วันอาทิตย์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2560

เมื่อสถาบันการเงินฟ้องและยึดทรัพย์ลูกหนี้-การบัญชี


ความรู้ทางการเงิน การลงทุน และการบัญชี

เมื่อสถาบันการเงินฟ้องและยึดทรัพย์ลูกหนี้

ปกติการตั้งสำรองของสถาบันการเงิน จะตั้งสำรองเท่ากับ (ยอดสินเชื่อคงเหลือที่ต้องชำระ – มูลค่าหลักประกัน) คูณ อัตราตั้งสำรอง ซึ่งมาถึงขั้นฟ้องร้องก็จะใช้อัตราสูงสุดคือ 100% ถ้าลูกหนี้ใช้ที่ดินเป็นหลักประกัน ก็เอามูลค่าที่ดินที่ใช้ค้ำหักออก แล้วที่เหลือก็ตั้งสำรองทั้งจำนวน ถ้าใช้รถยนต์ค้ำก็คิดทำนอนเดียวกัน ถ้าไม่มีหลักประกัน ก็ต้องตั้งสำรองทั้งหมด

              เมื่อศาลตัดสินเรียบร้อยว่าชนะคดีให้ยึดทรัพย์ขายทอดตลาด ในขั้นแรก ลูกหนี้ที่มีหลักทรัพย์เป็นหลักประกันสถาบันการเงินก็จะล้างลูกหนี้และสำรองออก และบันทึกมูลค่าทรัพย์สินนั้นป็นทรัพย์สินรอขาย ไม่ใข่การกลับสำรอง (สำรองโอนกลับ) ที่เราจะมักจะคิดว่าลงเป็นรายได้ในงบกำไรขาดทุนครับ กรณีนั้นคือการที่ลูกหนี้ที่ตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไปแล้วเรียกเงินชำระมาได้ (จะกล่าวต่อไป)



ตย. สมมติศาลตัดสินคดีจบและสถาบันการเงินยึดหลักประกันตามคำพิพากษา

เดบิต ทรัพย์สินรอการขาย_______________50,000

เดบิต ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ____________150,000

__________________เครดิต ลูกหนี้เงินให้กู้ยืม______________200,000



ต่อมาสิ้นงวดสถาบันการเงินต้องตีมูลค่าหลักประกันใหม่เสมอ ถ้าราคาลดลงจะบันทึกด้อยค่า (ถ้าไม่ลดลงไม่ต้องบันทึกใดๆ)

เดบิต การด้อยค่าทรัพย์สินรอการขาย________5,000

__________________เครดิต ทรัพย์สินรอการขาย_______________5,000



เมื่อขายทรัพย์สินรอการขายออกไปได้มา 37,900

เดบิต  เงินสด______________________________37,900

เดบิต ขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอการขาย_____7,100

__________________เครดิต ทรัพย์สินรอการขาย_______________45,000



แต่ถ้าไม่ส่งฟ้องศาล แต่ลูกหนี้ที่ตั้งไว้ บางส่วนมีการเรียกชำระได้ 16,000 กรณีนี้ เราจึงมีการกลับรายการที่ตั้งสำรองกลับคืนมา กรณีที่กล่าวข้างต้นนี้ เราได้ตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไปแล้ว แต่ยังไม่ได้จำหน่ายลูกหนี้ออกจากระบบบัญชี ก็เพียงกลับรายการค่าใช้จ่ายหนี้สงสัยจะสูญ แล้วตั้งลูกหนี้กลับมาใหม่ แล้วเก็บเงิน

เดบิตลูกหนี้____________16,000

__________________เครดิตหนี้สงสัยจะสูญ_______16,000 (บางที่เรียกหนี้สูญรับคืน)

เมื่อเก็บเงินได้

เดบิต  เงินสด________________________16,000

__________________เครดิตลูกหนี้_________________16,000



ดังนั้นเมื่อเห็นมีรายการกลับสำรองหนี้สังสัยจะสูญขึ้น แสดงว่ามีการเรียกเก็บหนี้ที่ตั้งสำรองไปแล้ว ไม่ใช่การชนะคดีแล้วยึดทรัพย์ เงินที่เก็บได้ ก็ไม่ใช่ลงรายได้อื่น แต่คือค่าใช้จ่ายติดลบ (รายการโอนกลับ) บางที่เรียกหนี้สูญรับคืนนั่นเอง

วันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2560

หลักการตลาด 4Ps-4Cs-4Es และ Business Model Vanvas


หลักการตลาด 4Ps-4Cs-4Es และ Business Model Vanvas

วันนี้ขอสรุปความเชื่อมโยงสั้นๆ สำหรับคนสนในเชิงคุณภาพ หลายครั้งพบว่าบางคนเมื่อพูดถึงการวิเคราะห์เชิงคุณภาพมักสรุปเพียงแค่ประเด็นสั้นๆ ประเด็นเดียว เช่นดูเพียงกิจการนี้ดีนะ มี Business Model ดีน่าสนใจ เพราะซื้อถูกขายแพง (เช่น กิจการซื้อหนี้เสียมาแล้วจัดเก็บได้เงินมามาก) นั่นไม่พอ เพราะ Business Model ต้องมองให้ครบทั้ง 9 ด้านคือ VCD CRA CRN (Value Proposition, Customer Target, Distribution Channel, Custoner Relationship, Resources, Ativities, Cost Structure, Revenues Stream, Networks or Partner) คนส่วนมากมองแค่ Cost กับ Revenues บ้างก็อาจมอง Customer แล้วก็สรุป ซึ่งแค่นั้นไม่พอ และผมเคยบอกว่าท่สำคัญสุดจริงๆคือ V- Value Proposition คุณค่าที่ส่งมอบให้ลูกค้า กิจการที่ดีและโตได้ยาวนาน สิ่งนี้สำคัญที่สุดเพราะคือความยั่งยืนแท้จริง หากไม่ชัดเจน มักจะโตได้ระยะสั้นเท่านั้น ถ้าเป็นหุ้นก็ไม่ใช่หุ้น Strong Growth Stock or Blue Chip Stock อาจขึ้นได้แรงช่วงหนิ่ง แต่ไม่ใช่ถือยาวๆ

              ในด้านการตลาด เคยเขียนในหลายมิติ วันนี้ขอเอามาเชื่อมโยงสรุปเข้าด้วยกัน ในมุมของการวิเคราะห์เชิงคุณภาพสำหรับการวิเคราะห์บริษัท ขอละคำอธิบายไว้เพราะจะยาวมากไป (เคยเขียนบทความไว้ เมื่อ 17/01/60)

4ps                      4Cs                       4Es                          Business Model Canvas

Products             Customer              Experience               Value Proposition, Customer Target         

Price                   Cost                      Exchange                 Cost Structure, Revenues Stream

Place                   Convenience        Everywhere              Distribution Channel

Promotion          Communication   Evangelism               Customer Relationship, Networks or Partner

วันเสาร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2560

การตีราคาสินทรัพย์กับผลกระทบทางการเงินในมุมทั้งงบการเงินและการเงินธุรกิจ


การตีราคาสินทรัพย์กับผลกระทบทางการเงินในมุมทั้งงบการเงินและการเงินธุรกิจ

มีข่าวล่าสุดไม่นานที่บริษัทเตรียมเข้าตลาดในไม่กี่วันนี้ได้มีการแจ้งถึงการเปลี่ยนนโยบายบัญชี จากการตีราคาใหม่เป็นราคาทุน มีบางคนบอกว่าที่เปลี่ยนเพราะมาตรฐานการบัญชีเขาเลิกใช้แล้วเลยเลิกตี  ต้องบอกก่อนว่าเข้าใจผิด มาตรฐานการบัญชี ฉบบัที่ 16 (ปรับปรุง 2558) เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ การวัดมูลค่าภายหลังการรับรู้รายการ ให้เลือกได้ โดยกำหนดว่ากิจการต้องเลือกใช้นโยบายบัญชีโดยใช้วิธีราคาทุนที่กำหนดไว้ในย่อหน้าที่ 30 หรือวิธีการ ตีราคาใหม่ตามที่กำหนดไว้ในนย่อหน้าที่ 31 ทั้งนี้ กิจการต้องใช้นโยบายบัญชีเดียวกันสำหรับที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ทุกรายการที่จัดอยู่ในประเภทเดียวกัน หมายความว่าให้ทำได้ ไม่ได้ยกเลิกครับ ผมอ่าน comment เห็นบางคนบอกว่ามาตรฐานบัญชีเลิกใช้เลยยกเลิก อันนี้เข้าใจผิดอย่างแรง ส่วนการจะเลือกหรือเปลี่ยนแปลงนโยบายบัญชี ไม่ใช่เรื่องผิดหลักบัญชี เพียงแต่ส่งผลในทางการเงินระยะยาวต่างกัน ทั้งดีและเสียทั้งยังอาจสะท้อนนัยบางอย่างได้

1.     มาพิจารณาเรื่องหลักการคิดค่าเสื่อมราคาก่อน ในทางบัญชีเพื่อสะท้อนผลการดำเนินงานให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงเรื่องการจับคู่รายได้กับรายจ่าย (ปัจจุบันไม่ใช้กันแล้ว แต่มันคือแนวคิดแรกๆ ของ GAPP) นั่นคือเรื่องบัญชีแบบพื้นๆ ถ้าให้ลึกขึ้นคือหลักของ capital maintenace (ทุนรักษาระดับ) เรื่องนี้จะยาก อธิบายง่ายๆ สมมติถ้าบริษัทลงทุน 100 นำเงินไปซื้อเครื่องจักร 100 อายุ ใช้งานได้จริง 10 ปี ถ้าทำของขายได้กำไรมา 30 (ก่อนหักค่าเสื่อมแต่หักต้นทุนและรายจ่ายอื่นแล้ว) ถ้าไม่หักค่าเสื่อม จะแสดงกำไร 30 ถ้าจ่ายปันผล 100% ของกำไรจะจ่าย 30  สมมติขายสดจ่ายสดทั้งหมด งบการเงินแบบไม่หักค่าเสื่อมจะเป็นดังนี้

เครื่องจักร      100       =       ทุน     100

จะเกิดอะไรขึ้นในปีที่ 10 สินทรัพย์ จะด้อยค่าทันที 10 เพราะใช้งานต่อไม่ได้เพราะหมดอายุขาดทุนทันที 100 และกิจการก็ไม่เหลือเงิน หากจะต้องการผลิตขายต่อ ก็ต้องเพิ่มทุน 100 เพื่อเอาเงินไปซื้อเครื่องจักร 100 ใหม่ ถ้าเครื่องจักรราคาคงเดิมกิจการต้องเพพิ่มทุนทุกๆ 10 ปี โดยไม่ได้มี growth แต่เพียงเพื่อรักษาตลาดเดิมรักษากำไรคงเดิมไว้

2.     กรณีเดิมหากตัดค่าเสื่อมราคา กำไรจะเหลือ 20 (30 คือกำไรก่อนหักค่าเสื่อมแต่หักต้นทุนและรายจ่ายอื่นสมมติขายสดจ่ายสดทั้งหมด เงินจะมีอยู่ 30 จ่ายปันผล 100% ของกำไรจะจ่ายปันผล 20 งบการเงินแบบหักค่าเสื่อมจะเป็นดังนี้

เงินสด  10      เครื่องจักร 90       =       ทุน     100

ในปีที่ 10 สินทรัพย์จะเป็นเงินสด 100 ทุน 100 เครื่องจักรหมดพอดี หากพอใจตลาดเดิม ผลกำไรที่ได้ กิจการก็เอาเงินไปซื้อซื้อเครื่องจักร 100 ใหม่อีกครั้ง (reinvestment) แม้ไม่มี growth แต่สามารถดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง (going concern) นี่คือหลักสำคัญทำไม่ต้องหักค่าเสื่อมราคา ก็เพื่อให้กิจการสามารถมีสามารถดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง (going concern) และ รักษาตลาดเดิมรักษากำไรคงเดิมไว้

ตามแนวคิดของ capital maintenace (ทุนรักษาระดับ)

3.     จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเครื่องจักมีราคาสูงขึ้น หากใช้ราคาทุนตัด ผลคือสุดท้ายกิจการจะมีเงินสด (สินทรัพย์) ไม่เพยงพอในการ ลงทุนใหม่อีกครั้ง (reinvestment) ณ เวลานั้น ทำได้สองอย่างคือไม่กู้ก็เพิ่มทุน หมายถึงหนี้สินต่อทุนจะสูงขึ้นหรือเกิด dilution ดังนั้นมาตรฐานจึงให้เลือกการตีราคาใหม่ได้ ไม่ใช่เพียงใช้หลักราคาทุน

4.     การใช้ราคาทุนมีข้อดีคือเรื่องของหลักฐานอันเที่ยงธรรม (Faithfull Evidence) ชัดเจนในเรื่องที่มาที่ไป มีเอกสารทางบัญชี การตีราคาใหม่ความจริงมตรฐานก็พยายามใช้ขัดครับ แต่ราคาตลาดบางทีสินทรัพย์บางรายการก็พิสูจน์ยากชัดเจนได้ยากกว่าหลักราคาทุน เพราะราคาตีใหม่มักนิยมใช้ราคาอ้างอิง ไม่ใช่ราคาที่กิจการใช้ทรัพยากรแลกเปลี่ยนมา

5.     ในประเด็นทางบัญชีคงพอจะเข้าใจมากขึ้นนะครับ ทีนี้มาดูสั้นว่าถ้าตีขึ้นจะเกิดอะไร สมมติกรณีเดิม ปีที่2 ถัดมา เครื่องจักรมีราคา เพิ่มขึ้นจาก BV 90 เป็น 99 นั่นคือตีราคาใหม่เพิ่มขึ้น 9 (ถ้าซื้อสภาพใม่ต้องซื้อที่ 110)จะลงรายการดังนี้

เดบิต เครื่องจักร   9

เคดิต ส่วนเกินจากการตีราคาสินทรัพย์    9  >>> ลงในกำไรท่อน 2 OCI

ค่าเสื่อมราคาปีที่สองเท่ากับ 10+9/9 = 11 กำไรจะเหลือ 30-11 = 19  สมมติขึ้นราคาขายไม่ได้ รายยการอื่นคงที่ เงินจะมีอยู่ 30 จ่ายปันผล 100% ของกำไรจะจ่ายปันผล 19

สิ้นปีที่สอง งบจะแสดง ดังนี้  เงินสด  21 + เครื่องจักร 88  =  ทุน  100 เงินสดปีที่แล้ว มี 10 ปีนี้ เหลือ 11

พอถึงปีที่ 10 เงินสดจะเหลือ 109 ขาดเล็กน้อยเพราะปีแรกสำรองน้อย กู้เพิ่มหรือเพิ่มทุนไม่มาก

6.     ดังนั้นการใช้นโยบายตีราคาใหม่ในทางทฤษฏี เพื่อกันเงินสดในกิจการไว้ ถ้าคนเคยอบรมกับผม ผมเคยบอกว่ามันคือกรงขังเงินสดไว้ในกิจการเอาออกไม่ได้ในการปันผล อยากเอาออกก็เอาไปซื้อหุ้นคืนซะ หรือได้อีกหลายๆ วิธี แต่ไม่ใช่เรื่องดีเท่าไรต่อกิจการในระยะยาว

7.     เขียนอธิบายมายาวพอควรแล้ว สรุปผลทางการเงินการตีราคา PPE มักต้องการผลคือ

ก.    ทำให้ D/E ดูดีขึ้น เพราะเมื่อตีราคาเพิ่ม Equity เพิ่ม แต่หนี้ไม่เพิ่ม อันนี้หลอกตาได้ ขั้นที่ 1

ข.    ทำให้ BV เพิ่ม ส่งผลให้  P/BV ลดลงดูเหมือนราคาถูกลง อันนี้หลอกตาได้ ขั้นที่ 2

ค.    ข้อดีระยะยาว สะท้อนด้านการดำเนินงานการจ่ายปันผลใกล้สิ่งที่ควรเป็นที่สุด ระยะยาว ลดการเพิมทุนมากๆ ก่อหนี้มากๆ เพราะเก็บเงินสดไว้มากขึ้น

ง.    การที่กิจการกำหนดนบายครั้งงแรกว่าใช้วิธีการตีราคาใหม่ ย่อมแสดงว่า กิจการเชื่อว่าราคาสินทรัพย์ดำเนินงานเช่นครื่องจักร โรงงานจะมีแนวโน้มราคาเพิ่ม การย้อนกลับมาใช้ราคาทุนจะทำให้ระยะยาวเมื่อจบโคงการถ้าจะดำเนินการต่อ อาจต้องกู้มากขึ้น หรือเพิ่มทุน ในช่วงเวลาการดำเนินงานจากนี้ไป D/E จะเพิ่มขึ้นได้ จะกลายเป็นความเสี่ยงด้าน Solvency

จ.    สิ่งที่ทำได้เพื่อไม่ให้เกิด ข้อ ง. คือจ่ายปันผลในอัตราที่ต่ำลง เช่นควรจ่าย 50% ก็เหลือ 30% เป็นต้น ผลการจ่าย payout ที่ไม่สอดล้องกับ sustainable growth จะทำให้ส่งผลกับราคาหุ้นหรือมูลค่าหุ้นในเชิงลบมากกว่าบวก

8.        ในหลายกิจการที่ใช้ราคาทุน สิ่งสำคัญคือการรักษาระดับ D/E และอัตราการจ่ายปันผลในระดับพอเหมาะและนิ่ง จึงจะดีในระยะยาว ส่วนวิธีราคาตีใหม่ระดับ D/E จะต่ำกว่าและอัตราการจ่ายปันผลจะจ่ายอัตราสูงกว่าเพราะกันเงินไวแล้วผ่านกำไร

9.        การเปลี่ยนนโยบายบัญชีเพื่อโครสร้างการเงินถือว่าดี แต่หากเพื่อผลการแสดงกำไร ดูไม่ดีเพราะเป็นการทำ creative accounting แบบหนึ่ง

วันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2560

Moats & Five Forces


Moats & Five Forces

Moats หรือปราการป้องกันธุรกิจ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ Chalie Munger คู่หูด้านการลงทุนของ Warran Buffett ได้กล่าวไว้ว่าเป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาการเลือกบริษัทลงทุน บริษัทใดมี Mosts ที่แข็งแกร่งจะดีมาก เพราะทำให้การเติบโตคงได้ยาวนาน ในทางการเงินการเติบโตสูงไม่ดีสู้การเติบโตที่แข็งแกร่ง เปรียบเหมือนการฝากเงินอัตาดอกเบี้นสูงๆ แต่มีเพียงชั่วคราวปีสองปี สู้ไม่ได้กับอัตราดอกเบี้ยปานกลาง แต่จ่ายนานนับสิบปี เช่นตราสารหนี้ระยะสั้นที่ให้ดอกเบี้ยร้อยละ 12% ต่อปี สามเดือน พอครบกำหนดก็จ่านต้นจ่ายดอกเบี้ยคืน  เราก็ต้องเอาเงินมาลงทุนที่อัตราตลาดใหม่ ไม่เช่นนั้นต้องหาตราสารดอกเบี้ยสูงๆ ซึ่งมีไม่มากแน่นอน ถ้าหาง่ายแสดงว่าตลาดให้ดอกเบี้ยสูงอยู่แล้ว และกิจการที่ให้ดอกเบี้ยสูงล้วนเป็นบริษัทฐานะการเงินไม่แกร่ง วันนี้อาจไม่เจ๊ง แต่วันข้างหน้าไม่มีใครรู้ อาจไปลงทุนวันเจ๊งพอดีก็ได้ สมมติเราได้อัตราดอกเบี้ยตราสาร 4% ที่มีการจัดอันดับลงทุนกลางๆที่รับได้อายุตราสาร 3 ปี ถ้ามีเงินลงทุน 100 บาท วันนั้นตัดสินใจลงทุน อัตราดอกเบี้ยตลาดอยู่ที่ 2% ถ้าตัดสินใจเลือก 12% ได้ดอกเบี้ยสูงสามเดือน เมื่อครบกำหนดได้เงิน 100 + 100*12%*3/12 = 103 แล้วเอาเงินที่ได้ลงทุนในอัตราตลาดเท่านั้น (หลักการเปรียบเทียบต้องไม่ถือว่า reinvestmemt ที่อัตราสูงเดิมได้หากอายุต่างกัน เพราะหากคิดเช่นนั้นต้องคิดทางเลือกหากเกิดการผิดนัดชำระด้วย หรือ Default ในเวลา สามปีเท่ากัน ตราสาร 4% จะได้เงิน (100*(1+0.04)3) = 112.5 ขณะที่แบบแรกจะมีมูลค่าเท่ากับ 108.8 มาจาก 103*(1.02)2.75 บางคนคิดว่าทำไมไม่เอา 103 ลงต่อในตราสาร 4% อายุ 3 ปีละ ถือว่าวันนั้นให้เลือกแล้ว ไม่ลงทุนตราสารคนอื่นลงทุนหมดไปแล้ว ถ้าไปซื้อในตลาดต้องซื้อ premium ซึ่งผลตอบแทนจะเป็น 2% ตามอัตราตลาด ส่วนมากคิดไม่ถึงว่าแบบกลางๆ จ่ายนานๆ จะดีกว่า อย่าลืมพลังของการทบต้น อะไรที่ไม่ผันผวน ในเวลานานจะให้มูลค่ายิ่งสูง กิจการที่เติบโตสูงๆ มักยากที่จะรักษาการเติบโตขนาดนั้นได้ยาวนาน ดังนั้นการมี Moats จึงสำคัญมากต่อการรักษาการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว (Sustainable Growth) สิ่งที่ลดทอนความสามารถในการแข่งขัน นิยมใช้ Micheal E. Porter’s Model หรือที่รู้จักกันดีคือ 5 Forces และเมื่อเอา Moats ของ Munger มาประกบกัน เราสามารถจับคู่ได้ดังนี้

1.     Rival Competition – Brand แรงกดดันจากการแข่งขันภายใน โดยเฉพาะในตลาดคู่แข่งขันมากราย ในตลาดแบบนี้มีมากที่สุดในเกือบทุกอุตสาหกรรม การยืนหยัดในอุตสาหกรรมได้คือต้องมีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ลูกค้ามีความภักดีต่อแบรนด์สูง (Brand Loyalty) ในทางการตลาดจึงมีการสร้างแบรนด์ให้อยู่ในใจลูกค้าให้นานและเหนียวแน่นกที่สุด ใครทำให้ลูกค้าเป้าหมายจดจำได้ ย่อมสามารถสร้างยอดขายได้อย่างต่อเนื่อง

2.     Bargaining Power of Buyers – Network Effect แรงกดดันจากลูกค้าคืออำนาจการต่อรอง ปกติธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง ลูกค้ามักมีทางเลือกมาก อำนาจต่อรองราคาจะมาก ดังนั้นแทบจะขายสูงกว่าคู่แข่งได้ยากมาก จะกดดัน margin ให้ลดลง เพราะการขายราคาสูงจะยาก แม้จะใช้กลยุทธ์ differntiation แต่ก็จะถูกเลียนแบบได้ แต่หากทำให้สินค้าเกิด Network Effect คือเกิดการใช้ตามๆกัน เธอมีฉันต้องมีด้วย ลักษณะแบบนี้จะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สิ่งที่สำคัญคือติองทำให้สินค้าเกิดการใช้งานซ้ำหรือจำเป็นต้องใช้ต่อเนื่องไป

3.     Bargaining Power of Suppliers – Economy of Scales แรงกดดันจากซัพพลายเออร์คือส่วนที่มีผลต่อต่อทุนผลิต ที่มีขนาดการผลิตเล็ก ย่อมเสียเปรียบในเรื่องการต่อรองราคาเมื่อซื้อวัตถุดิบ โดยเฉพาะหากจัดหาซื้อได้เพียงที่เดียวหรือไม่กี่แหล่ง แต่หากมีขนาดการผลิตมาก ซื้อครั้งละมากๆ และต่อเนื่อง ผู้ผลิตก็เหมือนธุรกิจทั่วไป หากขายได้ต่อเนื่องก็ต้องอยากได้เช่นกัน กิจการที่มีขนาดการผลิตที่ใหญ่ ย่อมต่อรองได้ง่ายได้ดีกว่า ทำให้ควบคุมต้นทุนผลิตได้ง่ายขึ้น ลดแรงกดดันราคาขายได้ทางหนึ่ง ขณะเดียวกัน การมี Economy of Scales จะป้องกันคนเข้าใหม่ด้วย เพราะรายใหม่ที่เข้ามาต้องลงทุนมาก เพื่อให้ต้นทุนต่ำพอที่จะเจาะตลาดแข่งขันได้

4.     New Entrances – Regulation ปราการที่สำคัญในการกันคนเข้าใหม่ให้เข้าสู่อุตสาหกรรมได้ยาก คือกฏระเบียบต่างๆ จากหน่วยงานรัฐ (Regulation) บางธุรกิจการเปิดธุรกิจต้องได้รับการอนุญาตจากรัฐหรือหน่วยงานรัฐ เช่นธุรกิจโทรคมนาคม แม้จะป้องกันไม่ได้ 100% เพราะแนวโน้มโลกคือการเปิดเสรี แต่ก็ทำให้การเกิดคู่แข่งรายใหม่เกิดได้ช้าลง บางอุตสาหกรรมเงื่อนไขไม่มากก็ไม่ถือว่ามีปราการด้านนี้ แต่บางอุตสาหกรรมเงื่อนไขมาก ก็กลายเป็นข้อดีของคนที่เข้ามาแล้ว คนใหม่ๆอยากเข้าก็ต้องคิดมากขึ้นว่าคุ้มหรือไม่ ทำให้คู่แข่งไม่เพิ่มเร็วมาก

5.     Substituted Products/Services – Switching Cost or Intellectual Properties/Inovation แรงกดดันจากสินค้าทดแทน อุตสาหกรรมใดมีสินค้าใช้แทนได้ (ไม่ใช่เปลี่ยนไปใช้ของคู่แข่ง ตรงนี้เป็นข้อเรื่อง rival compettition) ทำให้ลูกค้าตัดสินใจเปลี่ยนได้ง่าย การทำให้เกิดความยากในการเลิกใช้ เนื่องจากจะมี Switching Cost สูงทำให้ไม่คุ้มค่าในการเปลี่ยนสินค้า หรือการสร้างนวตกรรมใหม่ๆตลอดเวลา หรือมีสิทธิบัติ ก็จะเป็นเกราะคุ้มครองธุรกิจที่ดีในระยะเวลาหนึ่ง



            ดังนั้นการมองด้านเชิงคุณภาพเพียง business model ดี อาจไม่เพียงพอเพราะแค่มี business model ดี แต่ไม่ยั่งยืนก็ไม่ต่างอะไรกับการลงทุนตราสารที่มีดอกเบี้ยสูงๆ แต่อายุสั้นๆ 5 Forces ใช้วิเคราะห์แรงกดดันต่ออุตสาหกรรมที่ธุรกิจนั้นอยู่ แรงกดดันเหล่านั้นทำให้อายุการเติบโตสั้นลง การรักษาการเติบโตให้ยาวออกไปต้องมี Moats ไว้ต้านทานแรงกดดันนั้น

วันเสาร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2560

ปัญาการเงิน “มะเร็งร้าย” ของธุรกิจ วิกฤตทางการเงิน 4 ระยะ


ปัญาการเงิน “มะเร็งร้าย” ของธุรกิจ วิกฤตทางการเงิน 4 ระยะ

ในระยะตั้งแต่ปลายปีที่แล้วถึงต้นปี เชื่อว่าหลายคนได้ข่าวการเบี้ยวตั๋วบีอีของบริษัทในตลาดหุ้นหลายแห่ง และมีหลายบริษัทก็ไปไม่รอด จนถูกขึ้น SP หลายบริษัท และหากได้ดูกันลึกๆ แล้ว โดยเฉพาะตัวเลขทางการเงิน จะพบว่าสัญญาณแสดงออกมาเป็นปีๆ ทีเดียว ไม่ใช่เกิดปุ๊บล้มปั๊บ แต่ส่วนมากถูกหลอกหรือมักหลอกตัวเองว่าทำแบบนี้มี Business Model ดี ดูมีอนาคต กำไรจะมา ยอดขายจะมา การวิเคราะห์เชิงคุณภาพยากมาก ไม่ใช่เรื่องข้อมูล แต่ยากเพราะข้อมูลนั้นต้องใช้ความระมัดระวัง จินตนาการ (มโน) อย่างรอบครอบ ใช้ประสบการณ์ล้วนๆ มองการเชื่อมโยงให้ออก ผมจะมองไปคู่กับสถิติข้อมูลเชิงปริมาณเสมอ ถ้าข้อมูลงบการเงินที่ผ่านมาไม่เคยบอกว่าทำได้ ก็จะรับรู้เฉยๆ ผมคิดว่าขึ้นไม่ทันรถ ดีกว่าขึ้นแล้วตกจากรถ หรือรถคว่ำ อันนั้นเป็นตายเลยทีเดียว ตลาดหุ้นมีโอกาสเสมอ

ปัญหาที่นักลงทุนเมื่อวิเคราะห์กิจการคือ มักมองแต่ด้านการทำกำไร มักละเลยความเสี่ยง ผมเชื่อว่าทุกคนรู้อยู่แล้วว่า การลงทุนมีความเสี่ยง หุ้นทุนหรือตราสารเสี่ยงที่สุด การทำธุรกิจมีความเสี่ยงมากมาย การวิเคราะห์กิจการนอกจากการมองหาธุรกิจที่ Make Profit และ Generate Cash Flow แล้ว ต้องเป็นกิจการที่ Solvency ด้วย การทำกำไรคือเรื่องการตลาด Business Model ดี รูปแบบการทำกำไรดี ยังไม่ใช่สิ่งเดียวที่บอกว่าธุรกิจดี แต่ต้องมีการบริหารงานที่ดีมีประสิทธิภาพ (Generate Cash Flow) เพราะจะสร้างกระแสเงินสดเข้ากิจการได้อย่างแท้จริง แต่บางครั้งพฤติกรรมบางอย่างที่เราอาจไม่เห็น การดำเนินงานทุกอย่างจะถูกสะท้อนผ่านงบการเงินเสมอ คนที่ทำงานดี รายได้สูง มีประสิทธิภาพ แต่ก็อาจมีโรคร้ายซ่อนอยู่ได้ และโรครายนี้เองอาจทำให้ชีวิตอายุขัยสั้นลง หรือลดความสามารถการทำรายได้ลงในระยะยาวได้ ซึ่งปัญหาการเงินมักกลายเป็นปัญหาของธุรกิจ ซึ่งปัญหานี้คล้ายกับโรคมะเร็ง บางคนพอเป็นแล้วโรคลุกลามเร็ว ไม่เกินปีก็สียชีวิต บางคนกว่าจะพบว่าเป็น อาการอาจปรากฎให้เห็นเมื่อเข้าสู่ระยะที่สามหรือสี่สุดท้าย ในทางการแพทย์หากพบในระยะต้นๆ โอกาสรักษาหายสูงมาก ถ้าเป็นระยะท้ายๆ มักต้องทำคีโม บางคนก็ผ่านมาได้แต่ร่างกายทรุดหนักมาก ดังนั้นการพบอาการที่เริ่มบอกเหตุของปัญหาการเงินทำให้ธุรกิจรีบแก้ไขก่อนบานปลาย หรือในแง่การลงทุนก็ควรระวังหรือออกห่างไว้ แบ่งได้เป็น 4 ระยะอาการของโรคคือ



1. ระยะฟักตัว Earning Fluctuation - Non-quality of Earning

- ขยายธุรกิจอย่างหลับหูหลับตา รายได้อาจโตเร็ว แต่ AT มักลดลง และมักพบว่าเติบโตแบบ Non-organic Growth มากกว่าการเติบโตแบบ Organic Growth นอกจากนี้เมื่อพิจารณาด้าน Sustainable Growth ก็จะพบว่าไม่ดีเท่าไร ไม่นิ่ง และมี ROA แนวโน้มลดลง

- ทำการตลาดผิดพลาด แผนการตลาดที่ผิดพลาดมักพบได้จาก ยอดขายที่ไม่เพิ่มแต่ค่าใช้จ่ายการตลาดเพิ่มอย่างมาก หรือมี OM (Operating Margin) ลดลง (AT ลด OM ลด ย่อมทำให้ ROA ลด)

- ระบบบริหารไม่มีประสิทธิภาพ อัตราส่วนด้าน Turnover แย่ลงไม่นิ่ง ผันผวน วงจรเงินสดเริ่มยาวขึ้น บางกิจการที่มีวงจรเงินสดยาวขึ้นแต่ยังไม่มากกกว่า 45 วัน ยังถือว่าไม่น่ากังวล แต่บางกิจการที่ยาวเกิน 180 วันผมถือว่าเสี่ยง แม้จะลดลงก็ยังระวังอยู่

- ขาดระบบการบริหารวิกฤต Crisis Management วิกฤตกิจการเกิดได้จากทั้งภายในภายนอก ภายในมักกระทบการดำเนินงาน ทำให้อัตราส่วน turnover ไม่นิ่ง ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายเพิ่ม เช่นคนงานประท้วง พนักงานลาออกพร้อมๆกันหลายคน (ยกทีมออก) หรืออาจมีผลให้ยอดขายลดลง เช่น ข่าวที่ทำให้ผู้บริโภคต่อต้านใช้สินค้า ข่าวของกลุ่มลูกค้าลดลงจากการเกิดโรคระบาดในประเทศ เป็นต้น อัตราส่วนที่สะท้อนการเกิดผลกระทบนี้คือ Assets Turnover

-ใช้ทรัพยากรไม่เหมาะสม รวมทั้งการขาดประสิทธิภาพ การจัดสรรการใช้ทรัพยากรไม่เหมาะสม จะทำให้ทรัพยากรไม่สามารถสร้างรายได้หรือต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการใช้สินทรัพย์นั้นๆ สูงกว่าค่าของอุตสาหกรรมโดยเฉลี่ย พบได้ในอัตราส่วน AT GM OM เมื่อเทียบกับกลุ่มธุรกิจเดียวกัน

- ละเลยต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพธุรกิจ หรือปรับตัวไม่ทัน กิจการที่ปรับตัวไม่ดี จะหลุดจากตำแน่งที่เคยโดดเด่นในอุตสาหกรรม อัตราส่วนการเงินต่างๆจะถดถอยลง บางครั้งอาจพบว่าพยามสร้างหรือรักษากำไรจากการมี one time gain มีการซื้อหุ้นคืน หรือจ่ายปันผลพิเศษแบบแปลกๆ ไม่สมเหตุสมผล



2. ระยะสำแดงอาการ Start Financial Crisis - Liquidity Problems หากอาการระยะที่ 1 เกิดแล้ว และหากยังดำรงอยู่ต่อสักระยะ สิ่งที่ตามมาคือ

- เงินทุนไม่เพียงพอ /ขาดแหล่งเงินทุนสนับสนุน CFO เริ่มลดลง D/E เริ่มสูงขึ้น Debt/EBIT > 8

- พึ่งพาเงินกู้มากเกินไป ภาระดอกเบี้ยสูง DeBT/EBIT > 8  เริ่มมี ICR < 1.3 หรือ MICR < 1

- ขาดฐานข้อมูลและระบบบัญชีบัญชีที่มีประสิทธิภาพ รายงานการเงิน (งบการเงิน) มักมีปัญหา ส่งช้า (โดนขึ้น NP หรือ SP) ผู้สอบบัญชีมักมีเงื่อนไขหรือส่งสัญญาณผ่านรายงานผู้สอบบัญชี

- กระแสเงินสดการดำเนินงานติดลบต่อเนื่อง มักมาจาก Working Capital ที่เพิ่มมากจากการล้มเหลวในการบริหาร มี Turnover ที่ลดลง ทำให้ Cash Cycle ยาวมากขึ้น

- มีการยืดเวลาชำระหนี้  ผัดผ่อนการจ่ายหนี้

- ขาดความสามารถคาดการณ์อนาคตจากข้อมูล ในแง่นักลงทุนใช้ข้อมูลคาดการณ์ได้ยากมาก ในแง่ธุรกิจข้อมูลภายในใช้คาดการณ์ได้ไม่ดี ทำประมาณการได้ยาก



3. ระยะรุนแรง Temporary Bankruptcy - Liquidity Problems การเกิดมาถึงระยะที่สองแล้ว ร่างกายมักทรุดตัวลงเร็วเข้าสู่ระยะที่สามคือ

- ผู้บริหารเสียเวลากับการจัดการปัญหาสภาพคล่อง เมื่อผู้บริหารใช้เวลาไปกับการแก้ไขปัญหาการเงิน ย่อมเสียโอกาสในการวางแผนธุรกิจ มองโอกาสทางการตลาดหรือธุรกิจใหม่ๆ ยิ่งทำให้ขาดการขยายงาน สร้างโอกาสใหม่ๆ จนปรับตัวไม่ทันการเปลี่ยนแปลง จะหลุดจากตำแน่งที่เคยโดดเด่นในอุตสาหกรรมได้ง่าย ซึ่งเป็นอาการระยะที่หนึ่ง จะยิ่งตอกย้ำอาการของโรคยิ่งเด่นชัดขึ้น

-  เงินทุนขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง สภาพที่พบในอาการระยะที่สองจะชัดเจน CFO ที่ติดลบจากวงจรเงินสดที่ยาวแล้ว จะมาจากกำไรที่ลดลงด้วย (ระยะสอง GM อาจยังดีอยู่ แต่ Net Working Capital เพิ่มมาก แต่ระยะนี้ GM จะลดลงมากด้วย จนอาจถึงติดลบ) สถานะการณ์เช่นนี้มักจะทำให้กิจการต้องก่อหนี้ระยะสั้นมากขึ้นอย่างรวดเร็ว สัดส่วนหนี้ระยะสั้นจะเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันอาจเริ่มเกิดขาดทุน ทำให้กำไรสะสมลดลงซึ่งไม่ได้เกิดจากการจ่ายปันผล ผมจะวัดด้วยอัตราส่วนกำไรสะสมต่อหนี้สิน (Retained Earnings / Debt < 70% จะหมายถึงอาการไม่ค่อยดี)

- ถูกลดหรือตัดเครดิตทางการค้าหรือการกู้ยืม นี่คือผลตามมาจากผลที่เกิดขึ้น

- หนี้เมื่อถึงกำหนดชำระไม่สามารถชำระได้ นี่คือผลตามมาจากผลที่เกิดขึ้นเช่นกัน



4. ระยะปรากฏเป็นจริง หรือสุดท้าย Permanent Bankruptcy และอาการสุดท้ายที่เกิดในระยะที่สามและหยุดไม่ได้คือสภาวะที่ดำเนินการต่อไม่ได้

- หนี้สินสูงกว่าสินทรัพย์ ปิดกิจการ ล้มละลาย หรือ ตายนั่นเอง

- ปรับโครงสร้างหนี้ เปรียบเหมือนผ่าตัดใหญ่ ซึ่งการปรับโครงสร้างหนี้ที่นิยมทำคือ

        . ตัดขายสินทรัพย์ใช้หนี้ เหมือนกับตัดชิ้นส่วนอวัยวะสำคัญออก

        . ลดอัตราดอกเบี้ย ยืดระยะเวลาจ่ายหนี้ หากเห็นว่ากิจการยังพอไปได้หากปรับเงื่อนไขลงบางส่วน

        . ลดหรือตัดหนี้ (Hair Cut)

        . แปลงหนี้เป็นทุน เจ้าของยอมลดสัดส่วนในกิจการลงให้เจ้าหนี้มาควบคุมแทน

ผมไม่นิยมหรือรีบลงทุนในกิจการที่ปรับโครงสร้างหนี้หรือเพิ่งผ่าตัดใหญ่ เปรียบเหมือนคนนั่นแหละ การผ่านผ่าตัดใหญ่มาใหม่ๆ ไม่รับประกันว่าหายขาด หรือแข็งแรงดังเดิม อย่างน้อยต้องพักฟื้นนานพอควร

วันพุธที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2560

การวิเคราะห์เชิงปริมาณ-การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ


การวิเคราะห์เชิงปริมาณ-การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ

ในการวิเคราะห์ธุรกิจ เราสามารถแบ่งเป็นสองแนวทางคือการวิเคราะห์เชิงปริมาณ (Quantitative Analysis) และการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ (Qualitative Analysis)

        การวิเคราะห์เชิงปริมาณ (Quantitative Analysis) ไม่ใช่เพียงดูและการอ่านงบการเงินเท่านั้น แต่ต้องวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน อ่านและวิเคราะห์โน้มให้เป็นด้วย หลายคนแค่อ่านงบและดูงบรู้เท่านั้น แต่ยังไม่ถึงขั้นการวิเคราะห์เชิงปริมาณได้อย่างแท้จริง ส่วนมากแค่ดูงบกำไรขาดทุน ดูกำไร เน้นแต่กำไรเป็นหลัก เทียบเพียงกำไรงวดต่องวด ปีต่อปี นั่นแค่ไว้เล่นระยะสั้น ลงทุนระยะยาวต้องอ่านและวิเคราะห์ได้ทั้งสามงบ และรู้จักใช้อัตราส่วนการเงินเป็น ตัวเลขในงบการเงินบอกได้หลากหลายมิติ ไม่ใช่เพียงอ่านข้อมูลอดีตเท่านั้นเหมือนที่คนส่วนมากเข้าใจ แต่หากเข้าใจแล้วก็เหมือนเจอลายแทงธุรกิจ มองได้ถึงอนาคต

          การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ (Qualitative Analysis) ไม่ใช่แค่การอ่านรายงานประจำปีและ F56-1 แต่คือการทำความเข้าใจธุรกิจ ขายอะไร ขายใคร การแข่งขันเป็นอย่างไร จุดอ่อนจุดแข็ง อำนาจต่อรองเป็นอย่างไร อะไรคือสินทรัพย์หลักหรือทรัพยากรที่สำคัญ รูปแบบธุรกิจควรเป็นอย่างไร นอกจากนี้ควรมองความเสี่ยงของธุรกิจให้ออกว่ามีอะไรกระทบบ้าง การเข้าใจเชิงคุณภาพจะช่วยให้เรามองตัวเลขเชิงปริมาณอย่างเข้าใจมากขึ้น และเสริมให้เราอ่านงบการเงินได้ขาดมากขึ้น

         การวิเคราะห์เชิงคุณภาพไม่ใช่รู้เพียงว่าขายอะไร แต่ต้องมองว่าสิ่งที่ขายมี Value Proposition การนำเสนอคุณค่าอะไรให้กับลูกค้า เพราะหมายถึงการรักษาการเติบโตของตัวเลขในงบการเงิน การรักษาฐานลูกค้า เครื่องมืออะไรที่ช่วยเราพิจารณาเชิงคุณภาพได้ครบถ้วนรอบด้าน ไม่หลุดในประเด็นสำคัญไป โดยเฉพาะการมองด้านความเสี่ยง ซึ่งนักลงทุนมักไม่มอง เรามักอ่านแค่ข้อดีว่า หุ้นนั้นๆ หุ้นนี้ดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ การพิจารณาด้านความเสี่ยงประกอบ ทำให้เรามองความเป็นไปได้ของการเติบโตระยาวได้ดีขึ้น และลงทุนด้วยความระมัดระวัง (prudence) เครื่องมือที่จะทำให้เรามีกรอบการมองรอบด้านครบถ้วน ทั้งด้านดี ด้านที่กดดันธุรกิจและโอกาสในการแข่งขัน (Competitive advantage) คือ 5 Forces จะทำให้เข้าใจลักษณะธุรกิจนั้นๆ ว่าผลิตภัณฑ์และธุรกิจมีจุดแข็งหรือไม่ ขายให้ใคร ขายอย่างไร ทรัพยากรหลักคืออะไร ยอดขายจะโตอย่างไรจากอะไร รูปแบบรายได้ ต้นทุน และพันธมิตรหรือคู่ค้าเป็นใคร จึงควรต้องเข้าใจ Business Model Canvas และสุดท้ายจะมองความเสี่ยงที่กระทบบริษัทได้รอบด้านครบถ้วนก็ควรใช้กรอบเรื่อง Enterprise Risk Management Model (ERM-LEPESTO) เมื่อเราเอาทั้ง การวิเคราะห์เชิงปริมาณ (Quantitative Analysis) และการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ (Qualitative Analysis) มาเชื่อมต่อสัมพันธ์กัน เราก็จะเข้าใจธุรกิจได้ลึกซึ้ง เข้าใจตัวเลขที่เป็นไป และจะเป็นไป

          ส่วนการวิเคราะห์ด้วยกราฟหรือทางเทคนิค คือการพิจารณาการเปลี่ยนแปลงราคาและแนวโน้ม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงราคามาจากมุมมองของนักลงทุนที่มีต่อหุ้น อุตสาหกรรมและต่อตลาดทุน ซึ่งมีทั้งถูก ผิด เข้าใจ ไม่เข้าใจ ต่อข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้น จึงเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนจิตวิทยาของนักลงทุนในตลาด แต่ในระยะยาวแล้วราคาหุ้นกับผลการดำเนินงานจะสะท้อนกันเสมอ เน้นนะครับว่าระยะยาว ไม่ใช่ข่าวกำไรไตรมาสหน้า ปีหน้า แต่หมายถึงห้าปีสิบปีข้างหน้า

          งบการเงินเป็นเพียงร่องรอยในการดำเนินธุรกิจ ทุกๆ เส้นทางที่ผ่านไปจะบ่งบอกหนทางที่กำลังเดินเสมอ เหมือนกับเวลาเราเข้าป่าล่าสัตว์ ร่องรอยที่เห็นเราจะรู้ได้ว่าเป็นของสัตว์ชนิดใด เดินมุ่งหน้าไปทางใด ตัวเล็กตัวใหญ่เพียงใด หากเราเป็นพรานป่าผู้เชี่ยวชาญแล้ว ไม่ยากเลยที่จะตามรอยเป้าหมาย

          งบการเงินจึงสะท้อนได้ถึงราคาและความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนที่มีต่อกิจการ ดังที่กล่าวมาข้างต้นว่าคนลงทุนแท้จริงในตลาดหุ้นคือผู้ลงทุนระยะยาว ตราบใดที่นักลงทุนระยะยาวนี้ยังคงมั่นใจในผลประกอบการระยะยาวราคาหุ้นก็จะไม่ลดลงแรงเพราะเมื่อราคาปรับลงต่ำกว่าผลตอบแทนที่คาดหวังว่าจะได้ในอนาคต คนที่เชื่อมั่นก็กล้าพอที่จะลงทุนในระดับราคาที่ลดลงมา ดังนั้นหากงบการเงินสะท้อนถึงความอ่อนแอ ความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารงาน ในระยะยาวย่อมไม่มีผู้ที่จะมาลงทุนต่อเนื่อง ระดับราคาหุ้นก็จะลดลง แม้จะขึ้นให้เห็นก็จะพบว่าเกิดในช่วงสั้นๆ ไม่กี่เดือน เพราะนักลงทุนที่นิยมเล่นข่าวสั้นๆ สุดท้ายจะรีบขายทันทีที่ทำกำไรได้ ราคาก็ยากที่จะยืนอย่างยั่งยืน สรุปได้ว่างบการเงินที่ดี และหากอ่านและมองธุรกิจผ่านตัวเลขทางบัญชีที่ถือเป็นภาษาของธุรกิจได้เป็นแล้ว ถูกต้องแล้ว ตัวเลขงบการเงินจะบ่งชี้แนวโน้มระยะยาวเสมอ ยังไม่เคยพบกิจการใดขาดทุนยาวนานหรือตกต่ำต่อเนื่องมากกว่าห้าหกปีจนใกล้ล้มละลาย แต่ราคาหุ้นในห้าหกปีนั้นขึ้นอย่างแข็งแกร่งมั่งคงสวนทางผลประกอบการ

วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

CFROI  กับ P/E


CFROI  กับ P/E

         สำหรับคนที่ไม่เคยอบรมกับผม จะไม่เคยพบอัตราส่วน CFROI มาก่อน แต่ในหนังสือผม หลายเล่มได้กล่าวถึงอัตราส่วนนี้ไว้ บทความนี้มาขยายเพิ่มขึ้นถึงหลักคิดที่มาที่ไป

         ปกติในการดำเนินธุรกิจใดๆ ก็ตามเ มื่อตัดสินใจจะลงทุน ควรใช้หลักการตัดสินใจตามแนวคิดเรื่อง Capital Budgeting ซึ่งจะลงทุนเมื่อมูลค่าปัจจุบัน (PresentValue) ของกระแสเงินสดรับของการลงทุนนั้นๆ ที่เรียกว่า กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow - FCF) มากกว่าเงินลงทุน (Capital Expenditure - CAPEX) หรือเมื่อ NPV – Net Preset Value) > 0 ; PV(FCF) > CAPEX

        และเมื่อใดที่  มูลค่าปัจจุบัน (PresentValue) ของกระแสเงินสดรับ NPV(FCF) > เงินลงทุน (Capital Expenditure - CAPEX) จะพบว่า IRR (Internal Rate of Return) > ต้นทุนเฉลี่ยเงินทุน (WACC – Weighted Average Cost of Capital)

        ในการตัดสินใจลงทุนในโครงการใดๆ อาจดูค่าระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) ด้วยเช่นกัน



CFROI = CFO/PPE  สูตรนี้ใช้หลักการทางการเงินและบัญชี มีข้อสมมติฐานว่าธุรกิจดำเนินงานเพื่อการทำกำไรธุรกิจเสมอ แต่ผลจะได้เท่าไร ดีหรือไม่ก็ต้องแสดงตามจริง ไม่มีธุรกิจไหนตั้งใจให้แย่ ที่แย่เพราะทำได้แย่กว่าที่คิด

CFO = กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ไม่นับรวมกำไรที่เกิดจากกิจกรรมการลงทุน กำไรไม่ใช่ตัวเงินสด และ CFO นี้ปรับการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์และหนี้สินในการดำเนินงานแล้ว จึงสามารถเทียบเคียงว่าใกล้ FCF มากที่สุด การที่เราไม่ต้องหัก CAPEX เพราะว่า สินทรัพย์ที่ลงทุนคือ ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (PPE) (ต้องรวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่นด้วยสำหรับบางธุรกิจ เช่น สัมปทาน อสังหาเพื่อการลงทุน) ถ้าสินทรัพย์เหล่านั้นทำให้เกิดรายได้จากการดำเนินงาน PPE (จะหมายถึงรวมหมดตามที่กล่าวมาข้างต้นเพื่อสะดวกในการเขียน) ถือเป็น Existing Assets ไม่รวมการลงทุนใหม่ (CAPEX คือ New Investment) การลงทุนเพื่อรักษาระดับการผลิต Maintinance คือ Reinvestment จะเป็นเพียงการทดแทนเพื่อรักษารายได้หรือกระแสเงินสดจากการดำเนินงานให้คงที่เท่านั้น ดังนั้นจึงถือว่า

-           CFO จะคงที่ที่ระดับปัจจุบัน

-           NWC ปีต่อๆ ไปไม่เปลี่ยนแปลง

-           CAPEX ไม่มีเพิ่มจากล่าสุดปัจจุบัน ดังนั้น ยอด PPE คือ ยอดการลงทุน

เมื่อ PPE คือ Existing Assets ที่ใช้สร้างรายได้ (กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน) ที่เกิดสมมติฐานคือปีต่อๆ ไป ก็ได้เท่าปีล่าสุดไปตลอด CFO/PPE(เฉลี่ย) ย่อมคือผลตอบแทนที่สินทรัพย์นั้นทำได้ ส่วนกลับก็หมายถึงระยะเวลาคืนทุน คือกี่ปีได้ต้นทุนสินทรัพย์คืนกลับมา

        ถ้ามองแบบง่ายๆ สมมติว่า CFO/PPE = 20% หรือคิดหยาบๆ จะทำให้เงินสด ปีละ 20% นั่นเอง ทำนองคล้ายกับ Sustaineble growth ของ ROE นั่นเอง เมื่อได้ CFOI สูง ก็หมายความว่ามี growth ของ CFO สูงด้วยนั่นเอง

        จากหลัก PEG ของ Peter Lynch ที่บอกว่า P/E หุ้นไม่ควรสูงเกินกว่า Growth และหากเราเชื่อว่าราคาหุ้น กับผลกำไร และกระแสเงินสด FCF มีความเชื่อมโยงกัน

P/E   =  Growth

CFROI = CFO/PPE = Growth ของ CFO = P/E

        เราจึงประเมินหรือกำหนดราคาหุ้นคร่าวๆได้ที่ CFROI

การประเมินนี้ใช้ได้กับกิจการที่มีสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนสัดส่วนสูงๆ (ราว 70-80% ขึ้นไป) หรือต้องใช้ในการสร้างรายได้ และเป็นกระแสเงินสดสูง เช่น โรงพยาบาล โรงแรม โรงไฟฟ้า ค้าปลีก โทรคมนาคม กิจการผลิต (ต้นน้ำ – Upstream) เป็นต้น พวกผลิตทั่วไป หรือมีสัดส่วนสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนไม่สูง และไม่เป็นกระแสเงินสดรับเร็วๆมากๆ จะไม่ใช้ได้ดีนัก อาจติดลบหรือต่ำมาก ส่วนตัว เป็อีกเครื่องมือหนึ่งในการกำหนดกรอบ P/E