วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559

การไซฟ่อนเงิน ตอนที่ 2


การไซฟ่อนเงิน ตอนที่ 2

ต้องยอมรับว่าการดูข้อมูลเพื่อบอกว่าบริษัทไซฟ่อนหรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย รวมถึงบางเรื่องต้องใช้เวลายาวนาน และเข้าใจทางการบัญชีพอควร แต่มีไฟย่อมมีควัน ดังนั้นเมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้น อย่างน้อยต้องมีเงื่อนพอให้สืบค้นเรื่องราวต่อไปได้บ้าง คำแนะนำเบื้องต้นให้สัญญาณต่างๆ มีดังนี้

1. จับสัญญาณจากงบการเงิน โดยอาศัยวิเคราะห์อัตราส่วนจากข้อมูลในงบการเงิน หรือแม้แต่ความเห็นของผู้สอบบัญชี เช่นถึง แม้ผู้สอบบัญชีจะรับรองว่างบการเงินถูกต้อง แต่มีการตั้งข้อสังเกตบางอย่าง (รายงานผู้สอบบัญชีให้ข้อสังเกต ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ในรายงาน เดิมบางผู้สอบบัญชีก็มีเขียนรายงานอยู่แล้ว) อันนี้ต้องดูรายละเอียดว่า ผู้สอบบัญชีกำลังบอกอะไร เช่น ผู้สอบบัญชีอาจบอกว่า บริษัทมีการทำรายการที่เกี่ยวโยงกันเป็นจำนวนมากด้วยข้อความหน้างบว่า “โดยมิได้เป็นการแสดงความเห็นอย่างมีเงื่อนไขต่องบการเงินข้างต้น ข้าพเจ้าขอให้สังเกตหมายเหตุประกอบงบการเงินข้อ 3 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายการค้าระหว่างบริษัทและบุคคลที่เกี่ยวข้องกันเป็นจำนวนมาก และในระหว่างปีบริษัทมีการรับคืนสินค้า เนื่องจากสินค้าเสียหาย” เป็นต้น

สัญญาณที่จะสะท้อนว่างบการเงินมีปัญหา จะเห็นได้ชัดเจนขึ้นเมื่อความเห็นของผู้สอบบัญชีออกแนวเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับ ได้แก่ การแสดงความเห็นต่องบการเงินนั้นแบบมีเงื่อนไข เช่น บอกว่าถ้าไม่นับเรื่องนี้แล้ว งบการเงินที่เหลือถูกทั้งหมด หรือการบอกว่า ไม่อาจแสดงความเห็นต่องบการเงินได้ เนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบได้ รวมถึงขั้นที่แรงสูงสุด คือ บอกว่างบการเงินนั้นไม่ถูกต้อง

2. ข้อมูลการทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน ไม่ใช่ว่าการที่บริษัททำรายการเหล่านี้จะไม่ดีเสมอไป  แต่มีเพียงบางกรณีที่ถูกใช้เป็นช่องทางถ่ายเทผลประโยชน์ได้ ดังนั้น ในฐานะผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทคนหนึ่ง  ควรรักษาประโยชน์ของตนเอง โดยเข้าไปดูว่าการทำรายการนั้นมีประโยชน์อะไรบ้างต่อบริษัท มีความสมเหตุสมผลไหม ที่สำคัญคือ ราคามีความเป็นธรรม สมเหตุสมผลหรือไม่ หรือมีเงื่อนไขอย่างไร ทำให้บริษัทเสียประโยชน์หรือไม่ มีหลายกรณีที่รายการที่เกี่ยวโยงกันของบริษัทดูน่าสงสัย แต่ก็ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งเหตุผลส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้ถือหุ้นที่ไม่เห็นด้วย ไม่ได้เข้าประชุมเพื่อใช้สิทธิโหวตคัดค้าน หรืออาจไม่เข้าใจ จึงไม่ให้ความสนใจตรงนี้

3. ควรติดตามว่าบริษัทได้ทำอะไรที่ไม่ใช่ธุรกิจปกติหรือไม่ เช่นธุรกิจหลักของบริษัทไม่ได้เป็นธนาคาร แต่ทำไมชอบปล่อยกู้เสียจริงหรืออาจให้สินเชื่อการค้า แล้วต่อมาก็มีการตั้งสำรองเผื่อหนี้สูญ เราควรติดตามดูรายการเหล่านี้ว่าบริษัทมีมาตรการอย่างไร มีการวิเคราะห์ความสามารถของลูกหนี้ในการชำระคืนเงินกู้หรือไม่ หรือบางทีบริษัทไปลงทุนในอะไรใหม่ๆ ที่บริษัท ไม่มีความรู้ความชำนาญมาก่อน ต้องดูว่ามีความสมเหตุสมผลไหม  

4. พิจารณาว่าบริษัทมีระบบการควบคุมภายในที่ดีพอหรือไม่ เช่น ให้บุคคลคนเดียวเป็นผู้มีอำนาจลงนามโดยไม่มีระบบคานอำนาจ ก็เป็นช่องทางให้เกิดการไซฟ่อนได้ง่าย หรือหากระบบควบคุมภายในไม่ดีก็ทำให้เกิดการรั่วไหลของทรัพย์สินได้ง่ายเช่นกัน ตัวช่วยบอกสัญญาณในเรื่องนี้ก็มาจากรายงานผู้สอบบัญชี อัตราส่วน turnover ต่างๆ ผันผวนสูงๆ สม่ำเสมอ



บริษัทที่จะลงทุนถ้าหากส่งสัญญาณที่ไม่ค่อยดีนักว่าอาจมีการไซฟ่อน ไม่ผิดถ้าคุณจะถอยหลังออกมา เพราะยังมีหุ้นตัวอื่นๆ ให้เลือก จำไว้ว่าการลงทุนในหุ้น ถึงแม้จะดี ก็มีความยังเสี่ยงในการลงทุนตามปกติอยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องเพิ่มความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่น่าสงสัยว่าจะมีการไซฟ่อนอีก บางคนสนใจทำกำไรเพียงสั้นๆไม่กี่วัน ไม่กี่สัปดาห์ไม่กี่เดือน ถ้าติดหุ้นก็ต้องทำใจยอมรับ cut loss เพราะบางทีอาจใช้เวลานานกว่าความจริงจะปรากฏ หุ้นก็อาจลงมามากกว่าที่คิด จึงควรเลือกปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า

การไซฟ่อนเงิน ตอนที่ 1


การไซฟ่อนเงิน ตอนที่ 1

         เรามักได้ยินคำสองคำ บางคนอาจจะสับสนระหว่างคำว่าการไซฟ่อนเงินกับการฟอกเงิน ทั้งสองคำนี้ต่างกัน การไซฟ่อนเงิน (money siphoning) คือการยักย้ายถ่ายเทผลประโยชน์ของบริษัทไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว ส่วนการฟอกเงิน (Money laundering) หมายถึง การกระทำใด ๆ ที่ทำให้เงินที่ได้มาโดยการกระทำที่มิชอบด้วยกฏหมาย หรือได้มาโดยการไม่สุจริตให้กลายเป็นเงินที่ได้มากโดยถูกต้องตามกฏหมาย หรือการฟอกเงิน ก็คือ การทำเงินที่สกปรกให้สะอาด ตลาดหุ้นก็ถือเป็นแหล่งหนึ่งที่อาชญากรทางการเงินใช้เป็นที่ฟอกเงิน แต่วันนี้เราจะไม่พูดถึงเรื่องการฟอกเงิน แต่จะพูดถึงเรื่องการไซฟ่อนเงิน



การยักย้ายถ่ายเทผลประโยชน์ของบริษัทออกไปเป็นผลประโยชน์ส่วนตัวของเจ้าของบริษัท สำหรับในประเทศไทยเกิดขึ้นบ่อยๆ โดยที่บางครั้งคนซื้อหุ้นเสียประโยชน์โดยไม่รู้ตัว การไซฟ่อนเงิน (money siphoning) โดยอาจจะทำผ่านช่องทางการทำธุรกิจปกติ เช่นในรูปของการซี้อขายสินค้าและสินทรัพย์ การกู้หรือให้ยืมเงิน การค้ำประกันระหว่างบริษัทจดทะเบียนกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ผู้บริหารหรือกิจการของคนเหล่านั้น แม้แต่การใช้ข้อมูลภายใน (inside information)

ข้อสังเกตพฤติกรรมของการไซฟอนเงิน จะมี 4 แบบหลัก ๆ คือ

1. การที่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง ทำการซื้อสินค้า สินทรัพย์ หรือเงินลงทุนในราคาที่สูงกว่าหรือต่ำกว่าความเป็นจริง โดยเฉพาะกับบริษัทในเครือหรือบริษัทร่วมที่มีความเกี่ยวข้องกับตัวผู้บริหาร เจ้าของ หรือผู้ถือหุ้น ตัวอย่างแบบที่หนึ่ง คือ การที่บริษัทจดทะเบียนซื้อหรือขายสินค้า หรือทรัพย์สิน ราคาสูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริง โดยเฉพาะกับกรรมการ/ผู้บริหาร/ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือบริษัทในเครือ/บริษัทที่เกี่ยวข้องกับบุคคลเหล่านั้น เช่น บมจ. AAA ได้ลงทุนซื้อหุ้น 25% ของ บจก. GGG (เป็นบริษัทของผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ถือหุ้นใน AAA ด้วย) ในราคา 125 ล้านบาท ทั้งที่มูลค่าตามบัญชีเพียง 60 ล้านบาท โดยอ้างว่ามูลค่าที่จ่ายเพิ่มเป็นค่าความนิยมของ บจก. GGG แต่ในเวลาต่อมาไม่นาน บมจ. AAA ต้องตั้งสำรองเผื่อขาดทุนจากการด้อยค่าหุ้น บจก. GGG ถึง 80 ล้านบาท และในปีถัดมา GGG ก็อาจทำธุรกิจขาดทุนจนกระทั่งอีกไม่นานก็เลิกกิจการ เป็นต้น ดังนั้นไม่ว่าจะจ่ายราคาที่สูงกว่าหรือต่ำกว่าความเป็นจริง เงินก็จ่ายไปแล้ว และการซื้อต่ำในตอนแรก ก็บันทึกกำไรจากการต่อรองแล้ว ราคาหุ้นก็ดันขึ้นไปอีกด้วย เท่ากับเจ้าของได้สองต่อ

อีกตัวอย่างของการไซฟ่อนเงิน ซึ่งในรูปแบบที่มักเกิดขึ้น ก็คือ เรื่องของการซื้อที่ดินในราคาสูง โดยมักให้เหตุผลว่าเพื่อเตรียมขยายโรงงาน เช่น ซื้อที่ดินจากบริษัทที่เป็นบริษัทที่ภรรยา/ลูก/คนที่เกี่ยวข้องของประธานกรรมการในบริษัทใหญ่ที่ถือหุ้นอยู่ ในราคา 750 ล้านบาท ซึ่งในเวลาต่อมา ปรากฏราคาประเมินของที่ดินแปลงดังกล่าวเพียง 245 ล้านบาท แถมบริษัทใหญ่ยังประกาศยกเลิกแผนขยายโรงงาน เท่ากับที่ดินที่ซื้อมาไม่มีการใช้ประโยชน์ตามที่บอกไว้ตอนซื้อ แต่ได้มีการผ่องถ่ายเงินของ บมจ. ออกไปยังบริษัทที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหารเรียบร้อยแล้ว

2. การที่บริษัทจดทะเบียนอนุมัติเงินกู้หรือลดหนี้สิน หรืออำนวยความสะดวกในด้านใดด้านหนึ่งเกี่ยวกับการเงินของผู้ถือหุ้น ผู้บริหาร หรือการอนุมัติเงินลงทุนอย่างใดอย่างหนึ่งที่ไม่มีความชัดเจนว่าจะกู้เงินหรือลงทุนในเรื่องใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่บริษัทนั้น ๆ ยังอยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ ในรูปแบบที่สองนี้ เช่นการที่ บริษัทจดทะเบียนให้กู้หรืออำนวยประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้นใหญ่ในกิจการส่วนตัว แล้วขอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติอนุมัติ และภายหลังปรากฏว่า การให้กู้หรืออำนวยประโยชน์ดังกล่าวทำให้บริษัทจดทะเบียนได้รับความเสียหาย เช่นปล่อยกู้แก่บริษัทส่วนตัวของนาย B ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เป็นเงินประมาณ 1,500 ล้านบาท เพื่อลงทุนโครงการแห่งหนึ่ง ต่อโครงการดังกล่าวถูกเลื่อนไปไม่มีกำหนด บริษัทส่วนตัวของนาย B ก็ไม่สามารถชำระหนี้ได้ แล้วต่อมาบริษัทนาย B ก็ขอแปลงหนี้เป็นทุน ซึ่งก็เหมือนกับไปซื้อกิจการไม่ดีนั่นเอง

3. การซื้อหุ้นคืน บ่อยๆ โดยก่อนซื้อคืนอาจมีการทำราคาให้สูงขึ้น ผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือเจ้าของก็สามารถขายคืนบริษัทในราคาสูง ก่อนปล่อยให้ราคาตกเพื่อมาซื้อกลับรักษาสัดส่วนเสียงส่วนใหญ่ไว้ มักนิยมทำหลังการประชุมสามัญหรือการผ่านวาระการโหวตเรื่องสำคัญแล้ว เพราะช่วงนั้นไม่ต้องถือหุ้นเพื่อออกเสียง ในที่ประชุมผู้ถือหุ้นสามัญ การที่บริษัทมีเงินสดมากแต่ไม่เอาไปลงทุนขยายงาน ย่อมไม่เกิดประโยชน์กับผู้ถือหุ้น ลักษณะหุ้นแบบนี้มักมีช่วงขึ้นลงกว้าง ราคาผันผวนมาก หรือ High Price Volatility

4. การตกแต่งบัญชี โดยการตัดบัญชีหนี้เสียออก การทำ Big Bath  แบบนี้มักทำการปลอมแปลงเอกสาร/หลักฐาน รวมถึงเปิดบริษัทขึ้นมาทำธุรกรรมซื้อขายลวง เพื่อไซฟ่อนเงินออก โดยมีการโยกเงินออก เพื่อซื้อวัตถุดิบกับบริษัทดังกล่าว และจัดทำเอกสาร/หลักฐานปลอมขึ้นมา ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่ได้มีการซื้อขายสินค้ากันจริง เป็นต้น วิธีการที่ผู้กระทำผิดมักใช้ปิดบังไม่ให้ผู้อื่นรู้ว่าตัวเองกำลังผ่องถ่ายเงินจากบริษัท ก็คือ การตกแต่งงบการเงิน หรือซุกซ่อนไว้ในการทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน (เป็นการทำรายการระหว่างบริษัทกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับบริษัท เช่น ผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ผู้ที่เกี่ยวข้องและญาติสนิทของผู้บริหาร และผู้ถือหุ้นรายใหญ่ รวมถึงกิจการที่คนเหล่านี้ มีอำนาจควบคุมด้วย) แถมหลังๆ วิธีการที่ใช้มีความซับซ้อนขึ้น เช่น หา nominee เป็นชื่อคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องมาทำรายการแทน ทำให้ไม่เข้าข่ายเป็นรายการที่เกี่ยวโยงกัน ตามรอยยากขึ้นไปอีก

วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2559

Enterprise Risk Management Model ERM = LEPESTO

Enterprise Risk Management Model ERM = LEPESTO
1.         L Legal Risk
2.         E Economic Risk
3.         P Political Risk
4.         E Environment Risk
5.         S Strategic Risk and Social Risk
6.         T Technology Risk
7.         Operational Risk
Legal Risk แต่ละธุรกิจมีความเสี่ยงด้านกฎหมายต่างกัน แบ่งความเสี่ยงด้านนี้เป็น 2 กลุ่มคือ
-      ความเสี่ยงเฉพาะตัว เกิดเฉพาะธุรกิจนั้นเองโดยตรง เช่น คดีฟ้องร้องต่างๆ
-      ความเสี่ยงจากลักษณะธุรกิจ เช่น การเปลี่ยนแปลงกฎหมายการถือครองที่ดิน กฎหมายกีดกันการค้า GSP กฎหมายระหว่างประเทศ เป็นต้น
Economic Risk
-      ผลกระทบจากเศรษฐกิจ แต่ละธุรกิจอ่อนไหวต่างกัน เวลามอง GDP จะมองหลักๆจาก
o  C Consumption กำลังซื้อ เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ราคาน้ำมัน สินค้าเกษตร
o  G Government รายจ่ายภาครัฐ งบประมาณการลงทุน
o  I Investment การลงทุน
-      E&M การส่งออก & นำเข้า อัตราแลกเปลี่ยน
Political Risk
-      ความเสี่ยงจากการเมือง นโยบายรัฐ มีผลต่อทิศทางธุรกิจ ยิ่งธุรกิจใดพึงพาการเมืองสูง ยิ่งมีความเสี่ยงด้านนี้มาก นอกจากนี้ธุรกิจที่ทำการค้าระหว่างประเทศ ย่อมได้รับผลจากฯยบายรัฐประเทศคู่ค้ามากขึ้น
Environment Risk
-      อปัจจุบันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้รับความสนใจมาก ดังนั้นหากบริษัทใดมีโอกาสสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาก ย่อมมีผลต่อการดำเนินธุรกิจมาก ไม่ว่าการถูกฟ้อง การถูกเรียกร้องค่าเสียหาย หรือการถูกต่อต้านจากชุนชน
Strategic Risk and Social Risk
-      ความเสี่ยงจากการเลือกกลยุทธ์ที่ไม่เหมาะสม ทำให้ธุรกิจสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ในเบื้องต้นหากกำหนดประเภทตลาดได้ถูกแล้ว ก็จะมองเบื้องต้นว่ากลยุทธ์ใช้ได้เหมาะสมหรือไม่
-      Michael E. Porter ได้แบ่งกลยุทธ์แข่งข้นอย่างไร ธุรกิจแบบใดควรใช้อะไร
Technology Risk
-      บางธุรกิจพึ่งพิงนวัตกรรมทางเทคโนโยลีมาก การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีใหม่ๆ มีผลต่อยอดขาย กระบวนการผลิต
-      ธุรกิจอาหาร สินค้าทุน สินค้า commodity ไม่ค่อยได้รับผลกระทบ
-      สินค้าไฮเทคมีมากว่า
Operational Risk
-      ความเสี่ยงจากการดำเนินงานภายใน เช่น ระบบริหารงาน ระบบบัญชี การควบคุมภายใน การลาออกของพนักงานมาก เป็นต้น
-      สังเกตจากอะไรบ้าง AR turnover Inventory turnover การถูกหน่วยงานกำกับฯ สั่งแก้งบฯ ผู้สอบมีเงื่อนไข

การวิเคราะห์เชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ (Qualitative and Quantitative Analysis)


การวิเคราะห์เชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ (Qualitative and Quantitative Analysis)

ในการวิเคราะห์เชิงปริมาณเราใช้งบการเงินเป็นหลัก และควรใช้หลายปีต่อเนื่อง ต่ำสุดควรใช้ 3 ปี เป็นอย่างน้อย ไม่ใช่ 3-4 ไตรมาส และไม่ใช่มองแต่กำไรสุทธิ (Bottom line) เพราะนั่นไม่ต่างกับนักเก็งกำไรเท่านั้น และคนที่เข้าใจงบการเงินและการบริหารธุรกิจ จะเข้าใจดีว่าการติดตามเพียงระดับไตรมาสอย่างเดียว จะไม่เห็นภาพใหญ่ การลงทุนเพื่อการออมระยะยาวนั้นไม่ใช่ทำกำไรวันต่อวัน เดือนต่อเดือน หรือปีต่อปี แต่หมายถึงหุ้นตัวนั้นทำให้คุณมีกระแสเงินสดหลังเษียณไปนานเท่าใด ไม่ใช่ขายกำไร 50% ในหนึ่งสัปดาห์ ซื้อห้าแสนได้กำไรมาสองแสนหาในสัปดาห์หน้า แล้วอย่างไรต่อ เงิน 7.5 แสน ยังชีพได้ไหมหลังเกษียณ หลายคนก็ต้องไปหาหุ้นอื่นต่อ ที่ทำกำไร และทุกคนก็หวังจะได้หุ้นแบบเดิมกำไรงามๆ แต่หุ้นกำไรแบบนั้นมีมากมายที่หาได้บ่อยๆแบบนั้นหรือ ก็เปล่า มักลงเอยด้วยการทำเงิน 2.5 แสนนั้น หายไปในตลาด เหมือนได้เกลือจากน้ำทะเลมา แล้วก็เอาภาชนะนั้นใส่เกลือไปลงทะเลหวังจะได้เกลือเพิ่ม ถ้าพบหุ้นที่ดีจริงๆ แล้วเอาปันผลที่ได้ มาลงทุนต่อเนื่องไป จากเงิน 5 แสรก็สามารถกลายเป็น 5 ล้านในระยะยาวได้ และเงินลงทุนก้อนนี้หากรู้จักใช้ สามารถเลี้ยงชีวิตได้ไปตลอดหลังเกษียณได้ไม่ยาก เพราะเราไม่ได้ขายทันที 5 ล้าน แต่ทยอยขาย หุ้นที่เหลือมูลค่าปีต่อไปก็จะเพิ่มขึ้นเพราะการเติบโตธุรกิจ ชีวิตหลังเกษียณไม่ควรมานั่งเฝ้าราคาหุ้น แต่ควรเป็นช่วงใช้เงิน แต่ไม่ใช่หาเงินใส่ธนาคารมากๆ แล้วมาฝากเบิกเงินตอนหลังเกษียณ ทั้งที่ลงทุนเราะรู้ว่าฝากเงินไม่คุ้ม ดังนั้นคนลงทุนเป็น วัดกันตอยปลายทางของชีวิต ไม่ใช่วันนี้พอร์ตโตเท่าไร ต้องถามว่าตอนหลังเกษียณแล้ว จะมานั่งเฝ้าราคาหุ้นซื้อขายอยู่ไหม วันหลังเกษียณมีหุ้นอะไรในมือนี่แหละสำคัญกว่า วันนี้ต้องถามตนเองว่หุ้นในมือที่มี ตัวไหนมั่นใจถือได้มากกว่า 10 ปี บ้าง เราอาจมีทั้งหุ้นเทรด หุ้นเล่นรอบ และอาจหุ้นที่ถือยาวแบบนั้นด้วย เมื่ออายุมากขึ้นในพอร์ตก็ต้องมีหุ้นเพื่อหลังเกษียณให้มากที่สุดหรือทั้งหมด ถ้ามีแต่หุ้นเทรด หุ้นเล่นรอบ หลังเกษียณก็ยังต้องเฝ้าจอทั้งวันการเลือกหุ้นเพื่อถือได้หลังเกษียณนั้นต้องแบบโตมั่นคง โตแกร่ง (Stalwarts or Strong growers) เท่านั้น หุ้นเหล่านี้ต้องมีความแข็งแกร่งทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เชิงปริมาณคือการพิจารณาจากงบการ จากอัตราส่วนการเงินต่างๆ ซึ่งได้เคยกล่าวว่าดูอะไรบ้าง และต้องดูงบมายาวๆ หลายปีต่อเนื่องไม่ใช่ไตรมาส ถ้ารายปียาวๆ บ่งชี้ว่าเชิงปริมาณดีมาโดยสม่ำเสมอ เราก็มั่นใจได้ระดับหนึ่งแล้ว

การวิเคราะห์เชิงคุณภาพเป็นเครื่องยืนยันการเติบโตอย่างมั่นคง แข็งแกร่ง การวิคราะห์เชิงคุณภาพ ไม่ใช่การมาวิเคราะห์ข่าวสารครับ นั่นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นและอาจไม่ได้มีนัยต่อธุรกิจด้วยซ้ำ ข่าวบางอย่างอาจเป็นเพียง sentiment เท่านั้น เช่นบริษัทได้งานก่อสร้าง รายได้นั้นก็เพียงรายได้ที่จะทยอยรับรู้ในช่วงสัญญา พอสัญญาจบรายได้ก็จบ ไม่ใช่จะมารายได้นั้นต่อไป ต้องขวนขวายหาต่อไป ถ้าพึ่งโครงการรัฐมาก ก็ต้องอาศัยคอนเน็คชั่นเฉพาะคนมากและยังขึ้นกับความสามารถบริหารโครงการด้วยว่าควบคุมค่าใช้จ่ายดีไหม เป็นต้น การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ นั้นควรมุ่งมองระยะยาว และควรสอดคล้องกับเชิงปริมาณ การวิเคราะห์เชิงคุณภาพให้เห็นภาพได้ครอบคลุมนั้นควรใช้ 5 Forces, Business Model, Moats และ Entrprise Risk Management (LEPESTO) ทั้งสี่แนวทางจะทำให้เราเห็นภาพเชิงคุณภาพทั้งในอุตสาหกรรมที่ธุรกิจนั้นอยู่ จุดได้เปรียบเสียเปรียบทางธุรกิจ เห็นว่าอะไรคือ ความได้เปรียบที่ยั่งยืน (Durable Competitive Advantage or Sustainable Competitive Advantage) เพราะสิ่งนี้คือสิ่งช่วยยืนยันการรักษาอัตราส่วนการเงินต่างๆ ให้เกิดความผันผวนน้อย ซึ่งความผันผวนนี้เอง

คือคาวมเสี่ยงทางการเงิน อัตราส่วนการเงินต่างๆ ให้เกิดความผันผวนได้เพราะธุรกิจมีความเสี่ยง เช่นยอดขายที่เดี๋ยวขึ้น เดี๋ยวลง ก็กระทบ Assets Turnover (AT) ราคาขายและต้นทุนวัถตถุดิบ ก็กระทบ GM (GrosMargin กำไรขั้นต้น) การขาดการควบคุมบริหารที่ดีก็กระทบถึง OM (Operating Margin) โครงสร้างการเงินไม่ดีไม่นิ่ง ก็กระทบ D/E กระทบถึงกำไสสุพธ นั่นคืออัตรากำไรสุทธิ NM (Net Margin) ซึ่งความเสี่ยงที่มากระทบนี้ ตรวจสอบด้วยการพิจารณา LEPESTO

วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2559


ความรู้ทางการเงิน การลงทุน และการบัญชี (17/07/59)

อัตราคิดลด (Discount Rate) และ ต้นทุนของแหล่งเงินทุน (Cost of Capital)

อัตราคิดลดและผลตอบแทนที่ต้องการจากการลงทุน (Required rate of return) คือสิ่งเดียวกัน เพียงแต่เมื่อกล่าวถึงอัตราคิดลด จะกล่าวถึงการคำนวณค่าเงินในอนาคตให้กลับมาเป็นค่าเงินปัจจุบันด้วยอัตราผลตอบแทนที่ต้องการ ซึ่งหากกล่าวถึงค่าเงินในปัจจุบันที่นำไปลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงในระดับเดียวกับกระแสเงินสดที่จะเกิดขึ้นดังกล่าว ก็กำลังกล่าวถึงเงินในอนาคตที่จะได้รับนั่นเอง



Opportunity cost of capital หรือผลตอบแทนของโครงการที่ต้องการขั้นต่ำที่ควรได้รับ อาจเท่าหรือไม่เท่ากับผลตอบแทนที่ต้องการจากการลงทุน (Required rate of return) ก็ได้ ในทางทฤษฎี Opportunity cost of capital เป็นผลตอบแทนที่คารได้เมื่อลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงคล้ายกัน เช่น กิจการลงทุนในธุรกิจ A ซึ่งทำทางด้านปิโตรเคมี ผลตอบแทนขั้นต่ำคือผลตอบแทนที่ควรได้รับจากการลงทุนในธุรกิจ A คือ ไม่ควรน้อยกว่าการเอาเงินไปซื้อหุ้นกิจการทางด้านปิโตรเคมี (มองเงินปันผลที่ได้รับและผลตอบแทนจากมูลค่าหลักทรัพย์ในการลงทุนระยะยาวนาน) หากพิจารณาให้ดีหลักการเงินนี้คือการลงทุนในหุ้นชั้นดีของอุตสาหกรรม ไม่ใช่ลงทุนบริษัทแย่ๆ ที่ใกล้ล้มในวันข้างหน้า บริษัทดีๆ เขาทำธุรกิจกัน เขาให้ผลตอบแทนเท่าไร บริษัทเราก็ควรได้ผลตอบแทนเหมือนๆ กัน ไม่เช่นนั้นเอาเงินไปซื้อหุ้นดีกว่ามาทำเอง นี่คือแนวคิดเบื้องต้น

ต้นทุนของแหล่งเงินทุน (Cost of Capital)

1.  ในทางการเงินการพิจารณาเรื่องต้นทุนของแหล่งเงินทุนหรือ Cost of Capital  จะเกี่ยวข้องกับความเข้าใจในเรื่อง ความเสี่ยงและผลตอบแทน (Risk and Return) และโครงสร้างทุน (Capital Structure) การประมาณมูลค่าจากการใช้ของสินทรัพย์เป็นเรื่องการคิดมูลค่าปัจจุบัน  ซึ่งตัวแปรสำคัญหนึ่งคืออัตราคิดลด (Discount rate) อัตราคิดลดดังกล่าวก็คือต้นทุนเสียโอกาสของแหล่งเงินทุน (Opportunity Cost of Capital) โดยมีความสัมพันธ์ผลตอบแทนที่เจ้าของทุนต้องการ (Return of Capital) และโครงสร้างทุนที่จัดหามา

2.  ในเรื่อง Capital Budgeting อัตราคิดลดก็คือผลตอบแทนที่คาดหวัง (Expected Return) ซึ่งผลตอบแทนที่คาดหวังจะสัมพันธ์กับระดับความเสี่ยง (Risk)

3.  ความเสี่ยง (Risk) หมายถึงโอกาสที่จะได้ผลลัพธ์แตกต่างไปจากการคาดการณ์  ซึ่งวัดในรูปทางสถิติ คือค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในการประมาณกระแสเงินสดย่อมมีโอกาสที่ผลลัพธ์จริงที่เกิดในอนาคตจะแตกต่างจากประมาณการ  ความเสี่ยงของกระแสเงินสดที่จะผันผวนจากค่าคาดหวังจะมีผลต่อผลตอบแทนที่เจ้าของทุนหรือสินทรัพย์ที่ลงทุนอยู่  ถ้าความเสี่ยงยิ่งมากต้นทุนของทุนในการจัดหาสินทรัพย์ยิ่งสูงขึ้นซึ่งผลตอบแทนและความเสี่ยงจะมีความสัมพันธ์ในลักษณะการแปรผันตรง ในทางการเงินความผันผวนไม่ว่าทางบวกหรือทางลบคือ Risk ดังนั้น Debt ไม่ว่าจะเป็นการออกหุ้นกู้ (Corporate Bond) การกู้ยืมเงิน (Borrowing) ไม่มีความเสี่ยง (Volatility or Fluctuation) เพราะกิจการรู้ว่าเงินออกเท่าไรแน่นอนในอนาคต

4.  การพิจารณาเรื่องความเสี่ยง (Risk) สามารถพิจารณาได้เป็น 2 มิติ คือ มุมมองในด้าน Portfolio Management และมุมมองในด้าน Corporate ดังต่อไปนี้


มิติแรก Corporate/Business

1.         Operation Risk or Business Risk เช่น วงจรอุตสาหกรรม ความเสี่ยงทางการตลาด การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ความเสี่ยงเฉพาะของธุรกิจ การประท้วงหยุดงาน เครื่องจักรหยุดทำงาน (Break down) ระบบการดำเนินงานที่ขาดการควบคุมภายในที่ดี  เป็นต้น          

2.       Financial Risk  เช่น อัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน โครงสร้างหนี้ต่อทุน Financial Operation (การขาดสภาพคล่อง) การยักยอกทุจริตในกิจการ (Fraud) เป็นต้น    


มิติที่สอง ด้าน Portfolio Management โดยมองตามเสี่ยงในมิติแรกเป็น Systematic Risk ความเสี่ยงจากระบบ และ Unsystematic Risk โดยความเสี่ยงจากระบบคือสิ่งที่ทุกบริษัทได้รับผลกระทบ มากน้อยต่างไปขึ้นกับลักษณะธุรกิจมีความเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใด มาจากภายนอกกิจการ จากระบบเศรษฐกิจ นโยบายรัฐ ลักษณะอุตสาหกรรม เช่นเงินเฟ้อ ทุกกิจการได้รับเหมือนกันแต่กระทบธุรกิจไม่เท่ากัน ดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน การเติบโตของ GDP  ต่างได้รับผลกระทบ แต่ดีกรีต่างกัน กู้เงินมากไหม นำเข้าหรือส่งออก เป็นต้น ในทาง Portfolio Management มองว่า Unsystematic Risk สามารถขจัดหมดได้โดยการกระจายการลงทุน (Divercified Investment)               

5.  มาตรฐานการบัญชีเรื่องดารด้อยค่าสินทรัพย์ (Impairment) ได้ให้นิยามไว้ถึงอัตราคิดลดที่จะใช้คือผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนต้องการหากได้เลือกลงทุนที่ก่อให้เกิดกระแสเงินสดที่มีจำนวนเวลาและความเสี่ยงที่เท่ากับการลงทุนซึ่งกิจการคาดว่าจะได้รับจากสินทรัพย์นั้น เป็นการนิยามเช่นเดียวกับเรื่องต้นทุนเสียโอกาส (Opportunity Cost of Capital) ในเรื่อง Investment and Portfolio Management  แต่มีข้อน่าสังเกต  คือ  ให้เลือกใช้อัตราดังกล่าวได้ด้วยอัตราดอกเบี้ยในตลาด ณ ปัจจุบัน หรือต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของเงินทุนของกิจการที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีลักษณะสินทรัพย์ หรือกลุ่มสินทรัพย์ที่คล้ายคลึงกันกับสินทรัพย์ที่กำลังพิจารณาในการประเมินมูลค่าจากการใช้ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยและต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของเงินทุนมีความแตกต่างกันทั้งระดับผลตอบแทนที่ต้องการและการสะท้อนความเสี่ยงของโครงสร้างอัตราผลตอบแทน จะเห็นว่าในทางบัญชีเองก็ใช้แนวคิดทางการเงินเช่นกัน

6.  ถ้าพิจารณาเรื่องต้นทุนเงินทุนของกิจการใด ๆ จะหมายถึงต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของทุนที่รวมต้นทุนของเงินกู้ยืม (Debt) และต้นทุนส่วนผู้ถือหุ้น (Equity) ที่รู้จักกันในรูป WACC  หรือ Weighted Average Cost of  Capital

7.  การพิจารณาอัตราคิดลดของสินทรัพย์หรือโครงการลงทุนที่ต้องการตัดสินใจลงทุนอัตราคิดลดที่ดีที่สุดจะใช้คือ WACC  โดยมีเงื่อนไขคือ

1.   สินทรัพย์หรือโครงการมีลักษณะความเสี่ยงไม่แตกต่างจากความเสี่ยงของกิจการที่ดำเนินอยู่อย่างเป็นสาระสำคัญ

2. โครงสร้างการจัดหาแหล่งเงินทุนในการซื้อสินทรัพย์มาดำเนินงานไม่แตกต่างจากโครงสร้างทุนเดิมหรือไม่กระทบต่อโครงสร้างทุนเดิม  เช่น  สินทรัพย์อาจจัดซื้อด้วยเงินสดของกิจการเอง หรือกู้เงินมาซื้อแต่การกู้ไม่กระทบต่อ D/E Ratio (เพราะขนาดสินทรัพย์ไม่มากนัก) เป็นต้น

3.  ต้นทุนในการจัดหาแหล่งเงินทุนทั้งหนี้สิน (Debt)  และหุ้นทุน (Equity) ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิม

เนื่องจากสินทรัพย์ทั้งหมดในงบดุลของกิจการถือได้ว่ามีต้นทุนของแหล่งเงินทุนเท่ากัน เพราะมีเจ้าของแหล่งเงินทุนเพียง 2 แหล่ง จึงจะแยกความเสี่ยงของสินทรัพย์ในงบดุลให้แตกต่างออกไปจากกันอย่างอิสระในส่วนที่เป็นหุ้นทุนไม่ได้  การพิจารณาส่วน Equity จึงต้องมองในภาพรวม คือ จากราคาหุ้นของกิจการหรือราคาหุ้นที่ทำธุรกิจเดียวกัน (แข่งขันในอุตสาหกรรมเดียวกัน)  ตัวแปรสำคัญคือ ถ้ากิจการลงทุนในหน่วยสินทรัพย์หรือโครงการหรือเงินทุนที่มีธุรกิจแตกต่างจากธุรกิจหลักของกิจการ  ทำให้ความเสี่ยงต่างกัน  หน่วยสินทรัพย์นั้นจึงค่อยนำมาพิจารณาต้นทุนเฉพาะในส่วนเงินทุน (Equity) ที่แตกต่างออกไป

8.  การก่อให้เกิดกระแสเงินสดในอนาคตถ้าเป็นสินทรัพย์ลักษณะเดียวกันควรเหมือนกัน  แต่กิจการแต่ละแห่งอาจตัดสินใจลงทุนแตกต่างกันได้ซึ่งตัวแปรสำคัญคือ WACC การตัดสินในลงทุนในสินทรัพย์จึงพิจารณาจาก IRR (Internal Rate of Return)  ที่มากกว่า WACCของกิจการ

9.  ความเป็นจริง WACC แต่ละกิจการแตกต่างกันขึ้นกันการใช้ประโยชน์จาก Leverage แต่ถ้าเป็นธุรกิจเดียวกัน Ke หรือ Re  จะเท่ากันเมื่อพิจารณาบนลักษณะของทุนที่เป็น Unleverage Firm  การที่จะถือเอาต้นทุนกิจการอื่นแล้วสรุปว่าเป็น Cost of Capital ทันทีย่อมไม่เหมาะสม  เพราะกิจการอื่นก็จะใช้ (มองกลับกัน) ต้นทุนเงินทุนของกิจการเป็น Cost of Capital ด้วย  ซึ่งทางทฤษฎีมีวิธีการคำนาณหา Ke ได้จาก



Ke          =           Ko + D/E * (Ko – Kd)     :    Ko  =  Cost of Unleverage Firm

 Ke               =           rf + bi (rm – rf )

bi                 =           bo* (1 + D/E)       *  กรณีมีภาษีเกี่ยวข้อง bi  =  bo (1 + D/E * (1 – t)) 
               ดังนั้น b หรือ Ke จะสูงหรือต่ำขึ้นกับความเสี่ยงของกระแสเงินสดที่คาดหวังในอนาคต  อัตราคิดลดหากมีการคิดด้วยต้นทุนถัวเฉลี่ยย่อมต้องหมายความรวมถึง ความเสี่ยงของกระแสเงินสดในอนาคตที่ได้ประมาณการไว้แล้ว




10.  การที่เลือกอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมในตลาด หรือต้นทุนของเงินทุนของกิจการโดยไม่พิจารณาโครงสร้างทุน จะได้อัตราคิดลดที่ไม่เหมาะสมเพราะ
rd           =           Risk free rate + Default Risk + Time Risk
WACC =              D/(D+E) *  rd *(1-t)   +   E/(D+E) *  re
re                    =           Risk free rate + b * (Market Premium)
หากกิจการเลือกใช้อัตราคิดลดที่ต่ำ (โดยปกติทั่วไป rd จะต่ำกว่า Ke และ WACC) ก็อาจทำให้สินทรัพย์นั้นมีมูลค่าสูงขึ้น  พิจารณาจากข้อมูลต่อไปนี้จะพบว่าอัตราคิดลดที่ต่างกันเพียง 1% ในระยะเวลา 5 ปี ของกระแสเงินสดที่เท่า ๆ กันทุก 100 บาท  จะให้ผลต่างกัน
NPV     ของกระแสเงินสดใน 5 ปีข้างหน้าปีละ 100 บาท ที่อัตราคิดลด 15%    =        335.22 บาท
NPV     ของกระแสเงินสดใน 5 ปีข้างหน้าปีละ 100 บาท ที่อัตราคิดลด 10%    =        379.08 บาท
11.  คำว่าต้นทุนถัวเฉลี่ยน้ำหนักของเงินทุน  โดยปกติจะหมายถึง WACC (Weighted Average Cost of Capital) แต่การหาต้นทุนเงินทุนจากกิจการที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์   จะหมายถึงการพิจารณาเฉพาะ Return on Equity หรือ Cost of  Equity ซึ่งอาจหาได้จากทฤษฎี CAPM หรือ Capital Asset Pricing Model หรือทฤษฎีอื่นที่มีเหตุผลสนับสนุนที่เพียงพอได้ เช่น APT (Arbitrage Pricing Theory) ซึ่งการพิจารณาหาค่า ke หรือ re มีความซับซ้อนในเชิงแนวคิดอีกมาก ต้องทำความเข้าใจเรื่องทฤษฎีตลาดมีประสิทธิภาพ (EMH กับ Return on Equity) ด้วย
12.  อย่างไรก็ตามในทางแนวคิดและทฤษฎีทางการเงินมุ่งที่จะให้นักลงทุนมองเห็นมูลค่าของสินทรัพย์ที่สะท้อนความสามารถในการก่อให้เกิดกระแสเงินสดในอนาคต  หากความสามารถในการก่อให้เกิดกระแสเงินสดต่ำกว่าผลตอบแทนที่คาดหวังมูลค่าของสินทรัพย์ควรปรับตัวลดลงไปสู่มูลค่าแท้จริง  ในทฤษฎีการลงทุน (Investment Theory) อัตราผลตอบแทนที่เหมาะสมในการเป็นอัตราคิดลดควรเป็นอัตราผลตอบแทนที่เสียโอกาส (Opportunity Cost of Capital) ซึ่งหมายถึงอัตราผลตอบแทนของหุ้นทุนในตลาดทุน






วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อเกิดกรณี BREXIT


ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อเกิดกรณี BREXIT

ความจริงว่าจะไม่เขียนบทความใดๆ เพราะเป็นความเชื่อแต่ละคนมากกว่า ว่าจะมากจะน้อย เพราะเป็นเรื่องของอารมณ์มากกว่า ใครหนักแน่นแค่ไหน กลัวแค่ไหนก็แต่ละบุคคล ไม่มีใครถูกผิด เพราะผลออกมาก็จะเฉลยเอง ไม่มีใครรู้ได้เลย แต่ที่อ่านหลายสำนักออกมาบอกเรื่องผลกระทบงบการเงิน ตัวนั้นตัวนี้โดนผลกระทบแบบนั้นแบบนี้ เห็นว่าแนะนำแบบผิดๆหลายประเด็น ไม่รู้เรื่องบัญชีจริงๆ เท่าไรนัก มีถูกมีผิด คิดว่าอาจทำให้หลายคนเข้าใจบางประเด็นทางหลักวิชาการผิดๆ

1. กรณีค่าเงินปอนด์อ่อนตัวนั้น ก็เหมือนกับค่าเงินต่างประเทศออ่อน เงินบาทแข็ง โดยหลักแล้ว กรณีการรับรู้ผลกระทบในงบกำไรขาดทุนนั้น ผลการแตกต่างจะเข้าท่อนบน ถ้ารายการนั้นคือ ผลจากการดำเนินงานโดยตรง เช่นเกิดจากการซื้อขายสินค้าหรือวัตถุดิบ กิจการที่ส่งออกโดยตรงสินค้าจากไทยจะแพงขึ้นในสายตาเงินสกุลประเทศนั้นถ้าเราขายราคาเงินบาทเดิม ฉนั้นยอดขายจะลดลง นอกจากสินค้าต้องขายมากชิ้นขึ้น ถ้าลดราคาขายเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด ยอดขายในรูปบาทอาจไม่ลด หรือเพิ่มไม่มาก แต่อัตรากำไรขั้นต้นจะลดลง

2. ถ้ามีสินทรัพย์เช่นลูกหนี้การค้า หรือสินทรัพย์หมุนเวียนที่เป็น Monetatry Asset (สินทรัพย์ที่เป็นตัวเงิน) จะเกิดขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ผลต่างนี้จะเข้ากำไรขาดทุนท่อนบน รายการที่เป็น Monetatry Asset ก็มีเงินลงทุนชั่วคราว (สินทรัพย์หมุนเวียน) ไม่ใช่เงินลงทุนระยะยาว

3. ถ้ามีหนี้สิน ไม่ว่าระยะสั้น ระยะยาว คือเจ้าหนี้การค้า เงินกู้ยืมระยะยาวหรือระยะสั้นต่างประเทศ จะได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ผลต่างจะเข้าท่อนบนของกำไรขาดทุน

4. ตรงนี้ครับที่ผิดหมดทุกสำนัก หรืออธิบายไม่ชัดเจน สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่เป็นเงินลงทุนทุกประเภท ผลกระทบจะไม่เข้ากำไรขาดทุนท่อนบนครับ หากมีผลต่างเกิดขึ้นจากการวัดมูลค่าจะเข้างบกำไรขาดทุนท่อนสอง (กำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น) ไม่เกี่ยวกับ EPS แต่กระทบ BV (Book Value) P/BV จะดูสูงขึ้น P/E ไม่กระทบ ROE จะสูงขึ้นเพราะ Equity ลดลง ถ้าหากมองแล้ว P/E ไม่กระทบ ROE เพิ่ม ROA เพิ่ม P/BV เพิ่ม ราคาหุ้นไม่น่ากระทบมาก จากปัจจัยทั้งสามที่บอก ดังนั้นหากใครบอกว่ากระทบงบการเงินและอัตราส่วน ก็แสดงว่าไม่เข้าใจเรื่องทางบัญชีดีพอ

5. เงินลงทุนไม่หมุนเวียนอื่นหรือเผื่อขาย (ถือ< 20%) ผลต่างที่เกิดเหมือน Mark to Market ผลต่างจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าเงินลงทุน จะรับรู้เข้างบกำไรขาดทุนท่อนสอง (กำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น)

6. เงินลงทุนร่วม (20-50%) ถ้าต้องปรับมูลค่าก็เหมือนเงินลงทุนไม่หมุนเวียนอื่นหรือเผื่อขาย ผลต่างจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าเงินลงทุน จะรับรู้เข้างบกำไรขาดทุนท่อนสอง (กำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น) ส่วนแบ่งกำไรรับรู้ตามสัดส่วนเหมือนเดิม ส่วนจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงขึ้นกับผลปะกอบการ การที่บริษัมร่วมอยู่ในประเทศที่ค่าเงินอ่อนอาจได้เปรียบทางการค้าระหว่างประเทศ กำไรอาจดีขึ้นชดเชยการอ่อนค่าก็ได้

7. เงินลงทุนในบริษทย่อย (>50%) ต้องจัดทำงบการเงินรวม ผลต่างจะถูกปรับปรุงเรียกว่า ผลต่างจากการแปลงค่า ซึ่งรายการนี้จะเกิดเมื่อทำงบการเงินรวม และผลต่างนี้จะรับรู้เข้างบกำไรขาดทุนท่อนสอง (กำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น)

8. สรุปผลกระทบทางตรงคือกิจการที่มีกิจกรรมดำเนินงานโดยตรง นำเข้า ส่งออก และกู้ยืม และจะมากหรือน้อยต้องดูสัดส่วนธุรกรรมด้วยครับ ส่วนเงินลงทุนระยะยาว (สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน) ไม่กระทบกำไรขาดทุนท่อนบน

วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2559

การปรับปรุงรายการและการตั้งสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีจากขาดทุนสะสม


การปรับปรุงรายการและการตั้งสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีจากขาดทุนสะสม

พอดีมีคนถามถึงประเด็นที่บริษเทจดทะเบียนบางแห่งไม่ได้ตั้งสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีในงบแสดงฐานะการเงินจะมีผลกระทบใดบ้างดีไม่ดีอย่างไร และรายการนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร

กรณีที่บริษัทมีขาดทุนขึ้นและเป็นขาดทุนที่เป็นไปตามประมวลรัษฎากร ขาดทุนที่เกิดขึ้น บริษัทสามารถนำไปเป้นค่าใช้จ่ายในภายหน้าได้ไม่เกิน 5 ปี เช่น ปีนี้ขาดทุน 10 ลบ. ไม่ต้องนำส่งภาษี ปีหน้ามีกำไร 12 ลบ. บริษัทจะเสียภาษีจากกำไรปีล่าสุดเพียง 2 ลบ. ถ้าบริษัทมีการตั้งสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีจะลงรายการดังนี้



ปีที่ 1 บริษัทขาดทุนก่อนภาษี 10 ลบ. สมมติอัตราภาษีเท่ากับ 20%

เดบิต สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี___2   == >  แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน

.........…………..เครดิต  ภาษีเงินได้______2  == > แสดงในงบกำไรขาดทุนท่อนบน

หากบริษัทตั้งแต่เริ่ม งบกำไรขาดทุนจะแสดงค่าใช้จ่ายภาษีเป็นลบ และมีขาดทุนสุทธิเท่ากับ 8 ลบ. และยอดนี้จะทำให้กำไรสะสมลดลงเพียง 8 ลบ.



ปีที่ 2 มีกำไรก่อนภาษี 12 ลบ. เมื่อคำนวณและต้องนำส่งภาษีเพียง 0.4 ลบ. แต่ทางบัญชีจะแสดงดังนี้

เดบิต ภาษีเงินได้_____2.4 == > แสดงเป็น คชจ (12x20% = 2.4) ในงบกำไรขาดทุนท่อนบน

……………….เครดิต สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี___2.0 == > ลด ส/ท ภาษีฯ

………………………ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย_______________0.4 == > รอส่งสรรพกร

งบกำไรขาดทุนจะแสดงกำไรสุทธิเท่ากับ 9.6 ลบ. จะทำให้กำไรสะสมเพิ่ม 9.6 ลบ. รวมสองปีกำไรสะสมเพิ่มรวม (-8) + 9.6 = 1.6



ถ้าบริษัทไม่ตั้งรายการสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีตั้งแต่ปีแรก กำไรสะสม จะกระทบดังนี้ = (-10) + 11.6 = 1.6 ลบ. ผลสุดท้ายต่องบแสดงฐานะการเงินในกำไรสะสมจะเท่ากันอยู่ดี แต่ถ้าพิจารณาให้ดี การตั้งสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีลดการผันผวนของการเปลี่ยนแปลงผลการดำเนินงานลง



กรณีที่บริษัทมีขาดทุนสะสมย้อนหลังและก่อนหน้าไม่ได้ตั้งสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีไว้ ต่อมาอยากตั้งรายการนี้ เพราะคาดว่าจะได้ใช้ประโยชน์ทางภาษี โดยก่อนหน้ามีขาดทุนมาสองปีคือ (100) และ (40) รวม ขาดทุนสะสม 140 ลบ. เป็นผลขาดทุนทางภาษี เมื่อบริษัทจะปรับปรุงรายการย่อมทำได้ ขาดทุนได้ปิดเข้าสู่กำไรขาดทุนสะสมแล้ว เมื่อปรับปรุงก็ปรับกับกำไรสะสม ดังนี้ อัตราภาษีใช้สมมติที่ 20%



เดบิต สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี___28   == >  แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน

.........…………..เครดิต  กำไรสะสม____28  == > แสดงในงบกำไรขาดทุนท่อนล่าง



ความหมายคือในอดีตที่ผ่านมาแสดงขาดทุนมากไป 28 ลบ คือปีแรก ขาดทุนควรแสดงเพียง 80 ลบ. ภาษีต้องเป็นลบ 20 ลบ. ปีที่สอง ควรแสดงขาดทุน 32 ลบ. ภาษีต้องเป็นลบ 8 ลบ.

ปีที่สามมีกำไรกลับมา 60 ลบ.  ปีที่สามไม่ต้องนำส่งสรรพกร แต่บัญชียังคงแสดงค่าใช้จ่ายทางภาษี 12 ลบ. ซึ่งทางบัญชีจะมีรายการดังนี้

เดบิต ภาษีเงินได้_____12 == > แสดงเป็น คชจ (60x20% = 12) ในงบกำไรขาดทุนท่อนบน

……………….เครดิต สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี___12 == > ลด ส/ท ภาษีฯ

กำไรสุทธิจะโอนไปกำไรสะสม 60-12 = 48 ลบ. เท่ากับส่วนของเจ้าของ = -100-40+28+48 = -64

กรณีไม่ตั้งรายการเลย = -100-40+60 = -80 ยอดต่างกันคือ 16 ซึ่งคือ สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีที่เหลือการใช้ประโยชน์อีก 16 (28-12 = 16) ลบ.  ถ้าเปรียบเทียบระหว่างการตั้งและไม่ตั้งสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี (ใช้กรณีศึกษาสุดท้าย)

……………………..…ไม่ตั้งสินทรัพย์ภาษีเงินได้ฯ……..ตั้งสินทรัพย์ภาษีเงินได้ฯ

ปีแรก..สินทรัพย์...................... ต่ำไป  20 ลบ...........................ส/ท เพิ่ม 20 ลบ

............กำไรสะสม....................ต่ำไป  20 ลบ...............................เพิ่ม 20 ลบ

............กำไร(ขาดทุน) ..............แสดง (100) ลบ............................แสดง (80)

ปีที่สองสินทรัพย์...................... ต่ำไป  28 ลบ...........................ส/ท เพิ่มอีก 8 ลบ เป็น 28

............กำไรสะสม....................ต่ำไป  28 ลบ...............................เพิ่มอีก 8 ลบ เป็น 28

............กำไร(ขาดทุน) ..............แสดง (40) ลบ.................................แสดง (32)

ปีที่สามสินทรัพย์...................... ต่ำไป  16 ลบ...........................ส/ท ลดลง 12 ลบ

............กำไรสะสม....................ต่ำไป  16 ลบ............................แสดงสูงกว่า 16 ลบ

............กำไร(ขาดทุน) ..............แสดง 60 ลบ...............................แสดง 48 ลบ



บอกอะไรบ้าง

1. การไม่ตั้ง สินทรัพย์ต่ำ ROA จะสูงขึ้นเล็กน้อย (รายการ ส/ท ภาษีมักมีขนาดน้อยมาก)

2. การไม่ตั้ง ส่วนเจ้าของน้อย D/E เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

3. การไม่ตั้ง กำไรขาดทุนจะมีโอกาสผันผวนมากกว่า

4. การไม่ตั้ง เมื่อมีกำไรจะทำให้กิจการจ่ายปันผลจากกำไรได้มาก ในแง่นักลงทุนอาจดี แต่ในแง่ธุรกิจอาจจ่ายเงินสดออกมากเกินไปในปีนั้นๆ ไม่ดีนักในระยะยาว ไม่เหมาะนักในเรื่องหลักการ cpital maintenance

5. การไม่ตั้งในทางบัญชีถ้ามองเรื่อง conservative ถือว่าดี แต่ในมุมมองนักลงทุนเหมือนกับกิจการบอกนัยๆว่า ในอนาคต กิจการไม่มั่นใจว่าจะใช้ประโยชน์จากขาดทุนสะสมที่เกิดขึ้น การแสดงความไม่มั่นใจอาจสะท้อนว่าผู้บริหารเองก็ไม่รู้อนาคตจะมีกำไรเท่าไร จะใช้ได้หรือไม่ เลยไม่ตั้ง ไปวัดดวงเอาวันข้างหน้ามีกำไรเท่าไรก็ใช้เท่าที่ช้ได้ ไม่มีก็ไม่ใช้ เหมือนผู้บริหารยังไม่มั่นใจการทำกำไร หรือไม่ได้วางเป้าหมายไว้