วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

การอ่านงบกระแสเงินสด ส่วน MI (Minority Interest) ได้ปันผลมากกว่า บอกอะไร


การอ่านงบกระแสเงินสด ส่วน MI (Minority Interest) ได้ปันผลมากกว่า บอกอะไร

งบกระแสเงินสด_________________________________________________งบการเงินรวม                                                                                    

สำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2558_____________________2558_________2557                 

กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน                                                                                                                                                                               

กำไรก่อนภาษีเงินได้_________________________________________1,946,335_____1,033,322

รายการปรับกระทบยอดกำไรก่อนภาษีเงินได้เป็น                                                                                                                                                       

ค่าเสื่อมราคา________________________________________________216,536_______243,788

ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม_________________________(89,474)______(212,252)

กำไรจากการขายอสังหาริมทรัพย์เข้ากองทรัสต์ฯ___________________(864,207) _________- ___

กำไรจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงใน ส/ท น/ส ดำเนินงาน__1,425,661______1,301,679

เงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน_________________________________1,358,547______2,274,488

เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน_____________________________1,176,141______2,079,573

กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน                                                                                                                                                        

ดอกเบี้ยจ่าย_______________________________________________(254,403)_______(293,552)

เงินปันผลจ่ายแก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ___________________________(533,463)_______(266,740)

เงินปันผลจ่ายแก่ผู้มีส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุมของบริษัทย่อย___(640,237)_________(77,513)

เงินสดสุทธิจากใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน_____________________(3,168,684)________(703,788)



งบกำไรขาดทุน

สำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2558      (หน่วย: พันบาท)

_________________________________________________งบการเงินรวม______งบการเงินเฉพาะกิจการ

___________________________________________________2558_____2557_______2558_____2557

กำไรสำหรับงวด__________________________________1,597,459___802,765____1,312,738__218,415

การแบ่งปันกำไร

ส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ___________________1,033,453___558,347_____1,312,738__218,415

ส่วนที่เป็นของผู้มีส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม________564,006____244,418____ 1,597,459__802,765







ตัวอย่างข้างต้น เป็นของบริษัท AMATA ถ้าดูงบกระแสเงินสดในส่วน CFF พบว่าเงินปันผลจ่ายแก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ น้อยกว่าเงินปันผลจ่ายแก่ผู้มีส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุมของบริษัทย่อย (MI) มีคนถามว่าเกิดได้อย่างไร เกิดได้ครับ การจ่ายเงินปันผลจะยึดรูปแบบทางกฏหมาย การรายงานทางบัญชีจะตามหลักบัญชี กล่าวคือเมื่อบริษัทย่อยหรือร่วมมีกำไรก็จ่ายจากงบเดี่ยวของบริษัทย่อยหรือร่วม ซึ่งในงบเฉพาะบริษัทแม่ก็ลงเป็นรายได้เงินปันผล แต่ในงบรวม เมื่อจ่ายเงินปันผลและบริษัทแม่รับมา

1. กรณีบริษัทแม่รับจากย่อยจะไม่แสดงรายการ ถือเป็นรายการระหว่างกัน ตัดหมดไปในการทำงบการเงินรวม

2. กรณีร่วมไม่แสดงในงบรวมเช่นกันเพราพรายได้รับร็ด้วยส่วนแบ่งกำไรไปแล้ว แต่เงินปันผลที่รับมาจะนำไปลดเงินลงทุนในบริษัทร่วมลง (เหมือนลดส่วนเจ้าของ EQUITY ลงนั่นเอง)

3. ในงบกระแสเงินสดจะแสดงให้เห็นภาพรวมว่าเงินไหลออกจากงบรวมไปที่ใดบ้างถ้าไหลวนกันเองจากย่อยไปแม่ ก็ไม่แสดงเพราะเงินไม่ได้ออกไปจากกลุ่มธุรกิจ (งบรวม)



แต่บอกอะไรได้บ้างไหมกรณีแบบนี้ ถ้าใช้หลักสามัญสำนึกปกติ การจ่ายปันผลย่อมแสดงว่าต้องมีกำไร เมื่อลูกมีกำไร กำไรนั้นก็ต้องส่งผลมาที่บริษัทแม่ ในงบเฉพาะแม่ รายได้ปันผลก็ต้องเพิ่ม แต่ถ้าแม่รายได้ของตัวเองน้อย (หรือบางบริษัทขาดทุน) ก็อาจจ่ายปันผลน้อยได้



งบกระแสเงินสดบริษัทเงินปันผลจ่ายจะเหลื่อมปีกับกำไร ดังนั้นเงินจ่ายปันผลงวดปี 2558 จะเป็นกำไรทางบัญชีปี 2557 เราจะพบว่าบริษัทแม่มีกำไรจากตัวเองในปี 2557 เท่ากับ 218.4 MB งบรวมมีกำไร 802.8 MB แสดงว่า งบย่ยเองมีกำไรราว 600 MB มากกว่าบริษัทแม่มาก ส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุมได้ส่วนแบ่งกำไรมาน้อย แต่การจ่ายปันผลเกินกว่าส่วนแบ่งกำไรที่ได้ของส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม บอกให้รู้ว่าบริษัทย่อยปีก่อนจ่ายปันผลจากกำไรสะสมออกไป อัตราจ่ายปันผลปีที่แล้วเกินกว่า 100% ประเด็นนี้ตีความได้หลากหลาย ถ้าเป็นบริษัทไม่มีธรรมาภิบาลอาจมองไปถึงการไซฟ่อนเงินทีเดียว แต่กรณีนี้ มองด้าน growth ของย่อยว่าอาจจะเริ่มโตช้าลงแล้วจึงจ่ายปันผลออกมากๆ ถ้าดูกำไรเก้าเดือน ย่อยทำกำไรเพยงราว 200 กว่าล้านเท่านั้น (1,597-1,313) ขณะที่แม่กำไรเพิ่มมากจาก 218 ลบ. เป็น 1,313 ลบ. ซึ่งถ้ามองรายละเอียดลึกลงไปกำไร 1,313 ลบ. มีกำไรจากการขายอสังหาริมทรัพย์เข้ากองทรัสต์ฯ 864 ลบ. กำไรปกติจึงเกิดราว 499 ลบ. (1,313-864) ไม่ใช่ 1,313 ลบ. ถ้ามองภาพรวมกำไรจากบริษัทย่ยหายไปหมดแล้ว (ซึ่งอาจเกิดจากเอา AMATAV เข้าตลาดลดสัดส่วนถือหุ้นเพียง 36% รับรู้เพียงส่วนแบ่งกำไร) ตัว AMATAV มีกำไร 118 ลบ. รับรู้ 36% ราว 42 ลบ. แต่เก้าเดือนรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนมา 5.9 ลบ. แสดงว่าย่อยที่เหลือขาดทุน

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

การอ่านงบกระแสเงินสด การมองปัญหาธุรกิจจากงบกระแสเงินสด


การอ่านงบกระแสเงินสด การมองปัญหาธุรกิจจากงบกระแสเงินสด

งบกระแสเงินสดสามารถบอกปัญหาธุรกิจ บอกถึงกลยุทธ์ระยะยาวธุรกิจ ตลอดจนการจัดการด้านโครงสร้างทุนในระยะยาวได้ นอกจากเราสามารถที่จะมองธุรกิจผ่านงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ความสามารถในการดำเนินงานผ่านงบกำไรขาดทุนแล้ว การมองงบกระแสเงินสดก็ทำให้เราเข้าใจได้ลึกมากขึ้น งบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน เป็นรายงานหลัก ถ้าหนังภาพยนต์ก็เปรียบเหมือนพระเอกนางเอก แต่งบกระแสเงินสด บอกให้เรามองธุรกิจในมิติที่ลึกมากขึ้น



งบกระแสเงินสดแบ่งเป็นสามกิจกรรม (3 Activities) คือ

1.       กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน (Cashflow from operating activities)

2.       กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน (Cashflow from investing activities)

3.       กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน (Cashflow from financing activities)

ในแต่ละกิจกรรมบ่งบอกได้ถึงทั้งปัญหา กลยุทธ์  นอกจากการมองภาพใหญ่ดังที่เคยบอกไปว่า

CFO+  CFI- CFF- โดยทั่วไปดี มีเงินจากการทำธุรกิจ พอจ่ายลงทุน จ่ายหนี้ จ่ายปันผล

CFO+ CFI-  CFF+  มีเงินจากการทำธุรกิจบ้างแต่ไม่มากพอ แต่ลงทุนมากกว่าต้องกู้เงินเพิ่ม

CFO+  CFI+ CFF- มีเงินจากการทำธุรกิจบ้างแต่ไม่มากพอ ต้องขายสินทรัพย์ เพื่อจ่ายหนี้ จ่ายปันผล

CFO-  CFI+ CFF+ แย่สุดไม่เหลือเงินจากการทำธุรกิจ ต้องขายสินทรัพย์และก่อหนี้เพื่อดำเนินธุรกิจ

CFO-  CFI+ CFF-  แย่ไม่เหลือเงินจากการทำธุรกิจ ต้องขายสินทรัพย์เพื่อจ่ายหนี้จ่ายปันผล และใช้ทำธุรกิจ

CFO-  CFI- CFF+  ไม่เหลือเงินจากการทำธุรกิจ แต่ยังลงทุนโดยอาศัยเงินกู้ เริ่มใช้เงินเกินตัว

ส่วนกรณี CFO+ CFI+ CFF+  และ CFO-  CFI- CFF- ไม่สมเหตุสมผล แบบแรก มงินจากการทำธุรกิจ แล้วยังขายสินทรัพย์ แล้วก็กู้หรือเพิ่มทุนอีก เงินท่วมกิจการ แบบหลัง เงินจากการทำธุรกิจก็ไม่มี ลงทุนอีก จ่ายหนี้อีก ถ้าไม่มีเงินสดยกมามากๆ ก็ทำไม่ได้ แต่เงินจะลดไปมากจะรอดได้ยังไงถ้าเกิดอีกปีหน้า

-               CFO ควรมากกว่าเงินปันผลจ่าย

-               CFI ที่ดีต้องเป็นการซื้อที่ดินอาคารอุปกรณ์ (PPE) เป็นส่วนใหญ่ และมากกว่าค่าเสื่อมราคา

-               รายการปรับปรุงกำไรใน CFO บอกรายการ one time gain/loss ได้ดีและบอกให้รู้ว่ากำไรที่เห็นในกำไรขาดทุนเป็นรายการที่ไม่ใช่ดำเนินงานเท่าไร



นั่นคือภาพใหญ่ที่เราสามารถมองเบื้องต้นและตั้งข้อสังเกตได้ และในแต่ละกิจกรรมในรายการต่างๆยังมีสัญญาณ มีประโยชน์ต่อผู้ใช้งบกระแสเงินสดมากมาย



1. ในการอ่านงบการเงินนั้นบางครั้งหากเราดูแต่งบกำไรขาดทุนอาจจะไม่ได้พบอะไรมากนักเพราะ งบกำไรขาดทุนจะให้ภาพรวมๆมากกว่า ซึ่งบางครั้งเราอาจไม่ทราบบางเรื่องราวในธุรกิจ การดูแต่ตัวเลขกำไรนั้นอาจทำให้เราประเมินทิศทางธุรกิจผิดก็ได้ หัวข้อในงบกระแสเงินสดบางรายการจะมีนัยที่บ่งชี้สิ่งที่ซ่อนอยู่ได้ ซึ่งหาได้จากรายการปรับปรุงกำไร (ขาดทุน) ก่อนภาษีเงินได้เป็นเงินสดรับ (จ่าย) เช่น
- หนี้สงสัยจะสูญ รายการนี้จะบวกกลับ บางครั้งบางบริษัทอาจแสดงแยกรายการในงบกำไรขาดทุน บางบริษัทอาจจะรวมในค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร จำนวนเงินบอกให้รู้ว่าระหว่างปีบริษัทตั้งสำรองค่าใช้จ่ายพอหรือไม่ เราตรวจสอบเบื้องต้นจากอัตราส่วน AR Turnover หากรอบหมุนเวียนเร็ว (มากกว่า 6 แสดงว่าเฉลี่ยเก็บเงินหรือให้ credit การค้าไม่เกิน 60 วัน) ก็ตั้งเพียงพอถ้ารอบน้อยแสดงว่าตั้งสำรองไว้น้อย

- ขาดทุนจากมูลค่าสินค้าลดลง รายการนี้จะแสดงบวกกลับ เช่นเดียวกับหนี้สงสัยจะสูญบางบริษัทอาจแสดงแยกรายการในงบกำไรขาดทุนหรืออาจจะรวมในค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารก็ได้ แต่ในทางหลักบัญชีที่ถูกต้องต้องรวมในต้นทุนขาย ที่กล่าวเช่นนี้เพราะบางบริษัทแสดงเป็นค่าใช้จ่ายอื่นแยกแสดงรายการจากต้นทุนขาย บอกอะไรหากแสดงไว้นอกต้นทุนขาย เพราะเมื่อหักค่าใช้จ่ายนี้ไว้นอกต้นทุนขายแสดงว่าเมื่อวิเคราะห์อัตราส่วนกำไรขั้นต้นจะสูงกว่าความจริงเพราะค่าใช้จ่ายนี้ไม่ถูกรวมอยู่ สมการต้นทุนขาย = สินค้าคงเหลือต้นงวด + (ซื้อ + ค่าใช้จ่ายการผลิตระหว่างงวด) สินค้าคงเหลือปลายงวด เมื่อสินค้าคงเหลือประกอบด้วย วัตถุดิบ งานระหว่างทำ และสินค้าสำเร็จรูป การขาดทุนจากมูลค่าสินค้าลดลงทำให้สินค้าคงเหลือปลายงวดน้อยลง นั่นคือต้นทุนขายสูงขึ้น การแสดงรายการนี้ไว้ผิดที่ก็แสดงว่าอาจกำลังพยายามบิดเบือนอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ดังนั้นถ้าเห็นรายการนี้ปรากฏขึ้น แล้วแนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้นไม่ลดลง แสดงว่ามีแนวโน้มที่จะแสดงขาดทุนจากมูลค่าสินค้าลดลงที่อื่นที่ไม่ใช่ต้นทุนขาย (กำไรขาดทุนรวมไม่ผิดแต่การวิเคราะห์อัตรากำไรขั้นต้นผิดทำให้วิเคราะห์แนวโน้มธุรกิจผิดได้) และเมื่อตีมูลค่าลงในงวดใดแล้ว งวดถัดไปจะกลับรายการเสมอ หากการกลับรายการเท่าที่ลงขาดทุนงวดก่อน แสดงว่าแนวโน้มราคาสินค้าหยุดลดลง แต่ถ้ากลับรายการน้อยลง แปลว่าราคาสินค้ายังลงต่อแต่ช้าลง หรือถ้าลบหรือขาดทุนต่อ แสดงว่าลดลงมากกว่าเดิม

- ขาดทุน(กำไร)จากการจำหน่ายสินทรัพย์ถาวร ขาดทุนจะบวกกลับ ถ้ากำไรจะนำมาลบออก แสดงว่าในระหว่างงวดบริษัทมีการขายสินทรัพย์ออก ถ้าจำนวนไม่มากก็เป็นการขายเศษซากสินทรัพย์เท่านั้นไม่มีสาระใดๆ แต่ถ้าจำนวนมากๆ (กำไร) แสดงว่าจะมีการสร้างรายการ one-time gain เพื่อแสดงกำไรรวมให้ดูสูง หากเราเอากำไรนี้ออก (โดยปรับอัตราภาษีออก เช่น กำไรจากการขายสินทรัพย์ 250 ลบ. เอากำไรนี้ออกจากกำไรสุทธิ ต้องลบด้วย 250*(1-t) = 250*(1-0.2) = 200 รายการประเภทนี้รวมถึงกำไรจากการขายเงินลงทุนด้วย

- ขาดทุนจากการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ถาวร เป็นรายการบวกกลับ แต่บอกให้รู้ว่ามีสินทรัพย์ที่เลิกใช้งานเท่าไร และมีการเอารายการนี้ออกจากงบแสดงฐานะการเงิน ในภาวะปกติจะมีจำนวนน้อยเพราะสินทรัพย์ที่ตัดออกนี้มักจะตัดค่าเสื่อมจนหมดแล้ว (มักมีราคาซากน้อยมาก เช่น 1 บาท) แต่หากมีจำนวนมากแสดงว่ามีสินทรัพย์ที่เป็น non-performing assets อยู่จำนวนหนึ่งซึ่งอาจหมายความว่าเกิดความล้าสมัยในเทคโนโลยีการผลิต หรืออาจเกิดเพราะกิจการมีการเปลี่ยนรูปแบบการผลิต หรือยกเลิกการผลิตในสายผลิตภัณฑ์นั้นและเครื่องจักรไม่สามารถนำไปใช้ในการผลิตได้อีก เราอาจต้องดูเชิงลึกถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ กลยุทธ์การตลาด vision เป็นต้น

- ขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ เป็นรายการบวกกลับ รายการด้อยค่าจะเกิดขึ้นเมื่อมูลค่าที่จะได้รับจากสินทรัพย์ (ราคาขายสุทธิหรือมูลค่าจากการใช้ที่หามาจากมูลค่ากระแสเงินสดรับสุทธิที่เกิดจากการใช้สินทรัพย์นั้นในการผลิตขายแล้วแต่ค่าใดสูงกว่า) เทียบกับราคาตามบัญชีสุทธิขณะนั้น หากมูลค่าที่จะได้รับจากสินทรัพย์ น้อยกว่าก็จะเกิดการด้อยค่าสินทรัพย์ การด้อยค่านี้บอกนัยได้หลายอย่างคือ
-ในภาวะปกติ บ่งบอกว่าที่ผ่านมาบริษัทตัดค่าเสื่อมราคาน้อยเกินไป (อดีตแสดงกำไรสูงไป)
-ในภาวะเศรษฐกิจขาลง บอกว่ารายได้บริษัท(จากการขาย) กำลังลดลงในระยะยาว และมูลค่าสินทรัพย์นั้นๆก็กำลังลดมูลค่าลงมาก

- ขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนในบริษัทย่อย/ร่วม เป็นรายการบวกกลับเช่นกัน แต่บอกให้รู้ว่าในบริษัทที่กิจการเข้าไปถือหุ้นอยู่นั้น เริ่มหรือเป็นกิจการในช่วง sunset หรือที่เข้าไปลงทุนนั้นซื้อมาในราคาแพงเกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับกำไร(หรือกระแสเงินสด Free cash flow) ธุรกิจลูกเริ่มไม่สดใส หากมูลค่าบริษัทถูกประเมินเพราะคาดว่าการซื้อธุรกิจทำให้เกิด synergy อาจต้องทบทวนใหม่

2. กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน (Cashflow from operating activities) มีสองส่วนคือส่วนแรกเกิดจากการปรับปรุงให้กำไรเป็นกำไรเฉพาะการดำเนินงาน หลังปรับปรุงแล้วจะได้กำไรจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์และหนี้สินดำเนินงาน กำไรตรงนี้คือกำไรที่เอารายการไม่เป็นเงินสดหรือเกี่ยวกับการดำเนินงานออกหรือเข้าใจอีกมุมง่ายๆ คือกำไรที่ไม่รวม one-time gain (loss) รายการส่วนนี้บอกว่ากำไรเฉพาะการดำเนินงานที่ใกล้เงินสดที่สุดเป็นเท่าไร กำไรสุทธิควรมากกว่าหรือใกล้เคียงกำไรจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์และหนี้สินดำเนินงาน เพราะถ้าน้อยกว่าหรือติดลบ แสดงว่ากำไรที่เห็นไม่ได้มาจากการทำธุรกิจหลัก ตรงนี้บอกให้รู้ว่าธุรกิจเริ่มมีปัญหาในการดำเนินงานปกติ ต้องพยายามสร้างกำไรแปลกๆ เข้ามา เช่นตัวอย่าง

บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) บริษัทย่อยและกิจการที่ควบคุมร่วมกัน                                                                                                                                  

งบกระแสเงินสด                                                                                                                                          

                                                                                                                                        2556

กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน                                                                                                                             

กำไรก่อนภาษี                                                                                                       9,245,222,372

กำไรจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงใน ส/ท น/ส                                3,819,960,409

เงินสดจาก (ใช้ไปใน) กิจกรรมดำเนินงาน                                                                                                                           (6,086,537,876)

   จ่ายดอกเบี้ย                                                                                                                               (1,524,680,020)

   จ่ายภาษีเงินได้                                                                                                       (798,255,658)

เงินสดสุทธิจาก (ใช้ไปใน) กิจกรรมดำเนินงาน                                                                                                                               (8,409,473,554)

กำไรปี 2556 ก่อนภาษี 9.4 พันล้านบาท แต่กำไรจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงใน ส/ท น/ส ดำเนินงาน เหลือเพียง 3.8 พันล้านบาท กำไรกว่ากว่า 7 พันล้านบาทมาจาก

   กำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม                               (3,293,595,546)

   กำไรจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในบริษัทร่วม ณ วันเปลี่ยนสถานะ (3,821,639,871)

ถ้าเราไม่สนใจเราก็นึกว่ากำไรเพิ่มจากปีก่อนมากมาย กำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จรวมสำหรับปี 2556 เท่ากับ 9,087 ลบ.เทียบปี 2555 กำไรสุทธิเท่ากับ 2,282 ลบ.



3. กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน (Cashflow from operating activities) ส่วนที่สองคือเงินสดจาก (ใช้ไปใน) กิจกรรมดำเนินงาน รายการนี้จะเกิดจากกำไรจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงใน ส/ท น/ส ดำเนินงานแล้วหักหรือบวกด้วยการเพิ่มหรือลดในสินทรัพย์หมุนเวียน เช่นลูกหนี้การค้า สินค้า เจ้าหนี้การค้า และ ส/ท น/ส หมุนเวียนอื่นๆ หรือดำเนินงานอื่นๆ ปกติถ้าเก็บหนี้ปกติ สินค้าหมุนเวียนปกติไม่มีรอบยาวเกินไป กำไรจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงใน ส/ท น/ส เมื่อปรับ ส/ท หรือ น/ส แล้ว รายการเงินสดจาก (ใช้ไปใน) กิจกรรมดำเนินงานจะไม่ลดลงหรือติดลบ ดังตัวอย่าง

บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย      

งบกระแสเงินสด                                                                              

                                                                                                                      2556

กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน                                           

กำไร (ขาดทุน) ก่อนภาษี                                                                         101,281,555

กำไรจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงใน ส/ท น/ส                  167,187,988

เงินสดจาก (ใช้ไปใน) กิจกรรมดำเนินงาน                                            (191,978,029)

   จ่ายดอกเบี้ย                                                                                             (65,750,818)

   จ่ายภาษีเงินได้และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย                                             (5,854,327)

เงินสดสุทธิจาก (ใช้ไปใน) กิจกรรมดำเนินงาน                                     (263,583,174)

Cash cycle days                                                                                                        155

บริษัทที่มีรอบวงจรเงินสดยาว คือลูกหนี้เก็บเงินช้า สินค้าหมุนเวียนช้า จ่ายเจ้าหนี้การค้าเร็ว ลูกหนี้จะเพิ่มมาก สินค้าก็เช่นกัน เจ้าหนี้การค้าเพิ่มน้อยกว่า ทำให้การเปลี่ยนแปลงใน ส/ท น/ส เป็นยอดลบ ทำให้รายการเงินสดจาก (ใช้ไปใน) กิจกรรมดำเนินงานลดลงและอาจถึงติดลบดังนั้นอาจสรุปในเบื้องต้นได้คือ

- กำไรสุทธิหรือกำไรก่อนภาษี > กำไรจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงใน ส/ท น/ส ปกติควรมากกว่าเพราะรายการปรับปรุงจะบวกค่าเสื่อมราคากลับเข้าในกำไรยิ่งมีสินทรัพย์ PPE มากยิ่งมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงใน ส/ท น/ส มากกว่ากำไรสุทธิ การที่กำไรสุทธิมากกว่าแสดงว่ามีปัญหาในการดำเนินธุรกิจ  แสดงว่ามี one-time มากต้องระวังการตกแต่งกำไรจากรายการที่ไม่ปกติ

- เงินสดจาก (ใช้ไปใน) กิจกรรมดำเนินงาน < กำไรจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงใน ส/ท น/ส แสดงว่ามีปัญหาวงจรเงินสดยาวมากขึ้น

4. สรุป กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน (Cashflow from operating activities) ส่วนบนบอกถึงปัญหาการทำกำไรจากการกำเนินงาน ส่วนที่สองบอกเรื่องวงจรเงินสดที่ดีหรือแย่ลง ดังนั้นบริษัทที่ กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน (Cashflow from operating activities) ติดลบ เราต้องมองว่าเกิดจากอะไร อะไรทำให้ติดลบหรือลดลง บริษัทที่เกิดปัญหา แล้วจะ turnaround ได้หรือไม่ต้องแก้ปัญหาให้ถูกจุด หาไม่แล้วก็จะกลับมาสู่ปัญหาเดิมๆ ในอนาคต

5. กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน (Cashflow from investing activities) ส่วนนี้บอกถึงกลยุทธ์ธุรกิจ กิจการที่ใช้กลยุทธ์เติบโต ส่วนนี้จะเห็นถึงการลงทุนต่อเนื่อง และที่สำคัญจะมากกว่าค่าเสื่อมราคา (ควรดูงบปี ไม่ควรดูงบไตรมาส) เพราะการลงทุนจะสูงกว่าส่วนที่ลดลงของที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ การลงทุนเท่ากับค่าเสื่อมราคาคือการทดแทนเท่านั้น ไม่ใช่การขยาย ปกติดูเงินสดจ่ายซื้อที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ควรมากกว่าค่าเสื่อมราคาสักราว 2 เท่าขึ้นไป การจ่ายลงทุนในที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ แสดงถึงการเน้นการเติบโตแบบ organic growth ส่วนการลงทุนในเงินลงทุนย่อยหรือร่วมเป็นการเติบโตเน้น inorganic growth

6. กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน (Cashflow from financing activities) ธุรกิจใดมีรายการกู้ยืมดูเยอะ จะบ่งบอกว่าต้องหมุนเงินกู้ยืมมาก กู้ที่หนึ่ง มาจ่ายที่หนึ่ง ผมจะไม่ค่อยชอบนัก และมองมองว่าปัญหาลึกๆ คือบริษัทอยู่ได้เพราะเงินกู้ ขาดเงินกู้จากสถาบันการเงินก็อาจล้มได้ไม่ยาก ถ้าดูงบกิจการรับเหมาก่อสร้างจะชัดเจน บริษัทที่มี D/E Ratio สูงๆ จะแสดงรายการกู้ยืมและจ่ายคืนมาก หมุนเงินไปมา พวกนี้หนี้ไม่ลด รายการ CFF ที่ดีควรลบเพราะจ่ายปันผล แสดงว่าทำมาหากินแล้วมีเงินคืนผู้ถือหุ้น

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559

อัตราการจ่ายปันผลที่เหมาะสมของธุรกิจ


อัตราการจ่ายปันผลที่เหมาะสมของธุรกิจ

การจ่ายปันผลมากไปก็ใช่ว่าดี น้อยก็ไม่ใช่ว่าไม่ดี เพราะการจ่ายปันผลในแง่ของบริษัท คือการจ่ายสินทรัพย์ (เงินสด) ออกไปจากธุรกิจทำให้สินทรัพย์ลดลง และส่วนเจ้าของ (Equity) ลดลง ซึ่งการเพิ่มขึ้นทดแทนส่วนสินทรัพย์และส่วนของเจ้าของที่ลดลงคือกำไรที่เข้ามาใหม่ถ้าเพิ่มมากขึ้น ภาพโดยรวมสินทรัพย์และส่วนเจ้าของก็จะสูงขึ้นอยู่ดี ดังนั้นถ้าบริษัททำกำไรได้เท่ากับที่ผู้ถือหุ้นต้องการ และไม่สามารถเติบโตไปมากกว่านี้แล้ว ก็จ่ายจากกำไรทั้งหมดคืนผู้ถือหุ้นไป แต่ถ้ากิจการยังโตได้ต่อไป เก็บกำไรไว้เท่าไรดี จ่ายกำไรออกไปหมดก็ต้องกู้มาขยายธุรกิจ ไม่ก็ต้องเพิ่มทุนเพื่อมาลงทุนเพิ่ม ไม่จ่ายเลยก็ดูเหมือนผู้ถือหุ้นอาจจะไม่พอใจได้ ถ้ามองฝั่งเดียวคือแหล่งทุน sources of fund จะได้สมการการเติบโตดังนี้

  growth (g) = ROE * (1- pay-out ratio) ; pat-out ratio คืออัตราจ่ายปันผลจากกำไรสุทธิ

กำไรที่เก็บไว้คือตัวสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ แต่ใช่ว่าการเก็บไว้ทั้งหมดจะดีเสมอ เพราะการเติบโตธุรกิจโดยส่วนมากขึ้นกับการเติบโตอุตสาหกรรม การที่จะเติบโตมากกว่าอุตสาหกรรมในระยะสั้นอาจไม่ยาก แต่ในระยะยาวไม่ง่าย เพราะคู่แข่งขันเดิมในตลาดย่อมปกป้องส่วนแบ่งตลาดของตนไว้ การเติบโตมากกว่าตลาดจึงไม่ใช่เรื่องง่ายในระยะยาว (ช่วงสั้นอาจทำได้ แต่รักษษาไว้อาจยากเพราะสุดท้ายก็จะถูกแย่งกลับ) ในทางทฤษฎีจึงมองว่า market growth คือตัวแทนที่ดี ดังนั้นสรุปได้ดังนี้คือ

ถ้าให้   Gi  คือการเติบโตอุตสาหกรรม

          Gs คือการเติบโตจากกำไร = ROE * (1- pay-out ratio)

1.      Gi > Gs จ่ายกำไรมากเกินไป โตด้วยตัวเองไม่ทัน อาจนำไปสู่การก่อหนี้เพิ่ม คือมี  D/E เพิ่มขึ้น อาจต้องเพิ่มทุนได้ ซึ่งผู้ถือหุ้นก็อาจยอม แต่กำไรถูก dilute เป็นสาเหตุให้ราคาลดลงได้

2.      Gi = Gs เป็นอัตราการจ่ายปันผลจากกำไรที่ดีที่สุดที่บริษัทสามารถเติบโตไปพร้อมอุตสาหกรรม ในขณะที่รักษาระดับ ROEไว้ได้ D/E ก็คงที่ได้ ไม่ต้องเพิ่มทุน ไม่ต้องเพิ่มสัดส่วนระดับหนี้ต่อทุน ราคาหุ้นสามารถเติบโตตามอุตสาหกรรมในระยะยาว

3.      Gi < GS เก็บกำไรไว้เกินจำเป็น นำไปสู่ ROE ลดลงเพราะส่วนผู้ถือหุ้นเพิ่มเร็วกว่ากำไรที่ทำได้ เมื่อ ROE ลดลงทำให้ราคาหุ้นมีแนวโน้มลดลงได้

เราเรียก Gs ว่า Sustainable Growth การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ดังนั้นถ้าจะสรุปอีกครั้ง การเติบโตของบริษัท มากจาก

1.       การเติบโตของอุตสาหกรรม

2.       นโนบายการเงินและการบริหาร

3.       กลยุทธ์การแข่งขันของบริษัท

การเติบโตของอุตสาหกรรมจะเป็นแรงขับดันเบื้องต้น ในสมมติฐานการเงินทั่วไปเบื้องต้น หากธุรกิจรักษาระดับการแข่งขันได้ (คงที่) รักษาความสามารถในการผลิต การดำเนินงาน เมื่ออุตสาหกรรมขยายตัว 10% ส่วนแบ่งการตลาดไม่เปลี่ยนแปลง ยอดขายควรเติบโต 10% เช่นกัน ต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายเพิ่มในอัตราเท่ากับยอดขาย กำไรก็ควรเพิ่มในอัตราเท่ากัน แต่การเพิ่มขึ้นของยอดขาย ย่อมทำให้กิจการต้องมีทุนหมุนเวียนสุทธิ (Net working capital NWC) เพิ่มขึ้นด้วย ถ้าเราให้อัตราการทำกำไรคงที่  ROA (EBIT/TA) = 10% และทุกยอดขาย 1 บาท ต้องลงทุนใน NWC 0.2 บาท โดยให้ NWC = ลน. + สค. –จน.  (ให้ สท.หมุนเวียน และ นส.หมุนเวียน เท่ากัน) ดังนั้นยอดขายเพิ่ม 10% ย่อมต้องการ NWC เพิ่ม 10%

           ด้านการเงินคือการจ่ายปันผล ที้ต้องให้เหมาะสม บริษัทจ่ายปันผลมากใช่ว่าดีเสมอ หรือน้อยก็ไม่ได้แย่ตลอด แน่นอนการจ่ายเงินปันผลมากบริษัทต้องมีกำไรมาก และที่จ่ายปันผลสูงมิใช่หมายถึงการวัดที่จำนวนเงิน แต่วัดที่อัตราเงินปันผล (dividend yield) หรือ เงินปันผลต่อหุ้นหารด้วยราคาหุ้น เช่น A จ่ายปันผล 10 บาทต่อหุ้น ราคาหุ้น 400 บาท คิดเป็น yield = 2.5% อีกบริษัท B จ่าย 1.5 บาทต่อหุ้น ราคาหุ้น 50 บาท yield = 3% B จ่ายปันผลดีกว่า A

               แต่ในมุมการวิเคราะห์การเงินแล้ว จะดูเพียงอัตราผลตอบแทนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องพิจารณาอีก 3 ค่าด้วยคือ อัตราการจ่ายเงินปันผล (Payout = Dividend/Profit) ROE (Return on Equity) อัตราผลตอบแทนส่วนผู้ถือหุ้น และอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรม เพราะทั้งสามค่ามีผลกระทบต่อโครงสร้างทุน (D/E) ซึ่งโครงสร้างทุนจะมีผลต่อ ต้นทุนของทุน (Cost of capital) และต้นทุนของทนนี้ก็จะกระทบต่อไปยังมูลค่าหุ้น เพราะสุดท้ายราคาหุ้นก็ขึ้นกับ ผลรวมของกระแสเงินสดในอนาคตคิดลดด้วย WACC (ต้นทุนของทุน)

               ถ้า เรานำ DDM Model P = D/(k-g) และ สูตร DY (Dividend Yield) = D/P จะได้ P =D/DY จะเทียบเคียงได้ว่า DY = (k –g) การประยุกต์ใช้ก็ดูว่าตอนนี้ราคาหุ้นซื้อขายที่เท่าไร DY เท่าไร สมมติ Trade ที่ DY = 1.87% ถ้า เรามี k ที่ต้องการราว 19% แสดงว่าต้องมี g = 17.13% เราก็มาดูว่ากำไรระยะสั้น EPS โตสักกี่ % เฉลี่ยสามปี หรือห้าปี เติบโตได้ 17.13% หรือไม่ ระยะสั้นอาจได้ แต่พอดูสามปีห้าปี อาจจะยากแล้ว ก็แปลว่า ถือได้ไม่เกินปี ถ้าถือยาวๆ อาจไม่ใช่ระดับราคาที่ควรลงทุน

               CEO และ CFO ที่เก่ง ต้องกำหนดอัตราเงินปันผลที่เหมาะสมเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนของกิจการ เพราะการจ่ายอัตราเงินปันผลที่สูงมากเกินไป ในขณะที่อุตสาหกรรมก็กำลังอยู่ในช่วงเติบโตสูง อาจจะทำให้ D/E สูงขึ้น และถ้าต่อเนื่องหลายปี สุดท้ายก็ต้องเพิ่มทุนเพื่อลดความเสี่ยงทางหนี้สิน และการเพิ่มทุนย่อมกระทบต่ออัตรา ROE เมื่อ ROE ลด ย่อมกระทบกับราคาหุ้นในระยะยาว

             ค่าทางการเงินหนึ่งคือ sustainable growth (การเติบโตที่ไม่กระทบต่อโครงสร้างทุน สามารถเติบโตด้วยความสามารถการดำเนินงานเองอย่างต่อเนื่อง) เป็นค่าที่สำคัญ ในทางการเงินให้นิยาม g = ROE x (1 - payout)

             เช่น A มีกำไรต่อห้น EPS = 10 บาท จ่ายปันผลต่อหุ้น 40% หรือจ่าย DPS = 4 บาท ถ้า A มี ROE = 15%, sustainable growth A = 15% x (1-0.4) = 9% ดังนั้นอัตรานี้จึงไม่ใช่การเติบโตของอุตสาหกรรม แต่คือตัวบริษัทที่เติบโตได้ภายใต้เงื่อนไขไม่เพิ่มทุน ไม่ก่อสัดส่วนหนี้ต่อทุนเปลี่ยนไป

ถ้าอุตสาหกรรมที่ A ดำเนินธุรกิจอยู่ เติบโตในอัตรา 9% ถือว่ามีการจ่ายปันผลในอัตราที่เหมาะสม A สามารถดำเนินธุรกิจไปได้ โดยเติบโตไปพร้อมๆ อุตสาหกรรม ด้วยแหล่งทุนจากการดำเนินธุรกิจ โดยรักษา D/E คงที่ไปตลอด ไม่มีความสี่ยงด้าน solvency (ความอยู่รอด) รักษาระดับ market share ได้

               ทีนี้ถ้าอุตสาหกรรมโตมากกว่า 9% สมมติว่า 12% หาก A จ่ายปันผล 40% ROE ยังต้องการได้ที่ 15% และมี market share เท่าเดิม (รักษาความสามารการแข่งขันทางการตลาดไว้) จะทำให้ A ต้องก่อหนี้สินเพิ่มขึ้น ระดับ D/E จะเพิ่มขึ้น ในระยะยาวเมื่่อโครงสร้างทุนมีหนี้เพิ่มขึ้น ต้นทุนของทุนเฉลี่ยโดยรวมจะเพิ่มขึ้น (Re หรือ Rk เพิ่มขึ้น) ราคาหุ้นก็จะลดลง

ในทางตรงข้าม ถ้าอุตสาหกรรมโตเพียง 5% แต่กิจการจ่ายปันผลแบบเดิม มีอัตราเติบโต sustainable growth 9% ถ้าบริษัทมีความสามารถในการแข่งขันเท่าเดิม ส่วนแบ่งตลาดเท่าเดิม ROE จะลดลงในระยะยาว (เก็บกำไรไว้แต่โดยรวมกำไรเพิ่มในอัตราที่น้อยกว่ากำไรสะสมที่เพิ่มส่วนทุนรวมจะเพิ่มเร็วกว่ากำไรที่ได้)

            ดังนั้นกิจการที่ดี ต้องมองทั้ง 3 มิติร่วมกันไปพร้อมกัน คือ Payout, ROE และ Industry growth นอกจากนี้ growth ของธุรกิจนอกเหนือจากอุตสาหกรรมแล้วยังมาจากกลยุทธ์ภายในของธุรกิจเองด้วย ซึ่งประเด็นหลังนี้ในหลักการบริหารจัดการคือ การสร้างความได้เปรียบทางการตลาดนั่นเอง มองในภาพรวม อุตสาหกรรมโต 9% แต่กิจการอาจโตมากกว่าได้ สมมติโต 15% แน่นอนการโตนี้หมายความว่ากิจการต้องใช้การขยายงานจากแหล่งทุนซึ่งหามาได้จากสองแหล่งคือ ภายในจากกำไรของกิจการเอง และการใช้แหล่งทุนจากภายนอก (กู้ยืมและเพิ่มทุน ถ้าต้องการรักษา D/E ก็ต้องเพิ่มเข้าในสัดส่วนเดิมโครงสร้างทุนจึงไม่กระทบ)

            การเติบโตสูงกว่าอุตสาหกรรมย่อมเป็นสิ่งปรารถนา แต่ในระยาวของเศรษฐกิจเปิดเสรีแล้วระยะยาวจะเติบโตโน้มเข้าหาอุตสาหกรรม

อัตราการเติบโตนี้ควรดูจากการเติบโตจากยอดขาย (กลยุทธ์เติบโตหรือ Groeth Strategy) ไม่ควรใช้กำไร เพราะกำไรอาจเพิ่มลดจากรายการ one time gain/loss หรือการเพิ่ม/ลด ของรายจ่าย แต่อย่าไปสับสนกับการคำนวณหา PEG หรือค่า พีอีหารอัตราการเติบโต (PEG) ของปีเตอร์ลินท์ อัตราการเติบโตตัวนั้นคืออัตราการเติบโตกำไร

          การจ่ายปันผล ถ้าอุตสาหกรรมยังโตสูงๆ กิจการที่มี ROE สูงมากๆก็สามารจ่ายปันผลได้ในสัดส่วนสูง แต่ถ้า ROE ทำได้ไม่มากก็ควรจ่ายในอัตราที่ต่ำ ในทางกลับกัน ถ้าอุตสาหกรรมเติบโตต่ำลง อัตราการจ่ายปันผลควรจะเพิ่มขึ้น

ในอดีตมีตัวอย่างจริงให้เห็นมาแล้ว เช่น TISCO ในอดีตที่เป็น บงล. ราคาหุ้นขึ้นตลอด และไม่เคยจ่ายปันผลเลย อุตสาหกรรมโตราว 30% มี ROE เกือบ 30% เช่นกัน และเป็นหุ้นที่เพิ่มทุนน้อยมาก ราคาก่อนเกิดวิกฤติเป็นพัน บงล. ล้มกันเยอะ แต่ตัวนี้รอด และสุดท้ายก็เป็นธนาคาร เทียบกับ บงล. หลายตัวในยุคนั้น เพิ่มทุนกันเป็นว่าเล่น สุดท้ายเจ๊งกันระนาว ถ้าใครมีโอกาสได้วิเคราะห์ลึกๆทางการเงินจากงบการเงินจะเห็นชัด นักลงทุนยุคนั้นเล่นกันแต่หุ้นไฟแนนซ์และอสังหาฯ  เหมือนยุคนี้ที่เห่อหุ้นพลังงานและค้าปลีก

            บางตัวดี บางตัวก็ดีแบบเวอร์ สร้าง deal อลังการ แต่ในทางการเงินแท้จริงซ่อนมีดไว้เยอะ ไม่เห็นง่ายๆหรอกในช่วงสั้นปีครึ่งปี