วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

หุ้นบุริมสิทธิ์ไถ่ถอนได้และหุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ที่มีลักษณะคล้ายทุน


ความแตกต่างระหว่าง Debt และ Equity

หุ้นบุริมสิทธิ์ไถ่ถอนได้และหุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ที่มีลักษณะคล้ายทุน

(Redeemable Preferred Stock and Perpetual Bond)

มีข้อถกเถียงกันว่า Preferred Stock: Liability or Equity?

1. หุ้นกู้ด้อยสิทธิ (subordinated bond) แท้ที่จริงเนื้อหาต่างกับหุ้นบุริมสิทธิ์หรือไม่

2. คนส่วนมากว่าต่างกันเพราะอายุ ถ้าหุ้นกู้ด้อยสิทธิ (subordinated bond) อายุสักห้าสิบปีถึงร้อยปี กับ หุ้นบุริมสิทธิ์ จะมีเนื้อหาทางการเงินต่างกันหรือไม่

3. การจัดแสดงหุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ที่มีลักษณะคล้ายทุน (Perpetual Bond) ในส่วนของเจ้าของเหมาะสมหรือไม่

4. ประเทศจีนเป็นประเทศประเทศที่มีมูลค่าการออก perpetual bond สูงที่สุดในโลก สูงกว่าประเทศฝรั่งเศส ที่เคยถูกจัดอันดับว่าสูงสุดก่อนหน้า โดยปัจจุบันจีนมีมูลค่าคงค้างของ perpetual bond สูงถึง 287 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

5. Perpetual bond ในจีน ส่วนใหญ่จะกำหนดให้สามารถไถ่ถอนคืนก่อนกำหนดได้ครั้งแรกในอีก 3-5 ปีนับจากวันที่ออก และมักจะไม่ได้เป็นตราสารหนี้ด้อยสิทธิ (subordinated bond) หากผู้ออกไม่ขอไถ่ถอนเมื่อถึงกำหนด ก็มักจะต้องจ่ายคูปองในอัตราที่สูงขึ้นราว 300-500 bps. (เท่ากับ 3-5%) ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงขึ้นค่อนข้างมาก ดังนั้น นักลงทุนจึงคาดว่าผู้ออกจะต้องขอไถ่ถอนคืนเมื่อถึงกำหนดเวลาที่ทำได้ โดย perpetual bond ที่จะครบกำหนดขอไถ่ถอนได้มีจำนวนค่อนข้างสูงในช่วง 3-4 ปีนี้ ที่กว่า 93% ออกโดยรัฐวิสาหกิจจีนที่มีอันดับเครดิตภายในประเทศ (national credit rating) ตั้งแต่ AA+ ขึ้นไป

6. ข่าวจาก Bloomberg เมื่อ 14/3/2019 For years, China’s biggest borrowers relied on accounting alchemy to prop up their balance sheets. Those days are over. Corporate perpetual bonds have almost always been recognized by Chinese auditors as equity, not debt. That enabled state-owned enterprises to borrow billions of dollars without it showing up that way. As part of its effort to shine a light on hidden debt, the Ministry of Finance earlier this year announced changes to its treatment of such securities. Now more than $360 billion worth of bonds could be reclassified as liabilities.

7. สรุปสั้นๆ ง่ายๆ จีนซึ่งระดมเงินด้วยการออก หุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ที่มีลักษณะคล้ายทุน (Perpetual Bond) และผู้สอบบัญชีได้จัดเป็นส่วนทุน (ตามสากลทั่วไป ซึ่งไทยก็ทำแบบเดียวกัน)  ทำให้ทางการจีนเห็นว่าเกิดสภาวะ effort to shine a light on hidden debt กระทรวงการคลังจีนจึงประกาศให้จัดหุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ที่มีลักษณะคล้ายทุน (Perpetual Bond) แสดงเป็นหนี้สิน

8. ในทรรศนะการเงินผมยังยืนยันว่า Perpetual Bond ควรแสดงเป็นหนี้สินไม่ใช่ส่วนทุน โดยเพิ่มมุมมองในทางการเงินดังนี้
- Debt ผลตอบแทนของหนี้สิน (ดอกเบี้ย) จะหักก่อนการคิดภาษี หนี้ในทางการเงินจะมี interest tax shield
- ส่วน Equity ผลตอบแทนจะได้รับหลังกำไรหักภาษี ซึ่งเราจะเรียกว่าเงินปันผล ดูอย่าง Preferred Stock

9. Common Stock ผลตอบแทนจะจ่ายจากกำไรสุทธิหลังหักภาษีเท่านั้น
10. Perpetual Bond ผลตอบแทนที่เกิด
สามารถหักเป็นค่าใช้จ่าย จึงได้ประโยชน์ทางภาษี (Interest Tax Shield)

11. ในนิยามทางการเงิน Equity is the fairness and impartiality towards all concerned, based on the principles of evenhanded dealing. Equity implies giving as much advantage, consideration, or latitude to one party as it is given to another. Along with economy, effectiveness, and efficiency, Equity is essential for ensuring that extent and costs of funds, goods and services are fairly divided among their recipients. See also equitable.

12. ส่วนเจ้าของจะได้สิทธิการพิจารณาตัดสินใจทางการบริหาร กำหนดกลยุทธ์อย่างเท่าเทียมตามสัดส่วน การจัดสรรกำไรสุทธิว่าจะจ่ายคืนเท่าใด

13. จากข้อแตกต่างที่กล่าวมาสองสามประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจ่ายคืนผลตอบแทนของ Perpetual Bondไม่ได้มาจากกำไรสุทธิ มี interest tax shield และไม่ได้สิทธิการพิจารณาตัดสินใจทางการบริหาร หรือกำหนดกลยุทธ์ใด ๆ จึงไม่ควรถือเป็นทุนตามหลักทางการเงิน

14. Accounting: (1) Ownership interest or claim of a holder of common stock (ordinary shares) and some types of preferred stock (preference shares) of a company. On a balance sheet, equity represents funds contributed by the owners (stockholders) plus retained earnings or minus the accumulated losses. (2) Net worth of a person or company computed by subtracting total liabilities from the total assets. In case of cooperatives, equity represents members' investment plus retained earnings or minus losses.                                                                    

15. ในทางบัญชีส่วนเจ้าของความหมายคือส่วนที่เหลือของสินทรัพย์หลังหักหนี้สิน

16. นิยามนี้เป็นไปตามทฤษฎีบัญชี เรื่อง Proprietary Theory ; Assets – Liabilities = Equities ในทฤษฎีนี้ equity is the residual interest in the assets of the entity after deducting all its liabilities. Therefore, owners’ equity is not an obligation to transfer assets, but a residual claim. ส่วนเจ้าของไม่ใช่ภาระในการส่งมอบสินทรัพย์ แต่คือส่วนที่เหลือภายหลังการส่งมอบภาระ (Obligation)

17. ดังนั้นถ้าพิจารณาตามทฤษฎีทางบัญชีแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องการดูว่ามีอายุหรือไม่มีอายุ แต่ให้พิจารณาว่าส่วนเจ้าของนั้นต้องคือส่วนสุดท้ายที่หลังการจ่ายคืนทุกภาระแล้ว และนำส่วนที่เหลือมาแบ่งกันอย่าง Fairness และส่วนเจ้าของนี้ควรมีสิทธิ์ในการกำหนดกลยุทธ์การบริหาร

18. ในงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ (Comprehensive Income) สะท้อนให้ทราบว่าส่วนของมูลค่าสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเกิดจากการดำเนินงานที่หักต้นทุนที่จ่ายออกตามทฤษฎีทุนรักษาระดับ (Capital Maintenance) คือส่วนของเจ้าของ  ในข้อ 14 จึงบอกว่าทำไมจึงถือเพียงหุ้นบุริมสิทธิ์บางอย่างเท่านั้นที่ถือเป็นทุน ไม่ใช่ทุกประเภท

15. สรุปแล้วผมจึงเห็นว่าหุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ที่มีลักษณะคล้ายทุน (Perpetual Bond) ควรจัดเป็นหนี้สินจึงเหมาะสมและถูกต้องในทางทฤษฎีบัญชีและการเงิน

Merger and Acquisition (M&A)


Merger and Acquisition (M&A)

1. การรวมธุรกิจ หรือการควบรวมกิจการ (Merger) หมายถึง การที่บริษัทตั้งแต่สองบริษัทขึ้นไปตกลงรวมกิจการกัน โดยอาจรวมกันแล้วเกิดได้ ดังนี้

A+B = > C  รวมแล้วตั้งบริษัทใหม่

A+B = > A or B รวมแล้วยังคงบริษัทเดิมแห่งใดแห่งหนึ่งไว้ (Aไปเป็น B หรือกลับกัน)

2. การรวมธุรกิจข้อสังเกตคือจะเกิดการทำ Share Swap or Stock Swap หรือการแลกหุ้น

การรวมธุรกิจโดยหลักการต้องการให้เกิด Synergy 1+1 > 2

3. Synergy คือ การที่บริษัทสองบริษัทรวมกันจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่บริษัทมากกว่าการที่แต่ละบริษัทแยกกันดำเนินกิจการ เช่น บริษัท A รวมกับ บริษัท B กลายเป็น บริษัท C แล้วทำให้มูลค่าของบริษัท C มากกว่ามูลค่าของบริษัท A บวกกับ มูลค่าของบริษัท B ถือว่าเกิด การเพิ่มมูลค่า

4. และผลของการเพิ่มมูลค่ามาจากการได้รับประโยชน์ต่าง ๆ เช่น เกิด Operation Synergy การลดต้นทุน (Cost Reduction) จากการประหยัดต่อขนาดจากจำนวนการผลิตที่เพิ่มขึ้นทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง (Economy of Scale) เป็นต้น

5. หรือเกิด Financial Synergy เช่น การมีโอกาสทางการเงินมากขึ้น (Financial Opportunity) เนื่องจากขนาดบริษัทที่ใหญ่จะเป็นที่ดึงดูดของนักลงทุน อีกทั้งยังทำให้บริษัทมีความสามารถในการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินต่าง ๆได้โดยมีต้นทุนเงินทุนที่ต่ำลง หรือมีความสามารถแข่งขันทางการตลาดมากขึ้นจากการมีสัดส่วนการตลาดมากขึ้น เป็นต้น

6. ในทางบัญชีการควบรวมแบบนี้จะใช้ Pooling of Interests Method ใช้กับ Merger รายการในงบรวมกันที่มูลค่าทางบัญชี (Booked Value) ไม่มีค่านิยม

7. ในทางบัญชี มีภาษาเฉพาะเรียกว่าการรวมธุรกิจภายใต้การควบคุมเดียวกัน Business combination under common control เช่นในบางกรณี บริษัท A ถือว่าเข้าไปควบคุมบริษัท B จะไม่มีการซื้อเกิดขึ้นเลยก็ได้ คำว่า การรวมธุรกิจภายใต้การควบคุมเดียวกัน (Business combination under common control )

ไม่มีการซื้อธุรกิจเกิดขึ้น แต่จะเกิดการแลกหุ้น (Share Swap or Stock Swap)

8. การซื้อกิจการ (Acquisition) ในทางทฤษฎี มีได้สองลักษณะคือ

- ซื้อสินทรัพย์ หรือการซื้อเพียงหน่วยงาน

- ซื้อหุ้นหรือการซื้อธุรกิจ อาจซื้อบางส่วนจนมีอำนาจควบคุมหรือซื้อทั้งหมด

การซื้อกิจการหรือได้มาซึ่งหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงของกิจการอีกแห่งหนึ่งบางส่วนหรือทั้งหมดนั้น โดยกิจการที่เข้าไปซื้อหุ้นอาจเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารหรือไม่ก็ได้ ซึ่งสามารถดำเนินการได้ตามวิธี ดังนี้ การซื้อหุ้น โดยชำระค่าหุ้นเป็นเงินสด (Cash) หรือ หุ้นออกใหม่ (Share Swap) ก็ได้

ในทางบัญชี

9. การซื้อธุรกิจ จะเกิดกำไรจากการต่อรองจากการซื้อเมื่อจ่ายซื้อธุรกิจน้อยกว่ามูลค่ายุติธรรมสินทรัพย์สุทธิ (มูลค่ายุติธรรมสินทรัพย์หักมูลค่ายุติธรรมหนี้สินสุทธิ = มูลค่ายุติธรรมของส่วนเจ้าของ) x % การถือหุ้น

10. ในกรณีการซื้อธุรกิจ ซื้อธุรกิจมากกว่ากว่ามูลค่ายุติธรรมสินทรัพย์สุทธิ (มูลค่ายุติธรรมจะเกิดค่านิยมขึ้นสินทรัพย์หักมูลค่ายุติธรรมหนี้สินสุทธิ = มูลค่ายุติธรรมของส่วนเจ้าของ) x % การถือหุ้น

11. ดังนั้นในงบรวมจะมีค่านิยม และอาจมีสินทรัพย์ไม่มีตัวตนอื่นอีก เช่น มูลค่าความสัมพันธ์กับลุกค้า เครื่องหมายการค้า เป็นต้น งบเฉพาะจะไม่มี รายการสินทรัพย์ไม่มีตัวตนอื่นยกเว้นค่านิยม ต้องทยอยตัดจำหน่ายและสามารถด้อยค่าลงเหมือนสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่น ๆ

12. ค่านิยมจะไม่มีการทยอยตัดจำหน่าย แต่เกิดการด้อยค่าได้ และหมดหรือตัดออกเมื่อขายธุรกิจนั้นออกไป

13. เราดูงบเพื่อการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่เพื่อไตรมาสหน้า เดือนหน้า ดังนั้น ณ วันที่มีข่าวการเข้าซื้อกิจการจะไปคาดหวังกำไรในครั้งหน้าปลายปีในปีที่มีข่าว = กำไรปี A + กำไรปี B ไม่ได้ เพราะกำไรงบรวมปีแรก = กำไร A + กำไร B x (สัดส่วนที่ซื้อ + สัดส่วนระยะเวลาที่ได้เข้าถือ) ปีต่อไปถึงจะเต็มปีตามสัดส่วน ดังนั้นคนเล่นแต่ข่าวดูงบไม่เป็น อาจขายหุ้นเพราะนึกว่าไปซื้อแล้วกำไรมีโต แต่ถ้าย่อยโตได้ปกติ ย่อยนั้นมีขนาดมีนัยะการลงทุนที่มากพอควรกำไรงบรวมจะมีการเติบโตที่เปรียบเหมือนอัตราเต็มปี จะดูเหมือนโตมากเมื่อเทียบไตรมาสปีก่อน ดังนั้นถ้าเข้าใจการบันทึกบัญชีจะรู้ว่าทำไมถึงแสดงผลแบบนั้น

14. ปี 2017 การควบรวมกิจการหรือ M&A นั้นมีมูลค่าทั้งสิ้น 3.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ปีนี้เป็นปีที่ 4 ติดต่อกันที่มูลค่าของการควบรวมกิจการนั้นถือว่าโตแบบต่อเนื่อง แต่ในปี 2017 นั้นยอดการทำ M&A นั้นลดลง 1% จากปี 2016

15. ส่วนทวีปที่มีมูลค่า M&A มากที่สุดคือทวีปอเมริกาเหนือซึ่งในปีนี้มีมูลค่าเกือบๆ 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนทางเอเชียยกเว้นจีนและญี่ปุ่นอยู่ที่ 400,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

16. ตัวอย่างดีลในต่างประเทศ เช่น Atlantia และ Hotchief แย่งกันซื้อกิจการ Abertis โดย Abertis นั้นเป็นบริษัทในประเทศสเปนที่เน้นด้านการบริหารโครงสร้างพื้นฐานอย่างทางด่วนในทวีปยุโรปที่รวมกันแล้วยาวถึง 8,000 กม. และโครงสร้างพื้นฐานระบบโทรคมนาคม ซึ่งต่างฝ่ายยื่นข้อเสนอซื้อกิจการ ดีลนี้มีแววว่าจะยืดเยื้อและไม่จบง่ายๆ แน่นอน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่แพ้อาจยื่นเรื่องฟ้องศาลในการซื้อกิจการครั้งนี้

17. Disney ซื้อกิจการของ 21st Century Fox โดยทาง Disney ได้ยื่นข้อเสนอซื้อกิจการของ 21st Century Fox เป็นมูลค่า 52,400 ล้านเหรียญ ทาง Brand Inside ได้วิเคราะห์การซื้อกิจการครั้งนี้ไว้แล้ว รวมไปถึงข้อกังวลของผู้ที่อยู่ในหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งเป็นห่วงเรื่องการผูกขาดทางด้านช่องกีฬา อย่างไรก็แล้วแต่ดีลนี้น่าจะประสบความสำเร็จได้ดี แต่ถ้าหากไม่ประสบความสำเร็จก็ยังมีรายอื่นๆ ที่สนใจใน 21st Century Fox อย่าง Comcast หรือแม้แต่ Verizon ที่สนใจ

18. CVS Health ซื้อกิจการของ Aetna บริษัทประกันอย่าง CVS Health ที่เป็นยักษ์ใหญ่ร้านขายยาและแพลตฟอร์มการขายยา ได้ประกาศซื้อกิจการบริษัทประกันสุขภาพอย่าง Aetna ด้วยมูลค่าสูงถึง 69,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

19. Broadcom ซื้อกิจการของ Qualcomm และดีลที่ใหญ่ที่สุดแห่งปี 2017 (ถึงแม้ว่าจะยังไม่สำเร็จในปีนั้น) Broadcom ซื้อกิจการ Qualcomm ผู้ผลิต SoC รายใหญ่ของโลกเช่นชิพในโทรศัพท์มือถือชื่อดังอย่าง Snapdragon หรือชิพโมเด็ม LTE ในโทรศัพท์มือถืออย่าง iPhone โดยยื่นข้อเสนอไปสูงถึง 130,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และดีลครั้งล่าสุดนี้ Broadcom นั้นใช้วิธีในการซื้อกิจการของ Qualcomm โดย Broadcom จะเสนอบอร์ด 11 คนให้กับผู้ถือหุ้น Qualcomm เลือกเข้าไป แล้วให้บอร์ดนั้นรับอนุมัติการซื้อกิจการของ Broadcom

20. ของไทยในที่ผ่านมาก็มีเป็นระยะแต่ไม่ได้ใหญ่ เช่น BECL+BMCL ล่าสุดก็คือการควบรวมกิจการธนาคาร TCAP+TMB

ลางแห่งความล้มเหลวของธุรกิจ


ลางแห่งความล้มเหลวของธุรกิจ บริษัทส่วนมากที่ล้มเหลวมักจะมีลางอย่างใดอย่างหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งอย่างในประเด็นเหล่านี้

1. นโยบายการบริหารงานผิดพลาด

2. สภาพธุรกิจผิดพลาด

3. พฤติกรรมส่อแววร้าย

4. สภาพการเงินส่อปัญหา

1. นโยบายการบริหารงานผิดพลาด

1.     นโยบายการให้สินเชื่อหละหลวม

2.     ขาดนโยบายการขายและการให้สินเชื่อที่ชัดเจน                

3.     กู้เงินเกินความสามารถใช้คืน    

4.     โครงสร้างทางการเงินเสี่ยงเกินไป          

5.     พึ่งพาเงินกู้ต่างประเทศมากเกินไป         

6.     กู้เงินระยะสั้นมาเพื่อลงทุนระยะยาว

7.     เก็งกำไรด้านเงินตรา เล่นหุ้นตัวเอง         

8.     ยักย้ายถ่ายเทสินทรัพย์ไปกิจการส่วนตัว

9.     เลือกยุทธวิธีผิดพลาด

10. ขาดความเข้าใจและแนวทางที่ชัดเจนเมื่อธุรกิจเติบโต

11. ใช้หรือให้ความสำคัญเงินทุนผิดเป้าหมาย ผิดช่วงวงจร

12. ขาดระบบการตรวจสอบภายในที่ดี

13. ขาดระบบการจัดการผลกำไร (วิธีบริหารกำไร)

14. ขาดวิสัยทัศน์และแผนพัฒนาในระยะยาว

2. สภาพธุรกิจผิดพลาด

1.     ประสิทธิภาพการผลิตต่ำ         

2.     ขยายการลงทุนเกินตัว

3.     ประเภทธุรกิจเป็น Sunset Business

4.     ไม่รู้ตำแหน่งทางการตลาดของตน

5.     ดำเนินกิจการให้ธุรกิจมีความเสี่ยงสูง

6.     กลยุทธ์การลงทุนผิดพลาด

7.     มองข้ามเรื่องคุณภาพผลิตภัณฑ์

8.     จัดกิจกรรมทางการตลาดโดยไม่คำนึงถึงวงจรผลิตภัณฑ์

9.     มองข้ามการแยกแยะผลิตภัณฑ์ (BCG)

10. สูญเสียเงินกับโครงการวิจัยที่ล้มเหลว

11. ขาดการวางแผนรองรับเหตุฉุกเฉิน

3. พฤติกรรมส่อแววร้าย

1.     ตามแห่ทำธุรกิจที่กำลังเฟื่อง  

2.     มุ่งแสวงหากำไรจากธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง     

3.     กู้เงินระยะสั้นขยายกิจการ

4.     เริ่มหาแหล่งเงินกู้ที่มีดอกเบี้ยสูง                     

5.     อิงธุรกิจกับลูกหนี้กลุ่มเดียว        

6.     ยักย้ายถ่ายเทสินทรัพย์        

7.     ธุรกิจมีแต่ลูกหนี้และคดีความ        

8.     เพิ่มทุนซื้อหุ้นของกลุ่มตนเอง

9.     Take over บริษัทกลุ่มเดียวกัน

10. หลีกเลี่ยงภาษี การประหยัดภาษีไม่ใช่การเลี่ยงภาษี

11. ขาดข้อมูลทางบัญชีที่ถูกต้องและทันการณ์

12. ขาดระบบการควบคุมภายในที่ดี

13. ขาดระบบปฏิบัติการทางการเงินที่เบ็ดเสร็จ

14. ฝ่ายการเงินขาดแนวคิดในการบริหารทุนหมุนเวียน

15. ขาดการปลูกฝังแนวคิดในการบริหารเงินสด

4. สภาพการเงินส่อปัญหา

1.     ขาดสภาพคล่องและทุนหมุนเวียน  

2.     รายได้ไม่สมดุลดอกเบี้ยจ่าย         

3.     ลูกหนี้ขยายตัวเร็วกว่ายอดขาย     

4.     พึ่งพาเงินกู้ต่างประเทศมากเกินไป 

5.     เกิดสภาพคล่องเทียม                         

6.     ใช้เงินระยะสั้นชำระหนี้ระยะยาว 

7.     ขาดระบบการควบคุมเงินทุนที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะช่วงขยายธุรกิจ

8.     ขาดแหล่งเงินทุนสนับสนุน ไม่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงิน 

ทำไม จึงใช้ Ruang Alarm และ Ruangsirikulchai Index มาใช้วัดสัญญาณการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจและวัดความเสี่ยงทางการคลัง


ทำไม จึงใช้ Ruang Alarm และ Ruangsirikulchai Index มาใช้วัดสัญญาณการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจและวัดความเสี่ยงทางการคลัง

ต้องแยกแยะให้เข้าใจตรงกันและถูกต้องนะครับว่าวิกฤตเศรษฐกิจกับการชะลอตัวจากวงจรเศรษฐกิจไม่ใช่สิ่งเดียวกัน วงจรทางเศรษฐกิจเมื่อเข้าสู่ช่วงชะลอตัว (Declining) เป็นภาวะปกติของวงจรเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเสมอ หลังการเติบโต (Growth)  และอิ่มตัว  (Saturation/Maturity) หลายคน (เมื่อดูจากการโพส) จะตระหนกจนเศรษฐกิจเหมือนจะพังแบบปี 2540 ช่วงการชะลอตัวจนถดถอย (Recession) ถ้ารุนแรง เกินไป แน่นอนว่าเป็นวิฤต (Crisis) ตัวชี้หรือสัญญาณการชะลอตัวคือหลายๆค่าที่เราดูกันทั่วไป เช่นอัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ การขยายตัวสินเชื่อ อัตราการว่างงาน การส่งออก ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Production Index) อัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงตัวเลขชี้วัดเหล่านี้ก็จะนำเอาข้อมูลต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจมาอธิบาย เช่น ราคาน้ำมัน ระดับหนี้ภาคครัวเรือน อัตราเพิ่มลดใน NPL ฯลฯ ซึ่งใช้บอกให้รู้ว่าเศรษฐกิจกำลังเข้าสู่วงจรใด กำลังชะลอตัวไหม ยังเติบโตไหม แต่ไม่ได้ชี้ชัดว่ากำลังเกิดการถดถอยจนนำไปสู่วิกฤต และแน่นอนว่าการเกิด Crisis ก็จะมีสัญญาณเช่นการชะลอตัวเหมือนกันในการพิจารณา

แต่การชะลอตัวไม่ใช่ว่าต้องเกิดวิกฤตเสมอดังที่กล่าวในตอนต้น Ruang Alarm เป็นค่าวัดหนึ่งที่ผมเห็นว่าง่ายและสมเหตุสมผลดีที่ช่วยบอกว่าการชะลอตัวนั้นก่อให้เกิดวิกฤตได้หรือไม่

Ruang Alarm = ผลรวม (Current Account/GDP) 3 ปีติดต่อกัน ถ้า < -10% ถือว่า แย่ ยิ่งต่ำมากยิ่งเสี่ยงการเกิดวิฤตสูง

ถ้ามาเทียบกับหลักการวิเคราะห์การลงทุนที่พวกเราคุ้นเคย (ผมนำมาใช้อธิบายเทียบเคียงเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ)

Current Account หรือดุลบัญชีเดินสะพัด บอกว่าประเทศค้าขายมีกำไรหรือขาดทุน บวกกับรายได้ค่าบริการ เช่นท่องเที่ยว บริการการเงิน ผลรวมสุทธิเป็นอย่างไร ถ้าขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แสดงว่าประเทศมีรายได้สุทธิติดลบในช่วงปีนั้น ถ้ามองเทียบบริษัทเหมือนกิจการหนึ่ง การค้าขายขาดทุนติดต่อกันสามปี เมื่อเทียบกับผลลิตโดยรวมที่ตนเองทำได้ (GDP) ย่อมแสดงว่ากิจการน่าจะมีปัญหาค่อนข้างสูง ในระดับประเทศการมีบวกบ้างลบบ้างเป็นเรื่องปกติ และการสะสมสามปีติดต่อกันในระดับที่สูงจะไม่เรื่องที่ดี เพราะจะสูญเสียทุนสำรองออกไป Current Account/GDP ที่มากย่อมแสดงว่าตัวหาร (GDP) ต่ำ ก็หมายถึงเรานำเข้ามากินทิ้งกินขว้างมากกว่าการนำเอามาสร้างให้เกิดผลผลิตมวลรวมในประเทศ (GDP) นั่นแสดงว่าคนข้างในรายได้เพิ่มต่ำ การนำเข้าไม่เกิการสร้างผลผลิต ซ้ำยังทำขายก็ไม่มาก (การนำเข้ามาก และเศรษฐกิจภายใน GDP คึกคัก ถือว่าดี – ตัวหารมาก Current Account/GDP จะติดลบน้อย ย่อมไม่ก่อให้เกิดวิกฤต นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งยกเว้นช่วง subprime ที่อเมริกา มี Ruang Alarm < -17% ของอเมริกาก็ลบทุกปี แต่ค่าสะสมสามปียังไม่เกิน ยกเว้นช่วงเกิดวิกฤต

ถ้าติดลบมาก ๆ ทางรัฐก็ต้องก่อหนี้สาธารณะ การก่อหนี้สาธารณะมีทุกปีอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติทุกประเทศ ที่สำคัญคือระดับหนี้ไม่ใช่ขนาดหนี้ดังที่เคยกล่าวในบทความก่อนหน้า การติดลบมากย่อมเร่งการก่อหนี้เร็วมากขึ้น ทำให้หนี้สูงเกิน 60% ต่อ GDP ได้

ส่วน Ruangsirikulchai Index ใช้วัดความเสี่ยงทางการคลัง  โดยค่านี้  = Pulbic Debt/GDP * 10 Yr Gov.Bond Yield

ถ้าเขียนใหม่ = Pulbic Debt* 10 Yr Gov.Bond Yield /GDP = Interest/Revenue

ค่านี้บอกถถึงภาระดอกเบี้ยของภาครัฐที่ต้องแบกรับเมื่อเปรียบกับผลผลิตมวลรวมประเทศ และรายได้ของรัฐ (ภาษี) ก็มาจาก GDP นี่เอง ถ้าเกินกว่า 3% การคลังของประเทศจะมีความเสี่ยงมากขี้น ถ้าฐานรายได้น้อย แต่ต้องจ่ายดอกเบี้ยมากจะทำให้คลังอาจต้องกู้มาจ่ายดอกเบี้ย เหมือนกับเรากดเงินสดบัตรเครดิตจากใบหนึ่งมาจ่ายอีกบัตร ทำวนไปไม่รอบหนี้เราจะเพิ่มทวีอย่างเร็วจนวงเงินเต็มจ่ายบัตรต่อไม่ได้

ดัชนีชี้วัดความเสี่ยงทางการคลัง


ดัชนีชี้วัดความเสี่ยงทางการคลัง

จากบทความก่อนหน้า ที่ผมใช้ค่า Ruang Alarm = ดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP มาบวกเข้าด้วยกัน 3 ปีล่าสุด เพื่อดูว่าเราเข้าใกล้วิกฤติทางเศรษฐกิจหรือไม่

คราวนี้มาวัดความเสี่ยงทางการคลังกัน

1. เคยสงสัยกันบ้างไหมครับว่าทำไม กรีซ ซึ่งมีหนี้สาธารณะต่อ จีดีพี ที่ 160% หรือ อิตาลีที่ 120% กลับพบกับวิกฤติการคลังแบบเป็นเรื่องเป็นราว หนักหนาสาหัสกว่า ญี่ปุ่น ซึ่งมีตัวเลขนี้อยู่ที่ 220%

 2. ผมได้อ่านบทความของคุณ คุณประวิทย์ เรืองศิริกูลชัย “การคลังไท้เก๊ก” (Taiji Fiscal) ซึ่งได้นำเสนอดัชนีที่ชื่อ Ruangsirikulchai Index เพื่อชี้ความเสี่ยงการคลังของประเทศต่างๆ โดยนำเอา ค่าหนี้สาธารณะ ต่อ GDP คูณด้วย ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี

3. โดยมีแนวคิดว่า ประเทศเหล่านี้หากรีไฟแนนซ์เป็นหนี้ระยะยาว 10 ปีทั้งหมด ณ ปัจจุบันแล้ว จะต้องเสียเฉพาะค่าดอกเบี้ยจ่าย คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของ GDP โดยส่วนใหญ่แล้วเงินตรงนี้จะจ่ายไปยัง กองทุนบำนาญทั้งใน และ ต่างประเทศ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของรัฐบาล และ เงินนี้ก็จะจมไปกับกองทุนไม่ออกมาหมุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงเป็นการสูญเสียทางการคลังแบบเปล่าประโยชน์ ค่าเหล่านี้หาได้ง่ายและมีการเปลี่ยนแปลงได้ทุกวัน ทำให้ update ต่อสถานการณ์การคลัง

4. Ruangsirikulchai Index = Pulbic Debt/GDP * 10 Yr Gov.Bond Yield

5. ค่านี้หากต่ำกว่า 1.5% หมายถึง รัฐบาลไม่มีภาระหนักหนานักในการจ่ายดอกเบี้ย ความเสี่ยงการคลังยังอยู่ในระดับต่ำ ประเทศไทยมีค่านี้อยู่ที่ 1.3% เท่านั้น (43% * 3% = 1.29%)

6. ค่านี้หากอยู่ระหว่าง 1.5-3% หมายถึง มีความเสี่ยงของการคลังอยู่ในระดับปานกลาง

7. หากค่านี้อยู่ระหว่าง 3-5 % หมายถึง ความเสี่ยงทางการคลังอยู่ในระดับสูง ต้องรีบรัดเข็มขัดพร้อม ๆ กับกระตุ้นเศรษฐกิจโดยด่วน  

8. หากค่านี้อยู่ระหว่าง 5-10% หมายถึง ความเสี่ยงทางการคลังอยู่ในระดับสูงมาก ๆ ต้องรีบรัดเข็มขัดพร้อมๆ กับกระตุ้นเศรษฐกิจโดยด่วนที่สุด รอช้าไม่ได้เลย ที่จริงเมื่อเริ่มสูงกว่า 3 ก็ต้องเริ่มแล้ว ถ้ายังเกิน 5% อีก ต้องใช้นโยบายที่ฉีดยาแรงขึ้น อาจถึงต้องคีโมกันเลย

9. และหากค่านี้สูงกว่า 10% หมายถึง ความเสี่ยงทางการคลังอยู่ในระดับสูงมาก ๆ ที่สุด ประเทศเข้าข่าย "ล้มละลายทางการคลัง" จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากภายนอก โดยเฉพาะ IMF เช่น กรีซ โปรตุเกส ไอร์แลนด์

10. สำหรับกรีซนั้น ดัชนีนี่อยู่ที่ราว 56% ซึ่งสูงแบบเหลือเชื่อ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าประเทศนี้จึงเข้าขั้น “ล้มละลาย” แล้ว โดยที่แม้รัฐบาลพยายามจะลดการขาดดุลการคลังลง ตามแผนก็คือการลดได้จาก 12.7% GDP เหลือ 8.7% GDP ซึ่งก็ยังเป็นระดับสูงอยู่ดี และ GDP ยังมีแนวโน้มจะลดลงด้วยจากมาตรการรัดเข็มขัดการคลัง จึงพบกับการประท้วงหยุดงานไปทั่วประเทศ

11. ดัชนีนี้สำหรับประเทศ อังกฤษ อเมริกา และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้วขนาดใหญ่นั้น ก็อยู่ในระดับต่ำกว่า “3” ซึ่งเป็นระดับที่อันตรายปานกลาง แม้จะยังไม่เข้าขั้นวิกฤติ ควรเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวิกฤติการคลังในอนาคตได้

12. ปัจจุบันจะพบว่าตัวแปรทั้ง 3 ตัว คือ ตัวเลขหนี้สาธารณะนั้นมีแนวโน้มสูงขึ้นอาจสูงขึ้นไปอีกจากการขาดดุลการคลัง สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว ตัว GDP นั้นมีแนวโน้มยืนๆ หรืออาจลงลงได้หากประเมินว่ามีความเสี่ยงจากภาวะเงินฝืดและ การรัดเข็มขัด รวมถึงตัวแปรผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีนั้นก็อาจสูงขึ้นได้จากความเสี่ยงทางการคลังที่เพิ่มสูงขึ้นและ การไหลออกของเงินทุนไปยังต่างประเทศ

13. สำหรับประเทศไทยยังอยู่ที่ 1.3% เท่านั้น หมายถึงความความเสี่ยงทางการคลังของเรายังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ จึงอาจยังสามารถใช้นโยบายขาดดุลการคลังได้อีกหลายปี  แต่ไทยก็อาจได้รับผลกระทบจาก วิกฤติในต่างประเทศมากระทบได้

แนวคิดเครดิต : taiji - econ by ประวิทย์ เรืองศิริกูลชัย

สัญญาณการชะลอตัวทางเศรษฐกิจมีหลายตัว ในที่นี้จะใช้ค่า Ruang Alarm ของคุณประวิทย์


สัญญาณการชะลอตัวทางเศรษฐกิจมีหลายตัว ในทางทฤษฎีมีกล่าวในตำรามากมาย แต่ที่ยังไม่สอนในตำราอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่ก็ใช้หลักทางตำราเศรษกิจอธิบายเชื่อมโยงได้ ผมเคยอ่านบทความของคุณประวิทย์ เรืองศิริกุลชัย (ถ้าชื่อ นามสกุลผิด ขออภัย ณ ที่นี้) ได้ใช้ดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP มาบวกเข้าด้วยกัน 3 ปีล่าสุด แล้ววัดค่าสรุปออกมา ท่านเรียกอัตราส่วนนี้ว่า Ruang Alarm โดยอาจแบ่งความเสี่ยงของวิกฤติเศรษฐกิจได้เป็น 3 ขั้น คือ

1. ความเสี่ยงสูง : ค่า Ruang Alarm อยู่ที่ระดับแย่กว่า -10% GDP

2. ความเสี่ยงสูงมาก : ค่า Ruang Alarm จะอยู่ที่ระดับแย่กว่า -20% GDP

3. ความเสี่ยงสูงสุดยอด : ค่า Ruang Alarm อยู่ที่ระดับแย่กว่า -30% GDP

โยคุณประวิทย์ได้สังเกตและทดสอบกับประเทศต่าง ๆ หลายประเทศที่ได้เกิดวิกฤตตั้งแต่เป็น วิกฤติต้มยำกุ้งในไทยปี 1997 วิกฤติอาร์เจนติน่าปี 2000 และ ไปถึง วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2008 พบว่าก่อนที่จะเจอวิกฤตประเทศเหล่านี้มีค่าที่วัดได้ดังนี้

-เตกีล่าของเม็กซิโก ค่า Ruang Alarm อยู่ที่ -13% GDP

-ยำกุ้งของไทยนั้น Ruang Alarm อยู่ที่ -21.2%

-วิกฤติอาร์เจนติน่าปี 2000 ค่านี้อยู่ที่ -13.1%

-ก่อนเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ พบว่า อเมริกานั้นมีค่า Ruang Alarm ที่ -17% GDP และ

-วิกฤติยูโรโซน เมื่อไปดูที่ประเทศอ่อนแอในยูโรโซน พบว่า กรีซมีค่านี้สูงถึง -44% GDP

-ไซปรัสที่ -34% โปรตุเกสที่ -33.4% GDP สเปนที่ -28.6% GDP      

จากสถิติของค่าที่วัดได้ของบรรดาประเทศที่เกิดวิกฤต ได้ผล back test ที่นี่น่าสนใจมาก ถ้าอธิบายง่ายๆ ตามหลักเศรษฐศาสตร์ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) สะท้อนสองอย่าง ดุลบัญชีเดินสะพัด คือ ดุลบัญชีที่แสดงเงินที่ไหลเข้าออกประเทศนั้น ๆ จากการซื้อขายสินค้าและบริการของประเทศนั้น ๆ โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ ดุลการค้า (Trade Balance) และ ดุลบริการ (Service Account)



ส่วนดุลการชำระเงิน (Balance of Payment) หมายถึง ผลสรุปของการทางธุรกรรมทางเศรษฐกิจ (Economic transaction) ระหว่างผู้มีถิ่นฐานในประเทศ (Resident) กับผู้มีถิ่นฐานในต่างประเทศ (Nonresident) ในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง ประกอบด้วยดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) และดุลบัญชีเงินทุน (Capital and Financial Account) Ruang Alarm ใช้บัญชีเดินสะพัดไม่ใช่ตัวนี้ที่เป็นดุลการชำระเงิน



ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) แสดงว่าประเทศค้าขายกำไรหรือขาดทุน บวกรายได้ค่าบริการ เช่นท่องเที่ยว บริการการเงิน ถ้าขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แสดงว่าประเทศมีรายได้สุทธิติดลบในช่วงปีนั้น คิดง่าย ๆ เงินในกระเป๋าตังประเทศลด รัฐบาลก็ต้องกู้เงิน พอกู้นาน ๆ (นี่แหละทำไมต้องเอาสามปีติดต่อกัน ไม่ใช่ดูปีเดียว) กู้มาก ๆ ก็ใช้ค่าที่ลบต่อ GDP มาก ๆ ประเทศที่เป็นแบบนี้มันไช่ภาวะชะลอตัวตามปกติแล้ว มันเกิดวิกฤได้ง่าย ๆ เลย ดังนั้นคนที่ถามผมดูอะไร ผมดูแค่ค่านี้แหละในการวัดวิกฤต ส่วนค่าอื่น ๆ แค่ตัวประกอบ ซึ่งบอกแค่เกิดการชะลอตัวหรือลดลงตามวัฏจักรเท่านั้น ถ้าวิกฤตผมถึงขายหมดถือเงินสด ถ้าแต่ลดลงเพราะเศรษฐกิจชะลอตัว ก็เพียงปรับพอร์ต บ้างเบา ๆ แต่ถ้ามีหุ้นดีแล้วแทบไม่ทำอะไรเลย บัฟเฟตต์บอกเสมอว่าเวลาคือเพื่อนที่ดีของนักลงทุน (แต่ต้องเป็นหุ้นที่ดีนะครับ)



เวลานี้เห็นมาเล่นข่าวหนี้ประเทศว่ามากหลายล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ บอกได้เลยไม่น่ากังวลเลยเพราะระดับหนี้จะมากน้อยที่จะเกิดวิกฤตเหมือนปี 40 นั้นให้ดู 2 เรื่องคือ

1. ระดับหนี้ต่อ GDP มากเท่าใด ค่าสากลที่ใช้กันคือไม่ควรเกิน 60% เวลานี้แม้หนี้สาธารณะจะดูมาก แล่ต่ำกว่าค่ามาตรฐาน (เท่าที่ทราบขณะนี้ราวสี่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์) อย่าลืมว่า จีดีพีโตหนี้ก็สามารถโตได้ เหมือนธุรกิจ ระดับหนี้ไม่ได้วัดที่จำนวน แต่ดูที่ D/E อีกสามสี่ปีข้างหน้าใครมาบริหารประเทศหนี้ก็เพิ่มขึ้นทั้งนั้น สิ่งสำคัญญคือ ณ เวลานั้น อย่าก่อหนี้เกินระดับมาตรฐาน อดีตเรากลัวหนี้ห้าล้านล้านบาทเพราะเวลานั้นสูงเกินไป แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปเพราะจีดีพีโต จำไว้เหมือนการวัดค่า D/E

2. หนี้รวมของประทศนั้นเป็นหนี้นอกหรือในประเทศอย่างใด ในอดีตช่วงที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ประเทศมีหนี้ต่างประเทศสูงมากหมายความว่า ถ้าถึงคราวต้องจ่ายหนี้เมื่อครบกำหนด ถ้าเงินทุนสำรองน้อยแล้ว จะเกิดการผิดนัดชำระได้ง่าย ๆ แต่ถ้ารัฐมีหนี้ในประเทศ การกู้ในประเทศก็คือรัฐออกพันธบัตรขายสถาบันกาเงินในประเทศ เมื่อกู้ภายในมากจึงไม่ใช่ปัญหามากนัก เพราะสภาพคล่องธนาคารทั้งระบบยังสูง รัฐสามารถ refinance ขายสถาบันการเงินได้ ประกอบกับค่าเงินบาทยังแข็งแกร่งในสายตาต่างประเทศที่เรามีทุนสำรองมาก รัฐบาลกู้เพื่อการลงทุนพัฒนาด้าน infrastructure ย่อมส่งเสริมเอกชนให้เกิดธรกรรมที่กว้างและมากขึ้น ฐานการจัดเก็บภาษีจะได้มากขึ้นตามมา



จากสองข้อหลักนี้ ผมจึงไม่กังวลว่าหนี้ที่เพิ่มในปัจจุบันจะก่อให้เกิดวิกฤตดังปี 40 แต่ก็ไม่ควรประมาท ที่น่ากังวลที่ควรติดตามมีสองเรื่องหลักคือ ระดับหนี้ภาคครัวเรือน และระดับราคาอสังหาริทรัพย์ กับ financial asset ที่อาจจะกลายเป็นภาวะฟองสบู่ (Bubble Price) แต่ในปัจจุบันผมเห็นว่าระดับยังอยู่ในภาวะจัดการได้และหน่วยงานต่าง ๆ (ธปท.) เฝ้าระวังอยู่จึงไม่กังวล

การเปลี่ยนแปลงทางการบัญชี การออกมาตรฐานใหม่ จะวิเคราะห์อย่างไร


การเปลี่ยนแปลงทางการบัญชี การออกมาตรฐานใหม่ จะวิเคราะห์อย่างไร

ระยะนี้มีการเปลี่ยนแปลงทางมาตรฐานบัญชีที่จะบังคับใช้ในปีนี้ และอนาคตในหลายเรื่อง ทั้งและบางเรื่องเป็นการเปลี่ยนแลงทางสมมติฐาน เช่น พ.ร.บ. เรื่องการจ่ายชดเชยที่ให้จ่ายชดเชยพนักงานเมื่อเกษียณเป็น 400 วัน ปีนี้ก็มีการบังคับใช้ TFRS 15 รายได้ (IFRS 15 Customer Contract Revenue) ปีต่อ ๆไป ก็จะมีอีกหลายฉบับตามมาเช่น เรื่องสัญญาเช่า หรือ TFRS 9 ที่กระทบกับการตั้งหนี้สงสัยจะสูญ (ที่สร้างอารมณ์หวาดกลัวผลกระทบจนเว่อร์มากเกินไป มันกระทบมากน้อยหรืออาจไม่กระทบก็ได้ต้องดูเป็นแต่ละธนาคารไป)

ผลที่ตามมาคือ แล้วจะวิเคราะห์งบต่อเนื่องอย่างไรยิ่งถ้าวิเคราะห์ย้อนหลังเปรียบเทียบยาวๆ หลายปี ซึ่งใช้มาตฐานที่แตกต่าง เมื่อใช้งบย้อนหลังที่ใช้แนวปฏิบัติอย่างหนึ่ง หลังจากนั้นใช้อีกอย่างหนึ่ง บอกเลยครับว่าไม่ต้องกังวล นำงบที่ออกแล้วซึ่งตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีมาใช้ได้เลยทุกปีตามเดิม ถ้าดาวโหลดงบจาก SETSMART ของทางตลาดที่ให้ได้ ห้าปี หรือจากเว็ปใดที่มีงบต่อเนื่องมากกว่านั้นก็ใช้ได้ ไม่ต้องกังวลเพราะ

1. อัตราส่วนที่วิเคราะห์จากการงบการเงินที่เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน จะสามารถกระทบฐานะการเงิน และผลการดำเนินงานได้สองลักษณะคือกระทบมาก และกระทบน้อย

2. ถ้ากระทบในงบแสดงฐานะการเงิน เราจะควรตีความหมายอัตราส่วนที่เปลี่ยนมากแสดงว่ากิจการนั้นในอดีตแสดงหนี้สินหรือสินทรัพย์น้อยเกินความเป็นจริงมาก ถ้าน้อยแสดงว่ามาตรฐานไม่ได้มีนัยยะใดต่อธุรกิจ หรือธุรกิจนั้นไม่ได้มีอะไรที่ผิดปกติ จำไว้อย่างครับว่า การออกหรือเปลี่ยนมาตรฐานเพราะว่าอุตสาหกรรมมีธุรกรรมที่ซับซ้อนมากขึ้น ทำให้หลายกิจการใช้ช่องทางบัญชีทำ Creative Accounting เพื่อสร้างหรือหลบซ่อนให้แสดงฐานะที่ดีเกินจริง กิจการที่ไม่ทำรายการซับซ้อนซ่อนเงื่อน จะไม่ได้รับผลกระทบมากแต่อย่างใด

3. ยกตัวอย่างเช่น การรับรู้รายได้ของอสังหาริมทรัพย์อดีต (ก่อนปี 2554) ที่สามรถจะเลือกปฏิบัติได้จะรับรู้เมื่อโอน (ทั้งจำนวน) หรือตามสัดส่วนงาน (ตามความก้าวหน้างาน) มาเหลือเพียงแบบเดียวคือรับรู้ทั้งจำนวนเมื่อโอน จากรายได้ที่ดูค่อนข้างคงที่ หลังการเปลี่ยน

4. หรือราวก่อนนั้นช่วงปี 2542-3543 ที่มีการใช้มาตรฐานเรื่องการด้อยค่ามาใช้ (ตอนนี้กลายเป็นเรื่องปกติแล้ว) ตลาดก็มีการตระหนกตกใจเช่นกัน หุ้นก็ผันผวน แต่สุดท้ายก็เข้าสู่ปกติผมยังไม่พบว่าหุ้นใดในระยะยาวที่ดี จะเปลี่ยนทิศทางลงเพราะมาตรฐานเลย

5. เช่นด้อยค่า ถ้าลงทุนด้วยการตัดสินใจทางธุรกิจที่ถูกต้องก็ไม่มีทางด้อยค่าแน่นอน มาตรฐานเพียงแค่ทำให้กิจการแสดงมูลค่าสินทรัพย์ให้เหมาะสมกับผลตอบแทนที่ควรได้เท่านั้น

6. ดังนั้นวิเคราะห์ไปตามหลัก ถ้าอัตราส่วนกิจการใดผันผวนมากเมื่อมีการปรับใช้มาตรฐานบัญชี ในช่วงนั้น แสดงว่ามีความไม่เหมาะสมในการดำเนินการโดยเฉพาะนโยบาย (กลยุทธ์) มาตรฐานเรื่องรายได้ก็ไม่ต้องไปวิตก อันนั้นเป็นปัญหาของนักบัญชีเท่านั้น กิจการทั่วไปน้อยมาก ๆ คงไม่มีค้าปลีกหรือบริษัทใด ขายสินค้า 100 บาท แถมบัตรลดเงินสด (หรือแสตมป์) ครั้งหน้า 80 แบบนี้รายได้ถูกปันส่วนไปเป็นหนี้สิน (รายได้รอตัด) มากแน่ ส่วนมากน้อย หรืออาจขายรวมแพ็คเกจ อาจมีรายได้บริการแถมในสัดส่วนที่ไม่ได้มีสาระสำคัญมาก จนอัตราส่วนผลิกผันจากเดิมอย่างมีนัยยะ ถ้าขายรวมแล้วให้ส่วนลด มาตรฐานบอกต้องมาแยกปันส่วนก็ไม่ได้มีผลเลย เพราะปันส่วนอย่างไร เวลาวิเคราะห์อัตราส่วน เราใช้ยอดรวมขายเราไม่ได้ใช้ยอดขายสินค้า A B C แยกกัน (แต่จ่ายเงินรวมเท่าที่เรียกเก็บ) เราใช้ยอดรวมสามสินค้า ดังนั้นมันจะปันไปที่ตัวใดมากน้อยก็เท่าเดิมในยอดรวม (เช่นใครเข้าใจสูตร AT ART) จะเข้าใจว่าไม่มีผลอะไรมากเลย และอย่างที่บอก กรณีที่ขายแบบซื้อครบ 10 ชิ้นแถม 1 ชิ้น ในทางปฏิบัติจริง มักจะจบในไตรมาสหรือปี ที่จริงจะบันทึกอย่างไรจะมีผลต่องบน้อยมาก เพราะส่วนมาก โปรแกรมการตลาดเหล่านี้จะไม่ได้เนิ่นนานยาวหลายปีและครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์ และเป็นกลยุทธ์ในบางสินค้าที่บริษัทต้องการเพิ่มส่วนแบ่งหรือรักษาส่วนแบ่งการตลาดในช่วงหนึ่งเท่านั้น และรายได้รอตัดที่มาตั้งเป็นหนี้สินสุดท้ายจะกลับรายการมาบันทึกเป็นรายได้ภายหลัง สรุปคือไม่ให้รีบลงรายได้ก่อน แต่ให้ทยอยรับรู้ภายหลัง และดังที่กล่าวไว้ มักไม่ได้มีสัดส่วนมากอย่างมีนัยสำคัญ

7. ความจริงถ้าอธิบายในทุกมาตรฐานจะยาวมาก แต่สรุปคือ กิจการที่ดีจะมีผลกระทบน้อยมาก วิเคราะห์ตามปกติ มาตรฐานบัญชีไม่ได้ทำให้กิจการที่ดีเปลี่ยนทิศทางธุรกิจแต่อย่างใด  ที่ดีก็ไม่กระทบ ที่แย่อย่างไรมาตรฐานแค่มาเปิดเผยความจริงที่ซ่อนให้ปรากฎชัดเท่านั้น เพียงแต่ต้องอ่านงบให้เข้าใจ เช่น หนี้สินต่อทุนทางทฤษฎีคือ Debt ไม่ใช่ Liability รายได้รอตัด หนี้สินผลประโยชน์พนักงาน หรือหนี้สินจากสิทธิ์ในสัญญาเช่าระยะยาว (ที่ต้องตั้งจาก TFRS 16) เหล่านี้ไม่ใช่ Debt ทางการเงิน แต่เป็น Liability ทางบัญชี

8. Equity ก็เช่นกัน หุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ที่มีสภาพคล้ายทุน (Perpetual Bond) ไม่ใช่ทุนของผู้ถือหุ้นในทางการเงิน ในทางการเงินมันคือ Debt ประเภทหนึ่ง อาจเรียกว่าคือพวก Hybrid or Quasi Instrument  

9. ไม่เข้าใจการเงินถ่องแท้ ไม่รู้บัญชีให้เพียงพอก็จะอ่านงบหลงทาง ตีความธุรกิจผิดพลาด