วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559

เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดบอกอะไร


เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดบอกอะไร

คำอธิบายทางบัญชี เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด หมายถึง เงินสดและเงินฝากธนาคาร และเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง ซึ่งถึงกำหนดจ่ายคืนภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือนนับจากวันที่ได้มาและไม่มีข้อจำกัดในการเบิกใช้



โดยทั่วไปรายการนี้ก็มักจะเป็นรายการเงินฝากธนาคารที่พร้อมถอนใช้ได้ทันทีนั่นเอง พวกรายการเงินฝากประจำที่มากกว่า 3 เดือนขึ้นไปจะถือเป็นเงินลงทุนระยะสั้น บางบริษัทเราอาจจะเห็นรายการเงินฝากธนาคารที่มีภาระหรือมีข้อจำกัดการใช้แยกออกมาจากเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดก็ได้ ก็อย่าเผลอเอาไปรวม เพราะก้อนนี้ห้ามถอนใช้ หรือเอาไว้จ่ายปันผล ส่วนใหญ่มีไว้เพื่อประกันการกู้ยืมเงิน ชำระค่าไฟฟ้าเป็นต้น



หลายคนดูรายการนี้เป็นหลักเลย คิดว่ามีเยอะๆ ดี จ่ายปันผลได้เยอะและมั่งคง ซึ่งมีทั้งจริงและไม่จริง จึงควรรู้ที่มาที่ไปของรายการนี้

1.   เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ไม่ใช่กำไรสะสม รายการในงบการเงินนี้คือยอดคงเหลือของเงินสดและรายการเทียบเท่า (ต่อไปจะใช่ย่อๆว่า เงินสด”) ยกมาบวกรายการเงินสดเปลี่ยนแปลงระหว่างงวด

2.   รายการเงินสดที่เปลี่ยนแปลงระหว่างงวดคือ ยอดรวมของการเพิ่มลดในกิจกรรมเงินสดทั้ง 3 กิจกรรมคือ กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน ซึ่งกิจกรรมดำเนินงานแน่นอนว่าเริ่มจากกำไรสุทธิและปรับรายการต่างๆ เพื่อเปลี่ยนจากเกณฑ์สิทธิ์เป็นเกณฑ์เงินสดในการดำเนินงาน บางกิจการแสดงกำไรเยอะมาก แต่อาจมีเงินสดจริงมีน้อยหรือติดลบ แสดงว่ากำไรไม่ใช่เงินสดแน่นอน ตรงข้ามบางกิจการขาดทุนด้วยซ้ำแต่กลับมีเงินสดเป็นบวกได้เหมือนกัน ดังนั้นจะสรุปเอาว่าเงินสดคือกำไรไม่ได้ครับ ยิ่งกรณีที่บอกคือขาดทุน แต่มีเงินสดเหลือ บริษัทก็จ่ายเงินสดนั้นให้ผู้ถือหุ้นไม่ได้ เพราะจ่ายปันผลได้เมื่อมีกำไรทางบัญชีเท่านั้น

3.   เงินสดที่เพิ่มขึ้นอาจเกิดจาการขายสินทรัพย์ออกก็ได้ เช่นขายที่ดิน ขายอาคาร ให้กองทุน REIT (Real Estate Investment Trust) ก็อาจได้เงินสดมาก้อนใหญ่ แล้วบริษัทก็ไปเช่าระยะยาวแทน ในทางทฤษฎีการเงินจะดีก็ต่อเมื่อ

1)  อัตราคิดลดที่ใช้ควรต้องไม่น้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการกู้ยืม  ถ้าน้อยกว่าเรากู้จะคุ้มเช่นเรามี PPE (ตึก อาคารที่ดิน) กว่า 800 ล้านบาทเราจะเอาไปขายให้กองทุน REIT 1000 ล้านบาท โดยผลตอบแทนที่เกิดเมื่อเทียบราคาขายเท่ากับ 10% หรือตกปีละ 100 ล้านบาท และคาดว่ากองทุนอายุ 10 ปี กำไรเกิดทันที 200 ลบ. หากถ้าเราต้องไปเช่าโดยจ่ายค่าเช่าแทน คิดง่ายๆ ถ้าเราจ่ายค่าเช่า > กำไรที่เกิด = 200 * อัตราคิดลด แสดงว่าเราจ่ายมากกว่ากำไรที่บันทึก ก็ไม่คุ้มแล้ว

2)  หากเราได้ประโยชน์อื่นด้วย เช่นมีรายได้จากการให้เช่าด้วยอยู่แล้ว เราต้องเอาค่าเช่าที่หายไป รวมกับค่าเช่าที่ต้องจ่าย หัก ค่าเสื่อมราคาที่ไม่ต้องเกิดอีกในอนาคตกับเงินปันผลที่จะได้รับ (ถ้ามี) หากเข้าไปถือหุ้น ถ้าทั้งหมดสุทธิแล้ว > กำไรที่เกิด (200 * อัตราคิดลด) ก็ไม่คุ้มเหมือนกัน แปลง่ายๆ คือ สิ่งที่เสียไป ไม่คุ้มกับที่ได้มานั่นเอง

4.   นอกจากการขายสินทรัพย์ เช่น PPE แล้ว การขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน การขายเงินลงทุน ต่างๆ เหล่านี้ล้วนทำให้เงินสดเพิ่มขึ้นได้เสมอรายการเหล่านี้เป็น one time transaction จึงอาจทำให้เพียงงวดนั้นๆ มีเงินสดมากผิดปกติ ไม่ถาวรยาวนาน

5.   อีกกิจกรรมหนึ่งที่อาจทำให้หลงผิดได้คือ เงินสดได้มาจากการกู้ยืม หรือมาจากการเพิ่มทุน บางบริษัท กู้หรือเพิ่มทุนปลายปีและยังไม่ได้เอาเงินไปดำเนินการ รายการเงินสดปลายงวดเลยมียอดคงเหลือสูงมาก ก็ไม่ได้ชี้ว่าบริษัทมีเงินสดเหลือมากแต่อย่างใด

6.   การดูรายการเงินสดของบรรทัดนี้ในงบการเงินให้ดูว่า

1)  ดูโดยพิจารณาจาก common size (การวิเคราะห์ด้วยวิธีร้อยละของยอดรวม หรือการดูสัดส่วนเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดรวม) ว่าเมื่อเทียบกับสินทรัพย์รวม บริษัทมีเงินสดถือไว้ราวกี่เปอร์เซ็นต์

2)  ดูแนวโน้มหลายๆ ปีว่าดำรงไว้ค่อนข้างคงที่หรือไม่ กิจการที่มีระดับเงินสดในมือ ขึ้นๆ ลงๆ ไม่คงที่ บ่งชี้ถึงการบริหารสภาพคล่องที่ไม่ดีนัก ซึ่งอาจเกิดได้จาก 1.สภาพธุรกิจโดยตรง เช่นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ รับเหมาก่อสร้าง กิจการที่ได้เงินจากลูกค้าเป็นครั้ง เป็นโครงการ จะเข้าในลักษณะนี้ เงินสดในงบการเงินไม่บอกไร ต้องดูงบกระแสเงินสดจะเข้าใจสภาพธุรกิจได้มากกว่า

7.   ธุรกิจที่มีเงินสดจากการดำเนินงานสูง และเกิดเป็นปกติของธุรกิจ

1)  กิจการให้บริการ เช่น โทรคมนาคม โรงพยาบาล โรงแรม เป็นต้น

2)  กิจการที่ลงทุนในสินทรัพย์สูงๆ เช่น ค้าปลีก แอร์พอร์ต รถไฟฟ้า เป็นต้น

ลักษณะดังกล่าวทำให้งบกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวกเสมอ แม้ในยามที่ธุรกิจอาจจะขาดทุนก็ตาม เพราะในทางบัญชีค่าใช้จ่ายสำหรับธุรกิจที่ลงทุนใน PPE สูง (ดูว่าสูงคือมักลงทุนใน PPE > 6-70% ของสินทรัพย์รวม) ถ้ามี AT (Asset Turnover) = 1.0 ถ้ามีค่าเสื่อมราคาเฉลี่ยราว 8-10% จะมีค่าเสื่อมราคาแล้วในรายได้ 5-7%  คิดง่ายๆว่า ถ้ามีอัตรากำไรสุทธิที่ 10% ก็หมายถึงครึ่งหนึ่งของกำไรเกิดจากค่าเสื่อมโดยส่วนใหญ่ ถ้ารวมค่าใช้จ่ายคงที่อื่นๆ อีก เช่น เงินเดือน ค่าใช้จ่ายในสำนักงานอื่นๆ ลักษณะแบบนี้หากรายได้เพิ่มอัตรากำไรจะเพิ่มมากกว่า ตรงข้ามถ้าลด ก็จะลดมากกว่า ดังนั้นเวลาอ่านงานวิจัย (งานวิเคราะห์) หรือการชี้แจงจากผู้บริหารอย่าไปตื่นเต้นคล้อยตามมากนัก

8.   ในธุรกิจผลิต หรือธุรกิจบริการที่ลงทุนใน PPE ที่มาก มักมีเงินสดมาก เงินสอที่มีนั้นไม่ได้อาไว้จ่ายปันผลทั้งหมด แต่มีไว้หรือถือไว้เพื่อลงทุนอยู่สองส่วน คือ New Project และ Maintenance Productivity (ลงทุนโครงการใหม่ๆ และทดแทนที่เสื่อมค่าลงเพื่อรักษาประสิทธิภาพ หรือคงระดับการผลิตไว้) การเห็นว่ามีมากๆ ต้องดูบริบทต่อไปว่าจะไปทำอะไรต่อ

1)  ถ้าอุตสาหกรรมยังมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องชัดเจน การถือเงินสดมากจะได้ประโยชน์ต่อธุรกิจในการตัดสินใจลงทุน ในการหาโอกาสทางธุรกิจได้มากกว่า

2)  ธุรกิจที่ไม่ต้องการขยายตัวมาก อาจเพราะตลาดเข้าสู่ Maturity stage (วงจรอิ่มตัว) ความต้องการใช้เงินในการลงทุนไม่มาก อย่างมากเพียงแค่ทดแทน จึงอาจจ่ายปันผลคืนกับผู้ถือหุ้นในอัตราสูง

3)  บางธุรกิจใช้เงินสดที่เหลือในการซื้อหุ้นคืน ในทางทฤษฎีการเงินแล้วไม่มีประโยชน์เท่าใด เพราะการเอาเงินสดมาซื้อคืนแสดงว่า ไม่มีโครงการที่ให้ผลตอบแทนที่ดีในอนาคต และนอกจากนี้บางคนอาจมองสั้นๆ เพียงประเด็นเดียวว่า ROE เพิ่ม เพราะส่วนเจ้าของลดลง แต่ในด้านหนึ่งแสดงว่าอัตราการทำกำไรกำลังชะลอตัว หรือกำลังจะลดลง การซื้อหุ้นคืนถือเป็นกลยุทธ์ในการ downside sizing (ลดขนาด) แทนการขายสินทรัพย์ออก สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ ช่วงนั้นเป็นเช่นนั้นไหม การใช้กลยุทธ์ที่ผิดจะทำให้เสียโอกาสในการแข่งขันในอุตสาหกรรม

วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2559

อัตราส่วนทางการเงินสำหรับการวิเคราะห์งบกระแสเงินสด (ร่วมกับงบอื่นด้วย)


อัตราส่วนทางการเงินสำหรับการวิเคราะห์งบกระแสเงินสด (ร่วมกับงบอื่นด้วย)

สรุปบางอัตราส่วนที่น่าสนใจที่ใช้ร่วมกับการวิเคราะห์อัตรส่วนการเงินอื่น ทำให้เห็นภาพกิจการได้ชัดเจนขึ้น ในที่นี้จะขอเสนอ 3 อัตราส่วนที่สำคัญคือ

1. อัตราส่วนคุณภาพกำไร Quality of Earning   

2. อัตราส่วนModified Interest Coverage Ratio

3. อัตราส่วน Modified Debt Principal Payback Period (Debt Coverage Ratio)



คุณภาพกำไร Quality of Earning   

                   Quality of Earning  =                    CFO    /   Net Income

              บางทีเรียกย่อๆ ว่า  QE เป็นคนละ QE กับที่รัฐบาลธนาคารกลางอเมริกาออกนะครับ อัตราส่วนนี้นำกำไรสุทธิมาหารด้วยเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานสุทธิ และต้องเป็นเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานที่หักการจ่ายดอกเบี้ยเงินสดแล้ว ดังนั้นเวลาดึงข้อมูลกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานสุทธิมาใช้ต้องตรวจสอบดูสักนิดว่าหักดอกเบี้ยจ่ายเงินสดหรือยัง ง่ายๆ คือดูที่กิจกรรมดำเนินงานว่ามีการหักดอกเบี้ยจ่ายเงินสดหรือไม่ ไม่ใช่รายการบวกลับดอกเบี้ยจ่ายเพราะนั้นเป็นการบวกรายการทางบัญชีกลับทั้งก้อนก่อนลบออกด้วยรายการเงินสดดอกเบี้ยจ่าย หรืออาจดูในกิจกรรมจัดหาเงินว่ามีลบด้วยรายจ่ายเงินสดดอกเบี้ย (ต้นทุนทางการเงิน) หรือไม่ ถ้ามีแสดงว่าเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานยังไม่ลบดอกเบี้ยจ่ายเงินสดออก  

ITD  หน่วยล้านบาท                                                                  2555           2554

เงินสดสุทธิได้มาจาก (ใช้ไปใน) กิจกรรมดำเนินงาน          2,100.3        3,970.2

กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน                                                                                  

     จ่ายดอกเบี้ย                                                                  (2,297.2)      (2,344.0)

CK หน่วยล้านบาท

เงินสดจาก (ใช้ไปใน) กิจกรรมดำเนินงาน                      (1,273.6)        (3,046.6)

   จ่ายดอกเบี้ย                                                                  (1,391.2)        (1,080.7)

   จ่ายภาษีเงินได้                                                                 (770.7)          (266.1)

เงินสดสุทธิจาก (ใช้ไปใน) กิจกรรมดำเนินงาน              (3,435.5)       (4,393.5)

CFO ของ ITD จะเท่ากับ (196.9) และ 1,626.2   สำหรับปี 2555 และ 2554 ตามลำดับที่จะนำมาใช้ในการคำนวนอัตราส่วนคุณภาพกำไร ส่วนCFOของ CK ใช้ได้เลย



เป้าหมายกิจการคือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกิจการ ไม่ใช่เพียงกำไรเท่านั้น ในเป้าหมาย Shareholders’ value creation กิจการต้องมุ่งทำให้สมดุลทั้งสามด้านคือ Make Profit, Generate Cash Flow และ Stay Solvency ซึ่งหลายกิจการมีกำไรสุทธิแต่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นลบ กิจการเหล่านี้ถ้าสังเกตให้ดี กิจการที่มีกำไรแต่กระแสเงินสดดำนินงานเป็นลบ ล้วนแต่จะมีภาระหนี้เพิ่มขึ้น และมักหนีไม่พ้นต้องเพิ่มทุนเพื่อลดภาระหนี้ ในทางการเงินถือว่าไม่เป็นการเพิ่มทุนที่ดี เพราะการเพิ่มทุนควรสร้างผลกำไรจากการลงทุนที่ให้ ROE ที่สูงขึ้นจากโครงการใหม่ ไม่ใช่ผลตอบแทนจากการลดดอกเบี้ยเพราะเท่ากับได้ ROE จากทุนใหม่เพียงผลตอบแทนเงินกู้เท่านั้น เรื่องนี้ถ้าเข้าใจหลักการเรื่อง Capital Budgeting ใน Finance ก็จะเข้าใจไม่ยาก



กำไรที่แสดงในงบกำไรขาดทุนเป็นผลมาจากการรับรู้ด้วยหลักเกณฑ์ค้างรับหรือเกณฑ์สิทธิ (Accrual Basis) ซึ่งถือว่าถูกต้องในการวัดผลทางกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่บางครั้งกำไรที่เห็นอาจจะไม่ได้สะท้อนถึงมูลค่าที่เป็นจริงได้ หากกำไรนั้นไม่สามารถเปลี่ยนกลับมาในรูปเงินสดที่แท้จริง เช่นเมื่อขายสินค้า 100 บาท ต้นทุนสินค้าที่ซื้อมาเท่ากับ 80 บาท ณ จุดที่ขายเวลานั้นกำไรเกิดขึ้นเท่ากับ 20 บาท ถ้ากิจการซื้อเงินสดขายเงินสด กิจการจะมีเงินสดเพิ่มขึ้นทันที 20 บาท แต่ถ้ากิจการขายโดยให้เครดิต 10 วัน ในทางบัญชีวันนั้น รับรู้กำไร 20 บาทแปลความว่า กิจกรรมที่ทำในวันนั้น ทำให้มูลค่ากิจการเพิ่มขึ้น 20 บาท มูลค่าหรือสินทรัพย์ที่เพิ่มนั้นคือประโยชน์เชิงเศรษฐกิจนั่นเองเพียงแต่ประโยชน์ดังกล่าวเป็นสิทธิเรียกร้องได้ไม่ได้อยู่ในรูปตัวเงินเท่านั้น หากรับรู้กำไรตามเกณฑ์เงินสด ผลงานจะไปเกิดขึ้นในอีก 10 วันหลังขากิจกรรมการขายได้จบสิ้นไปแล้ว เพียงแต่ในทางปฏิบัติเราซื้อขายทุกวัน จ่ายเงินเก็บเงินทุกวัน จึงทำให้ดูเหมือนมีเงินเข้าออกทุกวัน ความจริงเงินนั้นมาจากการขายก่อนหน้าไม่ใช่จากกิจกรรมปัจจุบัน ดังนั้นทุกครั้งที่การขายเกิดขึ้นแล้วเสร็จเครดิตการค้าที่เราให้ลูกหนี้ก็เหมือนกับการที่ลูกหนี้ได้เก็บกำไรกิจการไว้ช่วงหนึ่งนั่นเอง แต่มูลค่ากิจการวัดจากกระแสเงินสดที่เกิดจริง ดังที่กล่าวไว้ว่าการรับเงินทุกวันทำให้ดูเหมือนกับขายแล้วได้เงินสดมาทุกวัน ดังตัวอย่างขาย 100 บาท กำไร 20 บาท ถ้าเช่นนี้ทุกวัน 10 วันให้หลังกิจการจะมีกระแสเงินสดเพิ่มขึ้นวันละ 20 บาทต่อเนื่องตลอด มูลค่าของกิจการก็จะใช้กระแสเงินสดรับเข้าสุทธิวันละ 20 บาทเป็นตัวคำนวณมูลค่า ถ้าสมมติว่า การเก็บเงินมีปัญหาสะดุดบางช่วง กำไรจะยังคงเดิมอยู่แต่กระแสเงินสดจะเปลี่ยนไป เมื่อรูปแบบกระแสเงินสดเปลี่ยน ย่อมกระทบต่อมูลค่าธุรกิจ ในการวิเคราะห์งบการเงินกำไรที่เห็นกับกระแสเงินสดจากการดำเนินงานควรจะเปรียบเทียบกันได้ จากตัวอย่างง่ายๆ ที่ยกมากิจการมีกำไรวันละ 20 บาท เงินสดได้วันละ 20 บาท ถือได้ว่ากำไรที่เห็นมีคุณภาพกำไรทางบัญชีที่ผ่านมาเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ตามปกติ โดยมีข้อสมมติว่าดำเนินกิจกรรมตามหลักการดำรงอยู่ต่อเนื่อง กำไรในอดีตคือเงินสดในวันนี้ และกำไรในวันนี้ก็จะเป็นเงินสดในวันหน้า ถ้าเงินสดได้รับน้อยกว่ากำไรที่เกิดขึ้น อาจจะกำลังสะท้อนปัญหาบางอย่างในกิจการที่บ่งชี้ถึงคุณภาพกำไรในอนาคตว่าจะมีปัญหาในการเปลี่ยนกำไรเป็นเงินสดสุทธิเข้ามาในกิจการ เช่น

บริษัทในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง SCCC

หน่วยล้านบาท                                         2555         2554          2553

   จ่ายดอกเบี้ย                                        (205.4)     (187.4)       (188.9)

   จ่ายภาษีเงินได้                                 (1,088.6)    (1,444.2)   (1,118.8)

เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน      4,250.9      4,159.0      4,082.1

กำไรสำหรับปี                                       3,637.3      3,291.4      2,696.3

QE                                                           1.17             1.26           1.51



บริษัทรับเหมาก่อสร้าง ITD

หน่วยล้านบาท                                                      2555            2554         2553

เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน       2,100.3        3,970.2        748.7

กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน                                                                                  

     จ่ายดอกเบี้ย                                                (2,297.2)      (2,344.0)   (1,973.6)

เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน                     (196.9)       1,626.2     (1,224.9)

กำไรสำหรับปี                                                      91.5.0        (1,642.1)        317.9

QE (Quality of Earning)                                      (2.15)          (0.99)          (3.85)



อัตราส่วนที่ดีคือ > 1 ยิ่งสูงยิ่งดีและถ้ามีความผันผวนน้อยจะแสดงคุณภาพกำไรที่แปลงเป็นเงินสดเข้าบริษัทมาก ส่วนถ้าต่ำกว่า 1 บ่งชี้ถึงคุณภาพที่ต่ำ ยิ่งน้อยยิ่งไม่ดี ส่วนกรณที่ติดลบถือว่าคุณภาพยิ่งแย่มากวึ่งจะกระทบต่อการจ่ายปันผล เพราะ QE ลบหมายถึง มีกระแสเงินสดแต่ไม่มีกำไร ก็จะจ่ายปันผลไม่ได้ (แม้จะมีกำไรสะสมก็จ่ายไม่ได้ถ้าวงดนั้นขาดทุน เพราะกฎหมายให้จ่ายปันผลได้เมื่อมีกำไรเท่านั้น) หากจะจ่ายได้ (รวมกำไรสะสมด้วย) ต้องรอในปีที่มีกำไรเท่านั้น ส่วนกรณีมีกำไรแต่เงินสดจากการดำเนินงานติดลบ แสดงว่าถ้าจะจ่ายก็ต้องกู้เงินมาจ่ายเท่านั้น (หรือขายสินทรัพย์เท่านั้น) ดังนั้นจึงไม่แปลกใจว่าทำไม ITD จึงมี D/E สูง และต้องมาเพิ่มทุน เพราะปีที่มีกำไรเงินสดจากการดำเนินงานกลับติดลบ และต้องมาจ่ายปันผล (ข้อมูลการจ่ายปันผลจะเหลื่อมปีกับปีที่แสดงกำไรเพราะการประกาศจ่ายเกิดในปีถัดไปหลังปิดบัญชีประจำปี)



SCC                                                    2552              2553              2554          2555

ราคาล่าสุด(บาท)                                   235               234                258             420

อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน(%)        4.68               4.7               4.26              3.1

DPS                                                    11.00            11.00            10.99          13.02

                                                                                                                                           

ITD                                                                                                                                     

ราคาล่าสุด (บาท)                                  2.94              4.64              3.62             4.2

ตอบแทน (%)                                       N.A.              N.A.             1.38           N.A.

DPS                                                      0.0                 0.0                0.0             0.0



ข้อสังเกต อัตราส่วนคุณภาพกำไรคำนวณจากกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานหารด้วยกำไรสุทธิ คำถามที่อาจเกิดขึ้นกรณีที่ใช้งบการเงินรวมคือ กำไรสุทธิควรใช้กำไรสุทธิก่อนหรือหลังหักส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยออก ถ้าพิจารณาจากสูตรและวัตถุประสงค์ของการสื่อความหมายของค่าที่ได้ที่จะใช้บอกถึงกำไรจากการดำเนินงานและเงินสดจากการดำเนินงาน กำไรสุทธิควรเป็นกำไรของส่วนเจ้าของทั้งหมดก่อนการแบ่งระหว่างผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่และผู้ถือหุ้นส่วนน้อย เพราะกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แสดงในงบกระแสเงินสดไม่ได้แสดงแยกออกว่าเป็นเงินสดของกลุ่มใดเท่าไร ดังนั้นกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานจึงเป็นกระแสเงินสดของบริษัทโดยรวมที่มาจากการดำเนินงานทั้งหมด กำไรที่จะนำมาเปรียบเทียบจึงควรเป็นกำไรทั้งหมด



Modified Interest Coverage Ratio (MICR)

               MICR    =         CFO before interest and tax / Cash of interest payment

§  เนื่องจากปัญหาจากผลกระทบจากมาตรฐานการบัญชีเรื่องต้นทุนการกู้ยืมที่สามารถ บันทึกเป็นสินทรัพย์ได้ ในด้านการนำเสนองบการเงินถูกต้องแล้ว แต่เมื่อนำตัวเลขมาใช้ในการวิเคราะห์ทางการเงินจะไม่เหมาะสม เหตุผลหนึ่งคืองบการเงินจัดทำด้วยข้อสมติฐานของหลักเกณฑ์ค้างรับ (Accrual Basis) ส่วนแนวคิดทางการเงินยึด Cash Basis และ Time Value of Money ทำให้เกิดความแตกต่างในการรับรู้มูลค่า ณ ช่วงเวลาเดียวกันในขณะหนึ่งๆ

§  บางครั้งการเปิดเผยข้อมูลถึงจำนวนดอกเบี้ยจ่ายทางบัญชีที่บันทึกเป็นต้นทุนสินทรัพย์อาจจะหาได้ยากสำหรับผู้ที่ไม่ใช่นักบัญชีที่จะหาเองจากการอ่านหมายเหตุประกอบงบหรือต้องคำนวณจากข้อมูลในงบการเงินเอง  สำหรับกิจการในตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้น ต้องจัดทำงบกระแสเงินสด นักวิเคราะห์สามารถใช้ข้อมูลจากงบกระแสเงินสดมาคำนวณโดยตรง ค่าอัตราส่วนที่ได้นี้หรือ MICR จะให้การวิเคราะห์ที่ดีกว่ามาก

§  CFO before interest and tax คือกระแสเงินสดจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยและภาษีที่จ่ายเป็นตัวเงิน

§  ดอกเบี้ยและภาษีที่จ่ายเป็นตัวเงินนี้ในงบกระแสเงินสดกำหนดให้บริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลในตอนท้ายของงบกระแสเงินสด นำข้อมูลทั้งสองค่านี้มาบวกกลับในกระแสเงินสดจากการดำเนินงานสุทธิ ก็จะได้ CFO before interest and tax

§  ส่วนตัวหารก็ใช้ค่าดอกเบี้ยจ่ายที่จ่ายเป็นเงินสดมาหาร

§  ค่า MICR ที่ดีควรมากกว่า 1 ยิ่งมากยิ่งดี

§  ค่า ICR และ MICR เป็นอัตราส่วนหนึ่งในการประเมิน Credit Rating



 SIRI

                                                   2554          2553

ICR (EBT/I)                                13.6            11.6

 MICR   ((CFO +I)/I)                  (3.3)           (5.3)

EBIT                                         3,017           2,846

ต้นทุนทางการเงิน                        222               245

กำไรสำหรับปี                            2,016            1,898

CFOก่อนหักดอกเบี้ย               (2,966)          (2,844)  

จ่ายต้นทุนทางการเงิน                (886)             (540)

CFO adj.                                (3,852)           (3,384)



ต้นทุนทางการเงิน (P/L)            (222)             (245)                                                            

จ่ายต้นทุนทางการเงิน (CF)       (886)             (540)

INT(PL) : INT(PCF)               0.25               0.45



Modified Debt Principal Payback Period

     Modified Debt Principal Payback Period   = Long-term Debts or Total Debts / CFO

§  Debt ในที่นี้คือหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ย เช่นเงินกู้จากสถาบันการเงิน หุ้นกู้ หนี้สินจากสัญญาเช่าซื้อทางการเงิน ไม่นับรวมหนี้จากหนี้สินภาษีเงินได้รอตัดบัญชี หนี้สินจากภาระผูกพันของผลประโยชน์พนักงาน ประมาณการหนี้สินต่างๆ  หนี้สินที่เป็นประเภท non-interest barrier liabilities ปกติจะใช้หนี้ระยาวเท่านั้น แต่ในบางกิจการมีการก่อหนี้ระยะสั้นสูง ดังนั้น หนี้ระยะยาวที่มีภาระดอกเบี้ยแล้วจะบวกรวมหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยระยะสั้นด้วย เพราะรายการระยะสั้นที่แสดงในหนี้สินหมุนเวียนในความจริงก็คือส่วนหนึ่งของหนี้ระยาวที่เพียงแต่แยกเอาส่วนที่ครบถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปีแสดงแยกออกมา

§  อัตราส่วนนี้จะบอกให้ทราบว่าหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยมีอยู่กี่เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับกระแสเงินสดที่ได้จากการดำเนินงานสุทธิ หรืออาจมองอย่างง่ายๆ ก็คือ ถ้าบริษัทนำเงินสดจากการดำเนินงาน (หลังหักรายจ่ายต่างๆ รวมทั้งดอกเบี้ย) แล้วมาจ่ายเงินต้น ถ้าบริษัทสามารถได้เงินสดสุทธิจากการดำเนินงานจำนวนดังกล่าวคงที่ จะใช้ระยะเวลากี่งวดจึงจะจ่ายเงินต้นได้หมด

§  ค่าที่คำนวณได้จะบอกนัยว่าระยะเวลาของหนี้ที่เหลืออยู่โดยเฉลี่ยกับระยะเวลาที่จะจ่ายหนี้หมดถ้าระยะเวลาเฉลี่ยของหนี้ที่มีดอกเบี้ยมากว่าค่าที่คำนวณได้ตามสูตร หมายความว่า เมื่อถึงระยะเวลาครบกำหนดอายุเงินกู้บริษัทจะยังมีหนี้เหลืออยู่ที่ต้องชำระ สิ่งที่ทำได้คือ การ refinance หรือก่อหนี้ก้อนใหม่ หรืออาจต้องหาเงินมาชำระโดยการเพิ่มทุน

 SIRI                                                                                                             2554                   2553

 Modified payback period (years)                                                                (4.7)                  (4.3)

                                                                                                           unadequacy       unadequacy

เงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน                                                           1,247                   215

เงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี                                        6,448                 4,992

หุ้นกู้ระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี                                                998                      -

เงินกู้ยืมระยะยาว                                                                                          4,302                5,496

CFO                                                                                                       (2,966.24)          (2,844.09)

จ่ายต้นทุนทางการเงิน                                                                                    (886)                 (540)

CFO adj.                                                                                                     (3,852)              (3,384)

D/E                                                                                                                    2.2                     2.3                         



สำหรับ แสนสิริมีค่าติดลบ แสดงการไม่มีเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานที่เพียงพอในการชำระหนี้ในตัวเอง การดำรงอยู่ปัจจุบันคือการหมุนเงินในกิจการ ไม่ต่างจากคนที่ถือบัตรเครดิต 10 ใบ เบิกเงินสดบัตรนั้นมาใส่บัตรนี้สิ้นเดือนเงินเดือนออก ก็เอาเงินเดือนใส่บัตรใบหนึ่งให้มีเครดิตไลน์เหลือเพื่อเบิกจ่ายหมุเวียน ในภาวะเศรษฐกิจปกติจะเหมือนไม่มีอะไร ความเสี่ยงอยู่ที่หากเกิดการสะดุดตัวของเศรษฐกิจมากๆ สามารถเกิดวิกฤตได้ โครงสร้างแบบนี้เหมือนกับบริษัทหลายๆที่ซึ่งเกิดปัญหาในช่วงวิกฤตปี 40 ไม่ใช่เพียงแสนสิริเท่านั้น เกือบทุกตัวในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ก็มีภาพแบบเดียวกัน ตราบใดยังไม่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจหุ้นเหล่านี้ก็จะไปได้ แต่ถ้าสะดุดเมื่อไร โบกมือลาก่อนได้เลย