียวกัน

10. หลีกเลี่ยงภาษี การประหยัดภาษีไม่ใช่การเลี่ยงภาษี

11. ขาดข้อมูลทางบัญชีที่ถูกต้องและทันการณ์

12. ขาดระบบการควบคุมภายในที่ดี

13. ขาดระบบปฏิบัติการทางการเงินที่เบ็ดเสร็จ

14. ฝ่ายการเงินขาดแนวคิดในการบริหารทุนหมุนเวียน

15. ขาดการปลูกฝังแนวคิดในการบริหารเงินสด

4. สภาพการเงินส่อปัญหา

1.     ขาดสภาพคล่องและทุนหมุนเวียน  

2.     รายได้ไม่สมดุลดอกเบี้ยจ่าย         

3.     ลูกหนี้ขยายตัวเร็วกว่ายอดขาย     

4.     พึ่งพาเงินกู้ต่างประเทศมากเกินไป 

5.     เกิดสภาพคล่องเทียม                         

6.     ใช้เงินระยะสั้นชำระหนี้ระยะยาว 

7.     ขาดระบบการควบคุมเงินทุนที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะช่วงขยายธุรกิจ

8.     ขาดแหล่งเงินทุนสนับสนุน ไม่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงิน 

ทำไม จึงใช้ Ruang Alarm และ Ruangsirikulchai Index มาใช้วัดสัญญาณการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจและวัดความเสี่ยงทางการคลัง


ทำไม จึงใช้ Ruang Alarm และ Ruangsirikulchai Index มาใช้วัดสัญญาณการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจและวัดความเสี่ยงทางการคลัง

ต้องแยกแยะให้เข้าใจตรงกันและถูกต้องนะครับว่าวิกฤตเศรษฐกิจกับการชะลอตัวจากวงจรเศรษฐกิจไม่ใช่สิ่งเดียวกัน วงจรทางเศรษฐกิจเมื่อเข้าสู่ช่วงชะลอตัว (Declining) เป็นภาวะปกติของวงจรเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเสมอ หลังการเติบโต (Growth)  และอิ่มตัว  (Saturation/Maturity) หลายคน (เมื่อดูจากการโพส) จะตระหนกจนเศรษฐกิจเหมือนจะพังแบบปี 2540 ช่วงการชะลอตัวจนถดถอย (Recession) ถ้ารุนแรง เกินไป แน่นอนว่าเป็นวิฤต (Crisis) ตัวชี้หรือสัญญาณการชะลอตัวคือหลายๆค่าที่เราดูกันทั่วไป เช่นอัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ การขยายตัวสินเชื่อ อัตราการว่างงาน การส่งออก ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Production Index) อัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงตัวเลขชี้วัดเหล่านี้ก็จะนำเอาข้อมูลต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจมาอธิบาย เช่น ราคาน้ำมัน ระดับหนี้ภาคครัวเรือน อัตราเพิ่มลดใน NPL ฯลฯ ซึ่งใช้บอกให้รู้ว่าเศรษฐกิจกำลังเข้าสู่วงจรใด กำลังชะลอตัวไหม ยังเติบโตไหม แต่ไม่ได้ชี้ชัดว่ากำลังเกิดการถดถอยจนนำไปสู่วิกฤต และแน่นอนว่าการเกิด Crisis ก็จะมีสัญญาณเช่นการชะลอตัวเหมือนกันในการพิจารณา

แต่การชะลอตัวไม่ใช่ว่าต้องเกิดวิกฤตเสมอดังที่กล่าวในตอนต้น Ruang Alarm เป็นค่าวัดหนึ่งที่ผมเห็นว่าง่ายและสมเหตุสมผลดีที่ช่วยบอกว่าการชะลอตัวนั้นก่อให้เกิดวิกฤตได้หรือไม่

Ruang Alarm = ผลรวม (Current Account/GDP) 3 ปีติดต่อกัน ถ้า < -10% ถือว่า แย่ ยิ่งต่ำมากยิ่งเสี่ยงการเกิดวิฤตสูง

ถ้ามาเทียบกับหลักการวิเคราะห์การลงทุนที่พวกเราคุ้นเคย (ผมนำมาใช้อธิบายเทียบเคียงเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ)

Current Account หรือดุลบัญชีเดินสะพัด บอกว่าประเทศค้าขายมีกำไรหรือขาดทุน บวกกับรายได้ค่าบริการ เช่นท่องเที่ยว บริการการเงิน ผลรวมสุทธิเป็นอย่างไร ถ้าขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แสดงว่าประเทศมีรายได้สุทธิติดลบในช่วงปีนั้น ถ้ามองเทียบบริษัทเหมือนกิจการหนึ่ง การค้าขายขาดทุนติดต่อกันสามปี เมื่อเทียบกับผลลิตโดยรวมที่ตนเองทำได้ (GDP) ย่อมแสดงว่ากิจการน่าจะมีปัญหาค่อนข้างสูง ในระดับประเทศการมีบวกบ้างลบบ้างเป็นเรื่องปกติ และการสะสมสามปีติดต่อกันในระดับที่สูงจะไม่เรื่องที่ดี เพราะจะสูญเสียทุนสำรองออกไป Current Account/GDP ที่มากย่อมแสดงว่าตัวหาร (GDP) ต่ำ ก็หมายถึงเรานำเข้ามากินทิ้งกินขว้างมากกว่าการนำเอามาสร้างให้เกิดผลผลิตมวลรวมในประเทศ (GDP) นั่นแสดงว่าคนข้างในรายได้เพิ่มต่ำ การนำเข้าไม่เกิการสร้างผลผลิต ซ้ำยังทำขายก็ไม่มาก (การนำเข้ามาก และเศรษฐกิจภายใน GDP คึกคัก ถือว่าดี – ตัวหารมาก Current Account/GDP จะติดลบน้อย ย่อมไม่ก่อให้เกิดวิกฤต นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งยกเว้นช่วง subprime ที่อเมริกา มี Ruang Alarm < -17% ของอเมริกาก็ลบทุกปี แต่ค่าสะสมสามปียังไม่เกิน ยกเว้นช่วงเกิดวิกฤต

ถ้าติดลบมาก ๆ ทางรัฐก็ต้องก่อหนี้สาธารณะ การก่อหนี้สาธารณะมีทุกปีอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติทุกประเทศ ที่สำคัญคือระดับหนี้ไม่ใช่ขนาดหนี้ดังที่เคยกล่าวในบทความก่อนหน้า การติดลบมากย่อมเร่งการก่อหนี้เร็วมากขึ้น ทำให้หนี้สูงเกิน 60% ต่อ GDP ได้

ส่วน Ruangsirikulchai Index ใช้วัดความเสี่ยงทางการคลัง  โดยค่านี้  = Pulbic Debt/GDP * 10 Yr Gov.Bond Yield

ถ้าเขียนใหม่ = Pulbic Debt* 10 Yr Gov.Bond Yield /GDP = Interest/Revenue

ค่านี้บอกถถึงภาระดอกเบี้ยของภาครัฐที่ต้องแบกรับเมื่อเปรียบกับผลผลิตมวลรวมประเทศ และรายได้ของรัฐ (ภาษี) ก็มาจาก GDP นี่เอง ถ้าเกินกว่า 3% การคลังของประเทศจะมีความเสี่ยงมากขี้น ถ้าฐานรายได้น้อย แต่ต้องจ่ายดอกเบี้ยมากจะทำให้คลังอาจต้องกู้มาจ่ายดอกเบี้ย เหมือนกับเรากดเงินสดบัตรเครดิตจากใบหนึ่งมาจ่ายอีกบัตร ทำวนไปไม่รอบหนี้เราจะเพิ่มทวีอย่างเร็วจนวงเงินเต็มจ่ายบัตรต่อไม่ได้

ดัชนีชี้วัดความเสี่ยงทางการคลัง


ดัชนีชี้วัดความเสี่ยงทางการคลัง

จากบทความก่อนหน้า ที่ผมใช้ค่า Ruang Alarm = ดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP มาบวกเข้าด้วยกัน 3 ปีล่าสุด เพื่อดูว่าเราเข้าใกล้วิกฤติทางเศรษฐกิจหรือไม่

คราวนี้มาวัดความเสี่ยงทางการคลังกัน

1. เคยสงสัยกันบ้างไหมครับว่าทำไม กรีซ ซึ่งมีหนี้สาธารณะต่อ จีดีพี ที่ 160% หรือ อิตาลีที่ 120% กลับพบกับวิกฤติการคลังแบบเป็นเรื่องเป็นราว หนักหนาสาหัสกว่า ญี่ปุ่น ซึ่งมีตัวเลขนี้อยู่ที่ 220%

 2. ผมได้อ่านบทความของคุณ คุณประวิทย์ เรืองศิริกูลชัย “การคลังไท้เก๊ก” (Taiji Fiscal) ซึ่งได้นำเสนอดัชนีที่ชื่อ Ruangsirikulchai Index เพื่อชี้ความเสี่ยงการคลังของประเทศต่างๆ โดยนำเอา ค่าหนี้สาธารณะ ต่อ GDP คูณด้วย ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี

3. โดยมีแนวคิดว่า ประเทศเหล่านี้หากรีไฟแนนซ์เป็นหนี้ระยะยาว 10 ปีทั้งหมด ณ ปัจจุบันแล้ว จะต้องเสียเฉพาะค่าดอกเบี้ยจ่าย คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของ GDP โดยส่วนใหญ่แล้วเงินตรงนี้จะจ่ายไปยัง กองทุนบำนาญทั้งใน และ ต่างประเทศ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของรัฐบาล และ เงินนี้ก็จะจมไปกับกองทุนไม่ออกมาหมุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงเป็นการสูญเสียทางการคลังแบบเปล่าประโยชน์ ค่าเหล่านี้หาได้ง่ายและมีการเปลี่ยนแปลงได้ทุกวัน ทำให้ update ต่อสถานการณ์การคลัง

4. Ruangsirikulchai Index = Pulbic Debt/GDP * 10 Yr Gov.Bond Yield

5. ค่านี้หากต่ำกว่า 1.5% หมายถึง รัฐบาลไม่มีภาระหนักหนานักในการจ่ายดอกเบี้ย ความเสี่ยงการคลังยังอยู่ในระดับต่ำ ประเทศไทยมีค่านี้อยู่ที่ 1.3% เท่านั้น (43% * 3% = 1.29%)

6. ค่านี้หากอยู่ระหว่าง 1.5-3% หมายถึง มีความเสี่ยงของการคลังอยู่ในระดับปานกลาง

7. หากค่านี้อยู่ระหว่าง 3-5 % หมายถึง ความเสี่ยงทางการคลังอยู่ในระดับสูง ต้องรีบรัดเข็มขัดพร้อม ๆ กับกระตุ้นเศรษฐกิจโดยด่วน  

8. หากค่านี้อยู่ระหว่าง 5-10% หมายถึง ความเสี่ยงทางการคลังอยู่ในระดับสูงมาก ๆ ต้องรีบรัดเข็มขัดพร้อมๆ กับกระตุ้นเศรษฐกิจโดยด่วนที่สุด รอช้าไม่ได้เลย ที่จริงเมื่อเริ่มสูงกว่า 3 ก็ต้องเริ่มแล้ว ถ้ายังเกิน 5% อีก ต้องใช้นโยบายที่ฉีดยาแรงขึ้น อาจถึงต้องคีโมกันเลย

9. และหากค่านี้สูงกว่า 10% หมายถึง ความเสี่ยงทางการคลังอยู่ในระดับสูงมาก ๆ ที่สุด ประเทศเข้าข่าย "ล้มละลายทางการคลัง" จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากภายนอก โดยเฉพาะ IMF เช่น กรีซ โปรตุเกส ไอร์แลนด์

10. สำหรับกรีซนั้น ดัชนีนี่อยู่ที่ราว 56% ซึ่งสูงแบบเหลือเชื่อ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าประเทศนี้จึงเข้าขั้น “ล้มละลาย” แล้ว โดยที่แม้รัฐบาลพยายามจะลดการขาดดุลการคลังลง ตามแผนก็คือการลดได้จาก 12.7% GDP เหลือ 8.7% GDP ซึ่งก็ยังเป็นระดับสูงอยู่ดี และ GDP ยังมีแนวโน้มจะลดลงด้วยจากมาตรการรัดเข็มขัดการคลัง จึงพบกับการประท้วงหยุดงานไปทั่วประเทศ

11. ดัชนีนี้สำหรับประเทศ อังกฤษ อเมริกา และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้วขนาดใหญ่นั้น ก็อยู่ในระดับต่ำกว่า “3” ซึ่งเป็นระดับที่อันตรายปานกลาง แม้จะยังไม่เข้าขั้นวิกฤติ ควรเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวิกฤติการคลังในอนาคตได้

12. ปัจจุบันจะพบว่าตัวแปรทั้ง 3 ตัว คือ ตัวเลขหนี้สาธารณะนั้นมีแนวโน้มสูงขึ้นอาจสูงขึ้นไปอีกจากการขาดดุลการคลัง สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว ตัว GDP นั้นมีแนวโน้มยืนๆ หรืออาจลงลงได้หากประเมินว่ามีความเสี่ยงจากภาวะเงินฝืดและ การรัดเข็มขัด รวมถึงตัวแปรผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีนั้นก็อาจสูงขึ้นได้จากความเสี่ยงทางการคลังที่เพิ่มสูงขึ้นและ การไหลออกของเงินทุนไปยังต่างประเทศ

13. สำหรับประเทศไทยยังอยู่ที่ 1.3% เท่านั้น หมายถึงความความเสี่ยงทางการคลังของเรายังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ จึงอาจยังสามารถใช้นโยบายขาดดุลการคลังได้อีกหลายปี  แต่ไทยก็อาจได้รับผลกระทบจาก วิกฤติในต่างประเทศมากระทบได้

แนวคิดเครดิต : taiji - econ by ประวิทย์ เรืองศิริกูลชัย

สัญญาณการชะลอตัวทางเศรษฐกิจมีหลายตัว ในที่นี้จะใช้ค่า Ruang Alarm ของคุณประวิทย์


สัญญาณการชะลอตัวทางเศรษฐกิจมีหลายตัว ในทางทฤษฎีมีกล่าวในตำรามากมาย แต่ที่ยังไม่สอนในตำราอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่ก็ใช้หลักทางตำราเศรษกิจอธิบายเชื่อมโยงได้ ผมเคยอ่านบทความของคุณประวิทย์ เรืองศิริกุลชัย (ถ้าชื่อ นามสกุลผิด ขออภัย ณ ที่นี้) ได้ใช้ดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP มาบวกเข้าด้วยกัน 3 ปีล่าสุด แล้ววัดค่าสรุปออกมา ท่านเรียกอัตราส่วนนี้ว่า Ruang Alarm โดยอาจแบ่งความเสี่ยงของวิกฤติเศรษฐกิจได้เป็น 3 ขั้น คือ

1. ความเสี่ยงสูง : ค่า Ruang Alarm อยู่ที่ระดับแย่กว่า -10% GDP

2. ความเสี่ยงสูงมาก : ค่า Ruang Alarm จะอยู่ที่ระดับแย่กว่า -20% GDP

3. ความเสี่ยงสูงสุดยอด : ค่า Ruang Alarm อยู่ที่ระดับแย่กว่า -30% GDP

โยคุณประวิทย์ได้สังเกตและทดสอบกับประเทศต่าง ๆ หลายประเทศที่ได้เกิดวิกฤตตั้งแต่เป็น วิกฤติต้มยำกุ้งในไทยปี 1997 วิกฤติอาร์เจนติน่าปี 2000 และ ไปถึง วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2008 พบว่าก่อนที่จะเจอวิกฤตประเทศเหล่านี้มีค่าที่วัดได้ดังนี้

-เตกีล่าของเม็กซิโก ค่า Ruang Alarm อยู่ที่ -13% GDP

-ยำกุ้งของไทยนั้น Ruang Alarm อยู่ที่ -21.2%

-วิกฤติอาร์เจนติน่าปี 2000 ค่านี้อยู่ที่ -13.1%

-ก่อนเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ พบว่า อเมริกานั้นมีค่า Ruang Alarm ที่ -17% GDP และ

-วิกฤติยูโรโซน เมื่อไปดูที่ประเทศอ่อนแอในยูโรโซน พบว่า กรีซมีค่านี้สูงถึง -44% GDP

-ไซปรัสที่ -34% โปรตุเกสที่ -33.4% GDP สเปนที่ -28.6% GDP      

จากสถิติของค่าที่วัดได้ของบรรดาประเทศที่เกิดวิกฤต ได้ผล back test ที่นี่น่าสนใจมาก ถ้าอธิบายง่ายๆ ตามหลักเศรษฐศาสตร์ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) สะท้อนสองอย่าง ดุลบัญชีเดินสะพัด คือ ดุลบัญชีที่แสดงเงินที่ไหลเข้าออกประเทศนั้น ๆ จากการซื้อขายสินค้าและบริการของประเทศนั้น ๆ โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ ดุลการค้า (Trade Balance) และ ดุลบริการ (Service Account)



ส่วนดุลการชำระเงิน (Balance of Payment) หมายถึง ผลสรุปของการทางธุรกรรมทางเศรษฐกิจ (Economic transaction) ระหว่างผู้มีถิ่นฐานในประเทศ (Resident) กับผู้มีถิ่นฐานในต่างประเทศ (Nonresident) ในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง ประกอบด้วยดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) และดุลบัญชีเงินทุน (Capital and Financial Account) Ruang Alarm ใช้บัญชีเดินสะพัดไม่ใช่ตัวนี้ที่เป็นดุลการชำระเงิน



ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) แสดงว่าประเทศค้าขายกำไรหรือขาดทุน บวกรายได้ค่าบริการ เช่นท่องเที่ยว บริการการเงิน ถ้าขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แสดงว่าประเทศมีรายได้สุทธิติดลบในช่วงปีนั้น คิดง่าย ๆ เงินในกระเป๋าตังประเทศลด รัฐบาลก็ต้องกู้เงิน พอกู้นาน ๆ (นี่แหละทำไมต้องเอาสามปีติดต่อกัน ไม่ใช่ดูปีเดียว) กู้มาก ๆ ก็ใช้ค่าที่ลบต่อ GDP มาก ๆ ประเทศที่เป็นแบบนี้มันไช่ภาวะชะลอตัวตามปกติแล้ว มันเกิดวิกฤได้ง่าย ๆ เลย ดังนั้นคนที่ถามผมดูอะไร ผมดูแค่ค่านี้แหละในการวัดวิกฤต ส่วนค่าอื่น ๆ แค่ตัวประกอบ ซึ่งบอกแค่เกิดการชะลอตัวหรือลดลงตามวัฏจักรเท่านั้น ถ้าวิกฤตผมถึงขายหมดถือเงินสด ถ้าแต่ลดลงเพราะเศรษฐกิจชะลอตัว ก็เพียงปรับพอร์ต บ้างเบา ๆ แต่ถ้ามีหุ้นดีแล้วแทบไม่ทำอะไรเลย บัฟเฟตต์บอกเสมอว่าเวลาคือเพื่อนที่ดีของนักลงทุน (แต่ต้องเป็นหุ้นที่ดีนะครับ)



เวลานี้เห็นมาเล่นข่าวหนี้ประเทศว่ามากหลายล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ บอกได้เลยไม่น่ากังวลเลยเพราะระดับหนี้จะมากน้อยที่จะเกิดวิกฤตเหมือนปี 40 นั้นให้ดู 2 เรื่องคือ

1. ระดับหนี้ต่อ GDP มากเท่าใด ค่าสากลที่ใช้กันคือไม่ควรเกิน 60% เวลานี้แม้หนี้สาธารณะจะดูมาก แล่ต่ำกว่าค่ามาตรฐาน (เท่าที่ทราบขณะนี้ราวสี่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์) อย่าลืมว่า จีดีพีโตหนี้ก็สามารถโตได้ เหมือนธุรกิจ ระดับหนี้ไม่ได้วัดที่จำนวน แต่ดูที่ D/E อีกสามสี่ปีข้างหน้าใครมาบริหารประเทศหนี้ก็เพิ่มขึ้นทั้งนั้น สิ่งสำคัญญคือ ณ เวลานั้น อย่าก่อหนี้เกินระดับมาตรฐาน อดีตเรากลัวหนี้ห้าล้านล้านบาทเพราะเวลานั้นสูงเกินไป แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปเพราะจีดีพีโต จำไว้เหมือนการวัดค่า D/E

2. หนี้รวมของประทศนั้นเป็นหนี้นอกหรือในประเทศอย่างใด ในอดีตช่วงที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ประเทศมีหนี้ต่างประเทศสูงมากหมายความว่า ถ้าถึงคราวต้องจ่ายหนี้เมื่อครบกำหนด ถ้าเงินทุนสำรองน้อยแล้ว จะเกิดการผิดนัดชำระได้ง่าย ๆ แต่ถ้ารัฐมีหนี้ในประเทศ การกู้ในประเทศก็คือรัฐออกพันธบัตรขายสถาบันกาเงินในประเทศ เมื่อกู้ภายในมากจึงไม่ใช่ปัญหามากนัก เพราะสภาพคล่องธนาคารทั้งระบบยังสูง รัฐสามารถ refinance ขายสถาบันการเงินได้ ประกอบกับค่าเงินบาทยังแข็งแกร่งในสายตาต่างประเทศที่เรามีทุนสำรองมาก รัฐบาลกู้เพื่อการลงทุนพัฒนาด้าน infrastructure ย่อมส่งเสริมเอกชนให้เกิดธรกรรมที่กว้างและมากขึ้น ฐานการจัดเก็บภาษีจะได้มากขึ้นตามมา



จากสองข้อหลักนี้ ผมจึงไม่กังวลว่าหนี้ที่เพิ่มในปัจจุบันจะก่อให้เกิดวิกฤตดังปี 40 แต่ก็ไม่ควรประมาท ที่น่ากังวลที่ควรติดตามมีสองเรื่องหลักคือ ระดับหนี้ภาคครัวเรือน และระดับราคาอสังหาริทรัพย์ กับ financial asset ที่อาจจะกลายเป็นภาวะฟองสบู่ (Bubble Price) แต่ในปัจจุบันผมเห็นว่าระดับยังอยู่ในภาวะจัดการได้และหน่วยงานต่าง ๆ (ธปท.) เฝ้าระวังอยู่จึงไม่กังวล

การเปลี่ยนแปลงทางการบัญชี การออกมาตรฐานใหม่ จะวิเคราะห์อย่างไร


การเปลี่ยนแปลงทางการบัญชี การออกมาตรฐานใหม่ จะวิเคราะห์อย่างไร

ระยะนี้มีการเปลี่ยนแปลงทางมาตรฐานบัญชีที่จะบังคับใช้ในปีนี้ และอนาคตในหลายเรื่อง ทั้งและบางเรื่องเป็นการเปลี่ยนแลงทางสมมติฐาน เช่น พ.ร.บ. เรื่องการจ่ายชดเชยที่ให้จ่ายชดเชยพนักงานเมื่อเกษียณเป็น 400 วัน ปีนี้ก็มีการบังคับใช้ TFRS 15 รายได้ (IFRS 15 Customer Contract Revenue) ปีต่อ ๆไป ก็จะมีอีกหลายฉบับตามมาเช่น เรื่องสัญญาเช่า หรือ TFRS 9 ที่กระทบกับการตั้งหนี้สงสัยจะสูญ (ที่สร้างอารมณ์หวาดกลัวผลกระทบจนเว่อร์มากเกินไป มันกระทบมากน้อยหรืออาจไม่กระทบก็ได้ต้องดูเป็นแต่ละธนาคารไป)

ผลที่ตามมาคือ แล้วจะวิเคราะห์งบต่อเนื่องอย่างไรยิ่งถ้าวิเคราะห์ย้อนหลังเปรียบเทียบยาวๆ หลายปี ซึ่งใช้มาตฐานที่แตกต่าง เมื่อใช้งบย้อนหลังที่ใช้แนวปฏิบัติอย่างหนึ่ง หลังจากนั้นใช้อีกอย่างหนึ่ง บอกเลยครับว่าไม่ต้องกังวล นำงบที่ออกแล้วซึ่งตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีมาใช้ได้เลยทุกปีตามเดิม ถ้าดาวโหลดงบจาก SETSMART ของทางตลาดที่ให้ได้ ห้าปี หรือจากเว็ปใดที่มีงบต่อเนื่องมากกว่านั้นก็ใช้ได้ ไม่ต้องกังวลเพราะ

1. อัตราส่วนที่วิเคราะห์จากการงบการเงินที่เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน จะสามารถกระทบฐานะการเงิน และผลการดำเนินงานได้สองลักษณะคือกระทบมาก และกระทบน้อย

2. ถ้ากระทบในงบแสดงฐานะการเงิน เราจะควรตีความหมายอัตราส่วนที่เปลี่ยนมากแสดงว่ากิจการนั้นในอดีตแสดงหนี้สินหรือสินทรัพย์น้อยเกินความเป็นจริงมาก ถ้าน้อยแสดงว่ามาตรฐานไม่ได้มีนัยยะใดต่อธุรกิจ หรือธุรกิจนั้นไม่ได้มีอะไรที่ผิดปกติ จำไว้อย่างครับว่า การออกหรือเปลี่ยนมาตรฐานเพราะว่าอุตสาหกรรมมีธุรกรรมที่ซับซ้อนมากขึ้น ทำให้หลายกิจการใช้ช่องทางบัญชีทำ Creative Accounting เพื่อสร้างหรือหลบซ่อนให้แสดงฐานะที่ดีเกินจริง กิจการที่ไม่ทำรายการซับซ้อนซ่อนเงื่อน จะไม่ได้รับผลกระทบมากแต่อย่างใด

3. ยกตัวอย่างเช่น การรับรู้รายได้ของอสังหาริมทรัพย์อดีต (ก่อนปี 2554) ที่สามรถจะเลือกปฏิบัติได้จะรับรู้เมื่อโอน (ทั้งจำนวน) หรือตามสัดส่วนงาน (ตามความก้าวหน้างาน) มาเหลือเพียงแบบเดียวคือรับรู้ทั้งจำนวนเมื่อโอน จากรายได้ที่ดูค่อนข้างคงที่ หลังการเปลี่ยน

4. หรือราวก่อนนั้นช่วงปี 2542-3543 ที่มีการใช้มาตรฐานเรื่องการด้อยค่ามาใช้ (ตอนนี้กลายเป็นเรื่องปกติแล้ว) ตลาดก็มีการตระหนกตกใจเช่นกัน หุ้นก็ผันผวน แต่สุดท้ายก็เข้าสู่ปกติผมยังไม่พบว่าหุ้นใดในระยะยาวที่ดี จะเปลี่ยนทิศทางลงเพราะมาตรฐานเลย

5. เช่นด้อยค่า ถ้าลงทุนด้วยการตัดสินใจทางธุรกิจที่ถูกต้องก็ไม่มีทางด้อยค่าแน่นอน มาตรฐานเพียงแค่ทำให้กิจการแสดงมูลค่าสินทรัพย์ให้เหมาะสมกับผลตอบแทนที่ควรได้เท่านั้น

6. ดังนั้นวิเคราะห์ไปตามหลัก ถ้าอัตราส่วนกิจการใดผันผวนมากเมื่อมีการปรับใช้มาตรฐานบัญชี ในช่วงนั้น แสดงว่ามีความไม่เหมาะสมในการดำเนินการโดยเฉพาะนโยบาย (กลยุทธ์) มาตรฐานเรื่องรายได้ก็ไม่ต้องไปวิตก อันนั้นเป็นปัญหาของนักบัญชีเท่านั้น กิจการทั่วไปน้อยมาก ๆ คงไม่มีค้าปลีกหรือบริษัทใด ขายสินค้า 100 บาท แถมบัตรลดเงินสด (หรือแสตมป์) ครั้งหน้า 80 แบบนี้รายได้ถูกปันส่วนไปเป็นหนี้สิน (รายได้รอตัด) มากแน่ ส่วนมากน้อย หรืออาจขายรวมแพ็คเกจ อาจมีรายได้บริการแถมในสัดส่วนที่ไม่ได้มีสาระสำคัญมาก จนอัตราส่วนผลิกผันจากเดิมอย่างมีนัยยะ ถ้าขายรวมแล้วให้ส่วนลด มาตรฐานบอกต้องมาแยกปันส่วนก็ไม่ได้มีผลเลย เพราะปันส่วนอย่างไร เวลาวิเคราะห์อัตราส่วน เราใช้ยอดรวมขายเราไม่ได้ใช้ยอดขายสินค้า A B C แยกกัน (แต่จ่ายเงินรวมเท่าที่เรียกเก็บ) เราใช้ยอดรวมสามสินค้า ดังนั้นมันจะปันไปที่ตัวใดมากน้อยก็เท่าเดิมในยอดรวม (เช่นใครเข้าใจสูตร AT ART) จะเข้าใจว่าไม่มีผลอะไรมากเลย และอย่างที่บอก กรณีที่ขายแบบซื้อครบ 10 ชิ้นแถม 1 ชิ้น ในทางปฏิบัติจริง มักจะจบในไตรมาสหรือปี ที่จริงจะบันทึกอย่างไรจะมีผลต่องบน้อยมาก เพราะส่วนมาก โปรแกรมการตลาดเหล่านี้จะไม่ได้เนิ่นนานยาวหลายปีและครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์ และเป็นกลยุทธ์ในบางสินค้าที่บริษัทต้องการเพิ่มส่วนแบ่งหรือรักษาส่วนแบ่งการตลาดในช่วงหนึ่งเท่านั้น และรายได้รอตัดที่มาตั้งเป็นหนี้สินสุดท้ายจะกลับรายการมาบันทึกเป็นรายได้ภายหลัง สรุปคือไม่ให้รีบลงรายได้ก่อน แต่ให้ทยอยรับรู้ภายหลัง และดังที่กล่าวไว้ มักไม่ได้มีสัดส่วนมากอย่างมีนัยสำคัญ

7. ความจริงถ้าอธิบายในทุกมาตรฐานจะยาวมาก แต่สรุปคือ กิจการที่ดีจะมีผลกระทบน้อยมาก วิเคราะห์ตามปกติ มาตรฐานบัญชีไม่ได้ทำให้กิจการที่ดีเปลี่ยนทิศทางธุรกิจแต่อย่างใด  ที่ดีก็ไม่กระทบ ที่แย่อย่างไรมาตรฐานแค่มาเปิดเผยความจริงที่ซ่อนให้ปรากฎชัดเท่านั้น เพียงแต่ต้องอ่านงบให้เข้าใจ เช่น หนี้สินต่อทุนทางทฤษฎีคือ Debt ไม่ใช่ Liability รายได้รอตัด หนี้สินผลประโยชน์พนักงาน หรือหนี้สินจากสิทธิ์ในสัญญาเช่าระยะยาว (ที่ต้องตั้งจาก TFRS 16) เหล่านี้ไม่ใช่ Debt ทางการเงิน แต่เป็น Liability ทางบัญชี

8. Equity ก็เช่นกัน หุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ที่มีสภาพคล้ายทุน (Perpetual Bond) ไม่ใช่ทุนของผู้ถือหุ้นในทางการเงิน ในทางการเงินมันคือ Debt ประเภทหนึ่ง อาจเรียกว่าคือพวก Hybrid or Quasi Instrument  

9. ไม่เข้าใจการเงินถ่องแท้ ไม่รู้บัญชีให้เพียงพอก็จะอ่านงบหลงทาง ตีความธุรกิจผิดพลาด

วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

บทความเพื่อความเข้าใจเรื่องค่าเงินแข็งในญี่ปุ่น ปี 1990 ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ญี่ปุ่นเกิดวิกฤตเศรษฐกิจไม่ใช่จากค่าเงินแข็ง แต่เกิดจากการใช้นโยบายการเงินพลาดจนนำไปสู่เศรษฐกิจฟองสบู่


ดัดแปลงบางส่วนจากบทความใน JOURNAL OF ECONOMICS ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย พีรเดช ชูเกียรติขจร และ นลิตรา ไทยประเสริฐ ข้อ 1-8
1. วิกฤตเศรษฐกิจปี 1990 ของญี่ปุ่น และวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997 แต่ในปี 1985 ประเทศญี่ปุ่นก็ต้องเผชิญกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศ อันเนื่องมาจากข้อตกลง Plaza Accord ที่เกิดจากการที่ประเทศ
สหรัฐอเมริกามีอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง และค่าเงินดอลลาร์ก็ยังแข็งค่ามากและมีค่าสูงกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้อุตสาหกรรมในสหรัฐอเมริกามีความสามารถในการแข่งขันลดลงอย่างมากและส่งออกสินค้าได้น้อยลง ทำให้เกิดภาวะการขาดดุลการค้าอย่างหนักในสหรัฐอเมริกา
2.ในขณะที่ญี่ปุ่นในขณะนั้นกลับมีค่าเงินเยนที่อ่อนมากเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ ทำให้การค้าของญี่ปุ่นเกินดุลสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมากปัญหาของสหรัฐอเมริกานี้ได้นำ ไปสู่ข้อตกลง Plaza Accord
3. โดยมีการทำข้อตกลงร่วมกัน 5 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ซึ่งได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการแทรกแซงที่จะทำ ให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลง เพื่อลดการขาดดุลทางการค้าของสหรัฐอเมริกา โดยผลของข้อตกลง Plaza Accord นี้ได้ทำ ให้ค่าเงินเยนของประเทศญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นมีการขยายตัวในอัตราที่ลดลง
4. เมื่ออัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นลดลงอันเนื่องมาจากการส่งออกที่ลดลง รัฐบาลญี่ปุ่นได้หันมาใช้นโยบายการเงินแบบขยายตัว เป็นมาตรการในลักษณะที่ทำให้ปริมาณเงินในระบบเพิ่มสูงขึ้นหรือ
ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน (Bank Rate) การปรับลดมาตรการทาง
การเงินบางประเภท เป็นต้น “เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ” แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ มีการกู้ยืมเงินเพื่อการเก็งกำ ไรในตลาดหุ้น อสังหาริมทรัพย์และการลงทุนในกิจการที่ให้ผลตอบแทนต่ำ ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศญี่ปุ่นเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จนท้ายที่สุดในช่วงปลายปี 1990 “ฟองสบู่ของราคา
ที่อยู่อาศัย และราคาหุ้นได้แตกตัวลง” เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงในประเทศญี่ปุ่น ราคาสินค้าภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของประเทศญี่ปุ่น รวมไปถึงการลงทุนทางตรงจากประเทศญี่ปุ่น
5. จากเหตุการณ์ Plaza Accord และค่าเงินเยนที่แข็งค่า บริษัทข้ามชาติของประเทศญี่ปุ่นได้พยายามปรับตัวเพื่ออยู่รอดจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยในกลางทศวรรษที่ 1980 บริษัทต่าง ๆ ในประเทศญี่ปุ่นได้ย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำและการขนส่งทำ ได้ง่าย ซึ่งคือประเทศในกลุ่ม ASEAN
6. โดยการย้ายฐานการผลิตในครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น ก่อนหน้านี้บริษัทข้ามชาติของประเทศญี่ปุ่นก็ได้เริ่มเข้าไปลงทุนในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ทำให้ประเทศในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่กลายเป็นห่านฝูงแรกที่บินต่อจากประเทศญี่ปุ่นดังที่ได้กล่าวในข้างต้น  ไทยเลยได้อานิสงค์กลายเป็นเสือตัวที่ห้าแห่งเอเชีย
7. แต่ในครั้งนี้ขณะที่ค่าเงินของประเทศญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นค่าเงินของประเทศในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ก็แข็งค่าตามค่าเงินเยน ทำให้บริษัทของประเทศญี่ปุ่นที่เข้าไปลงทุนในประเทศอุตสาหกรรมใหม่มีความสามารถในการส่งออกลดลง
8. ในขณะนั้น ASEAN เป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงด้านแรงงานราคาถูก ทำให้ประเทศญี่ปุ่นมีความสนใจในการเข้าไปลงทุนใน ASEAN เพิ่มขึ้นและประเทศในกลุ่มดังกล่าวจึงกลายเป็นฝูงห่านฝูงที่สองที่บินตามประเทศญี่ปุ่นต่อจากประเทศในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่
9. ในช่วงนั้นที่ไทยได้อานิสงค์จากการลงทุนทางตรงจากประเทศญี่ปุ่นในการย้ายฐานการผลิตไปสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราได้มีการทำ BIBF เพื่อเอื้อต่อการไหลเข้า-ออก ของเงินทุนระหว่างประเทศ โดยในเดือนกันยายน 2535 (1992) รัฐบาลอนุมัติให้ธนาคารพาณิชย์สามารถจัดตั้งกิจการวิเทศธนกิจไทย (Bangkok International Banking Facilities : BIBF)
10. เกิดการขายตัวของระบบการเงินของประเทศที่ส่งผลต่อการเกิดหนี้ด้อยสภาพขึ้นมากในสถาบันการเงินและการกู้เงินจากสถาบันการเงินต่างประเทศเพื่อปล่อยกู้ให้กับธุรกิจในเมืองไทย ณ ปลายปี พ.ศ. 2540 หนี้ต่างประเทศของไทยเพิ่มขึ้นในระดับสูงถึง 109,276 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะหนี้ต่างประเทศระยะสั้นที่มีสัดส่วนถึง 65% ของหนี้ต่างประเทศรวม และสัดส่วนเงินสำรองต่อหนี้ระยะสั้นอยู่ในระดับต่ำเพียง 70.40%
11. เกิดการลงทุนเกินตัวในภาคธุรกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะในโครงการภาคอสังหาริมทรัพย์ และฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้เติบโตอย่างมากในช่วงปีพ.ศ. 2530 - 2539 ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน สนามกอล์ฟ สวนเกษตร เนื่องจากผู้ประกอบการมีการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศและระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศที่กำลังร้อนแรงได้ง่าย เพื่อมาลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศ นอกจากนั้นแล้ว ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดความต้องการเก็งกำไร ซึ่งได้ดึงดูดให้มีผู้เข้ามาลงทุนในธุรกิจอย่างมากจนกลายเป็นภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่
12. ค่าเงินบาทถูกโจมตีตั้งแต่ต้นปี 2540 ค่าเงินบาทอ่อนอย่างรุนแรง ภาคธุรกิจที่มีหนี้ต่างประเทศจำนวนมาก ขาดความสามารถในการชำระหนี้ เกิดปัญหาความไม่เชื่อมั่นอย่างรุนแรงต่อสถาบันการเงินในประเทศ รัฐบาลสั่งปิดสถาบันการเงินที่เป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ 18 แห่ง ปิดธนาคารพาณิชย์ 3 แห่ง ธนาคารมีปัญหาสภาพคล่อง หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพิ่มขึ้นสูง โดย NPLสุดที่ 52.3% ของสินเชื่อรวม เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2542
13. ความไม่มีประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายการเปิดให้มีการจัดตั้ง BIBF ที่อนุญาตให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรี โดยไม่มีการเตรียมความพร้อมหรือการกำกับดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ยังคงใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่อยู่ ทำให้ระบบการเงินและเศรษฐกิจของประเทศไม่มีเสถียรภาพปริมาณเงินในระบบได้สูงขึ้นจากเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ เมื่อแบงก์ชาติพยายามดูดซับสภาพคล่องโดยการขายพันธบัตร ยิ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยที่สูงอยู่แล้วไม่ลดลง ยิ่งทำให้เกิดมีเงินทุนไหลเข้ามามากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นแล้วมาตรฐานการกำกับดูแลสถาบันการเงินของไทยก็ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบความหละหลวมของการปล่อยกู้ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว กฎเกณฑ์การกำกับดูแลก็ไม่เข้มงวดเพียงพอที่จะทำให้สถาบันการเงินมีฐานะทางการเงินที่เข้มแข็ง
14. การโจมตีค่าเงินบาทจึงเกิดขึ้น ประกอบกับปัญหาเศรษฐกิจที่สั่งสมมานาน มีการขาดทุนบัญชีเดินสะพัดของประเทศต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนต่างชาติถือโอกาสโจมตีค่าเงินบาทของไทย
15. อย่างไรก็ตามในช่วงปี 1997 การลงทุนทางตรงจากประเทศญี่ปุ่นก็ได้ชะลอตัวลงอันเนื่องมาจากการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ในหลายๆ ประเทศที่ได้รับผลจาก Asian Miracle เป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากการแข็งค่า
ของค่าเงินเยนในช่วงกลางทศวรรษที่ 1985 ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตไปสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ทำให้เศรษฐกิจในภูมิภาคนั้นมีการเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งประเทศเหล่านี้มีปัจจัยเสี่ยงที่คล้ายกัน คือ มีการลงทุนที่เข้ามาอย่างมากจากต่างประเทศ มีอัตราการกู้ยืมที่สูงขึ้นซึ่งส่วนมากจะอยู่ในตราสารหนี้สกุลเงินดอลลาร์ และหนี้ค้างชำระที่เพิ่มขึ้น โดยปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ทำ ให้ความเชื่อมั่นในการ
ลงทุนลดลงถึงแม้ค่าเงินของประเทศผู้รับการลงทุนจะอ่อนค่าลงก็ตาม ซึ่งส่งผลกระทบต่อการลงทุนทางตรงจากประเทศญี่ปุ่นในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997 เป็นอย่างมาก
16. ในช่วงทศวรรษ 90 วิกฤตเศรษฐกิจเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตก จึงทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็เข้าสู่ยุคมืด ซึ่งเรื้อรังจนมาถึงปัจจุบัน คำถามคือว่าทำไมวิกฤตเศรษฐกิจของญี่ปุ่นจึงเรื่องรังมามากกว่า 10 ปี เศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นในปี 2010 อัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ยอดการส่งออกไปยุโรปลดลง ในระหวางนี้ญี่ปุ่นเกิดปัญหาทั้งแผ่นดินไหวและสึนามิ (ในปี 2011) เศรษฐกิจจึงทรุดลง แต่ก็กลับมาฟื้นได้ จากการใช้การกระตุ้นเศรษฐกิจของอาเบะ และมาทรุดอีกครั้งจากการเพิ่มภาษีหรือลดรายได้ในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว เพราะพยายามลดหนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณของรัฐลงเร็วเกินไป ความมั่นใจในการบริโภคลดลง ทำให้กลับไปสู่เงินฝืดอีกครั้งหนึ่ง
17. เล่ามาเสียยาว สรุปคือค่าเงินแข็งไม่ใช่วิกฤตเศรษฐกิจ หากยังสามารถดูแลมิให้เกิดภาวะฟองสบู่ และกระตุ้นความมั่นใจในการบริโภค รักษาระดับหนี้สาธารณะและหนี้ภาคครัวเรือน ไม่ต้องให้ลดลงแต่ให้เติบโตอย่างสมดุลกับการขยายตัวเศรษฐกิจ ตอนนี้ไทยไม่ได้เข้าภาวะวิกฤต แต่ควรระวังไม่ให้เดินตกหลุมวิกฤต

วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2561

Hybrid Financial Instrument


Hybrid Financial Instrument

      เครื่องมือทางการเงินลูกผสมชนิดหนึ่งที่มีองค์ประกอบของเครื่องมือการเงินพื้นฐานสองแบบขึ้นไป ซึ่งมักจะนำเอาลักษณะทั้งการเป็นหนี้สินและส่วนทุนมารวมกันโดยใช้ตัวเชื่อมที่อาจเป็นอนุพันธ์ร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ที่ผ่านมาในตลาดการเงินไทยจะมี Convertible Bond (หุ้นกู้แปลงสภาพ) การออก SLIP (หุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ควบหุ้นบุริมสิทธิ์ ซึ่งสถาบันการเงินไทยออกในช่วงที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งเพื่อรักษาระดับ BIS ให้ได้มาตรฐานโดยไม่ต้องเพิ่มทุน) และก่อนหน้าเกิดวิกฤต กลุ่มอสังหาก็ออก Bond with Warrant กันมาก

หลังตลาดหุ้นไทยผ่านพ้นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจมาได้ ประกอบกับการฟื้นตัวจากช่าง Subprime Crisis (Hamburger Crisis) ตลาดการเงินโลกก็มีการออก  Financial Product ที่ซับซ้อน มาตรฐานการบัญชีสากลก็ต้องออกมารองรับธุรกรรมการเงินที่ซับซ้อมมากขึ้นจากเดิมที่ออก IAS 39 ก็ปรับพัฒนาจนมาเป็น IFRS 9

       ในตลาดหุ้นไทยก็เช่นกัน แต่ถ้าเรามีความเข้าใจแล้วจะพบว่า Hybrid Instrument ที่ออกมานี้ความจริงคือเหล้าเก่าในขวดใหม่ทั้งสิ้น เพียงชื่อและยี่ห้อใหม่ แต่ความจริงเนื้อหาสาระเหมือนเดิม แค่เล่นชื่อใหม่เพื่อเอาประโยชน์ทางภาษี (งานนี้ประหยัดภาษีได้เนียนแค่เปลี่ยนชื่อ สรรพกรก็คือสรรพกร อย่างไรก็ตามนักการเงินไม่ทัน) ตอนนี้นิยมออกกันมากคือ Perpetual Bond (หุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ที่มีลักษณะคล้ายทุน) บางคนเรียกหุ้นกู้ชั่วลูกชั่วหลาน คือไม่มีระยะเวลาคืนทุน แต่ผู้ออกได้สิทธิ์ไถ่ถอนคืนได้ (ส่วนมากภายใน 5 ปี) และถ้าจะไม่จ่ายดอกเบี้ยตามกำหนดก็ได้ คนถือหุ้นกู้ห้ามเรียกร้อง ฟ้องไม่ได้ มีดีอยู่อย่างเดียว ถ้าเลิกกิจการจะได้คืนก่อนผู้ถือหุ้น (คล้ายหุ้นบุริมสิทธิ์ แต่ถ้ามีหุ้นบุริมสิทธิ์ หุ้นกู้ด้อยสิทธิ์จะได้ก่อน ถัดมาจึงเป็นบุริมสิทธิ์ และหุ้นสามัญตามลำดับ)

      Redeemable Preferred Stock (RPS) คือหุ้นบุริมสิทธิ์ไถ่ถอนได้ หุ้นบุริมสิทธิ์คือหุ้นที่ได้สิทธิในการคืนทุนหลังหนี้สินแต่ก่อนหุ้นสามัญ ไม่มีอายุเหมือนหุ้นสามัญ ไม่มีสิทธิ์ออกเสียง และนิยมกำหนดผลตอบแทนคงที่ (และร่วมรับเพิ่มได้ถ้าผู้ถือหุ้นสามัญได้รับปันผลจากกำไรสูงกว่าอัตราปันผลที่บุริมสิทธิ์ได้รับ (เช่น PS กำหนดว่าจะได้ 5 บาทต่อหุ้น ถ้ากิจการประกาศจ่ายปันผลหุ้นสามัญ (CS-Common Stock) 7 บาท หุ้น PS จะได้บวกเพิ่มอีก 2 บาท) RPS นี้ให้สิทธิ์กิจการไถ่ถอนหรือซื้อคืนได้ ปกติเงินผลตอบแทนที่จ่ายให้บุริมสิทธิ์ เรียกเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ์ จะหักจากกำไรสุทธิ และไม่ถือเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี ทางกฎหมายถือว่าหักจากผลกำไร จะไม่ถือเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี

     Perpetual Bond (PB) ถ้าดูโครงสร้างกระแสเงินสดที่เกี่ยวข้อง จะพบว่าไม่แตกต่างจาก Redeemable Preferred Stock เลย คือไม่มีอายุ แต่ถูกไถ่ถอนได้ก่อนกำหนดได้ จ่ายผลตอบแทนคงที่ ความต่างมีอย่างเดียวคือ ผลตอบแทนที่จ่าย PB เรียกดอกเบี้ยหักเป็นค่าใช้จ่าย ได้ประโยชน์ทางภาษีนิติบุคคล และผลตอบแทนที่จ่าย RPS เรียกเงินปันผล ไม่ถือเป็นค่าใช้จ่าย ไม่ได้ประโยชน์ทางภาษีนิติบุคคล แต่ได้ประโยชน์ทางภาษีบุคคลธรรมดา (นำไปเครดิตภาษีได้) ดังนั้นในทางกฎหมายภาษีคือ PB ให้ประโยชน์ทางภาษีนิติบุคคล RPS ได้ประโยชน์ทางภาษีบุคคลธรรมดา

    ในความเห็นส่วนตัว ผมถือว่า PB ก็คือ RPS นั่นเองพียงแต่นักการเงินเล่นคำจากหุ้นบุริมสิทธิ์เป็นหุ้นกู้ โอนย้ายประโยชน์ทางภาษีจากบุคคลธรรมดา (นักลงทุน) ไปให้บริษัทแทน (จ่ายภาษีนิติบุคคลลดลงจากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย) และผมเห็นว่า Perpetual Bond ควรบันทึกเป็นหนี้เพราะ

1. โดยหลักการเงินและภาษี ผลประโยชน์ที่ได้ทางภาษีนิติบุคคลคือหนี้สิน ส่วนผลประโยชน์ทางภาษีบุคคลธรรมดาคือทุน

2. ความตั้งใจของบริษัทคือไถ่ถอนค่อนข้างแน่นอนอยู่แล้ว ถ้าดอกเบี้ยลดลงกว่าที่ระดมเงิน ดังนั้นสภาพของ Perpetual Bond จึงเปรียบเสมือนมีอายุโดยปริยาย

3. ไม่มีกิจการใดที่จะยอมจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าปกติไปเรื่อย ๆ แม้เงื่อนไขหุ้นกู้จะบอกว่าถ้าหากปีไหน ขาดทุนอาจระงับการจ่าย (แต่เมื่อไรมีกำไรอาจต้องจ่ายดอกเบี้ยคงค้างย้อนหลังด้วย)

4. ในหลักการเงิน อัตราส่วน D/E คือการพิจารณาโครงสร้างเงินทุน ในอีกด้านหนึ่งคือเมื่อเกิดการเรียกร้อง หนี้คือส่วนที่จะได้รับคืนก่อนเจ้าของหุ้น และคำว่า equity นี้นิยามคือ On a company's balance sheet, the amount of the funds contributed by the owners or shareholders plus the retained earnings (or losses). ภาษาทางบัญชีบอกว่าทุนคือสินทรัพย์หักหนี้สิน แต่ถ้าดูจากนิยามทางการเงิน ส่วนของเจ้าของคือกำไรหรือขาดทุนสะสมที่เหลืออยู่ ปกติเวลามีกำไรหลังหักรายจ่ายแล้ว ส่วนที่เหลือนี้ถึงคืนกลับให้เจ้าของหุ้น คำถามง่าย ๆ เบื้องต้นเลยคือ เจ้าของหุ้นเรียกร้องหนี้ (Perpetual Bond) ในส่วนเจ้าของทุนได้หรือไม่ คำตอบคือไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่ควรนับเป็น Equity

5. ในการวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมา หากเรามองเป็นส่วนทุน จะเกิดผลเสียตามมาคือกิจการอาจไปก่อภาระหนี้เพิ่ม ถาระหนี้ที่เพิ่มทำให้ต้องกันกระแสเงินสดเพื่อจ่ายภาระหนี้เพิ่มขึ้น ICR or MICR จะลดลงมาก ทำให้เราคิดว่าระดับหนี้ไม่เสี่ยงทั้งที่  ICR or MICR ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ