วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2560

นักลงทุน มุ่งหวังมูลค่าเพิ่มขึ้นในระยะยาว (Capital Appreciation) และกระแสเงินปันผล นักเก็งกำไรมุ่งหวังส่วนต่างราคา (Capital Gain)

" สินทรัพย์ใดๆจะมีมูลค่าได้นั้น สินทรัพย์นั้นจะต้องสามารถสร้างกระแสเงินสดให้แก่เจ้าของได้ในอนาคต สำหรับหุ้นของบริษัทจดทะเบียนก็เช่นเดียวกัน จะมีมูลค่า(เพิ่มจากมูลค่าตามบัญชี)ได้ บริษัทนั้นจะต้องสามารถสร้างเงินสดในอนาคตให้แก่ผู้ถือหุ้นได้สูงกว่าต้นทุน ของเงินสดที่ผู้ถือหุ้นเอามาซื้อหุ้นในวันนี้ได้ "

- มนตรี นิพิฐวิทยา –



ดังนั้นการลงทุน (เน้นครับว่าลงทุนไม่ใช่เล่น เทรดหุ้น) จะต้องคาดหวังว่ากำไรในระยะยาวของกิจการนั้นๆ จะต้องสร้างกำไรที่สามารถก่อให้เกิดกระแสเงินสดได้ต่อเนื่อง เราจึงเน้นที่กำไรจริง ไม่ใช่ one time gain เน้นคุณภาพกำไร (Quality of Earnings) บางหุ้นผมถึงเน้นการดู CFROI สูตรนี้เป็นวิธีเฉพาะของผม และไม่เคยผิดหวังในการลงทุนยาว และการคาดหวังกระแสเงินสดที่ยาวต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอจึงต้องมีการบริหารงานที่ดี ผมจึงเน้นที่ความนิ่ง ความผันผวนของอัตราส่วนการเงินต้องไม่มาก กิจการที่ดีไม่ต้องทำสูงสุดเสมอไป แต่ที่สำคัญคือที่ผ่านมาอัตราส่วนต้องสม่ำเสมอในทางที่ดี



ในอีกด้านนั้น จากแนวคิดของลอร์ด เคนส์ นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำและก็เป็นนักลงทุนที่ประสบผลสำเร็จมากคนหนึ่ง เชื่อว่าคงไม่มีนักลงทุนคนใดจะซื้อหุ้นที่ราคา 80 บาท แม้ว่ามูลค่าพื้นฐานจะอยู่ที่ 100 บาทก็ตาม หากเขาเชื่อว่าราคาตลาดใน 1 เดือนข้างหน้าจะเป็น 70 บาท

นักลงทุนอาจประสบความสำเร็จได้จากการวิเคราะห์และประเมินว่าสภาวะการลักษณะใดที่มวลชนมีความอ่อนไหว และจะก่อให้เกิดประกายความหวัง และการมองโลกในแง่ดีมากที่สุด แล้วก็เข้าไปลงทุนเอาไว้ก่อน เมื่อสภาวะการดังกล่าวเกิดขึ้นและเมื่อมวลชนทั่วไปเข้ามาลงทุนมากขึ้น หลักทรัพย์ที่ซื้อไว้ก็จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น



นักลงทุนจึงควรต้องมองและแยกแยะประเด็นทั้งสองให้ดีระหว่างพื้นฐานที่ดี กับภาวะตลาด (ความคาดหวัง) หุ้นดีจึงไม่จำเป็นต้องขึ้นทันที แต่มันจะไม่ตกยาวนานแน่นอน (อันนี้ต้องวิเคราะห์ให้เป็น อ่านงบได้ถูกต้องด้วยนะครับ) ข่าวและกระแส ก็คือข่าวและกระแสอาจทำให้หุ้นขึ้นป็นเดือนหรือตลอดปีจนนักลงทุนคิดว่าหุ้นนั้นทำ All Time High แต่ถ้างบไม่ดี สุดท้ายก็ลงมาทุกตัว ข้อสังเกตนี้มีให้เห็นมากมายในอดีตจนถึงปัจจุบัน อย่างซื้อหุ้นเพียงเรื่องเล่า ข่าวบอกมาหรือผู้บริหารว่าไว้ ทุกอย่างหากทำได้ ทำจริงต้องอยู่บนงบการเงินเท่านั้น



การพิจารณามูลค่าพื้นฐานที่ถูกต้องสมบูรณ์นั้นเป็นไปได้ยาก เนื่องจากมีปัจจัยต่างๆหลายปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ขึ้นอยู่กับการใช้สมมุติฐานต่างๆประกอบการประเมินมูลค่า นักลงทุน มุ่งหวังมูลค่าเพิ่มขึ้นในระยะยาว (Capital Appreciation) และกระแสเงินปันผล นักเก็งกำไรมุ่งหวังส่วนต่างราคา (Capital Gain)

นักลงทุน ทำปศุสัตว์ ทำเกษตรกรรม นักเก็งกำไรเป็นพรานล่าเนื้อ

วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

การตบแต่งตัวเลขทางบัญชี Accounting Tactics or Creative Accounting


การตบแต่งตัวเลขทางบัญชี Accounting Tactics or Creative Accounting

สาเหตุและเงื่อนไขที่จูงใจธุรกิจทำการตบแต่งตัวเลขทางบัญชี

-      เพื่อการส่งสัญญาณที่ทำให้เข้าใจผิดทางการเงิน (Misinformation, signalling and financial motives)

-      มีต้นทุนจากกลุ่มที่มีส่วนได้เสีย (ผู้ถือหุ้นกับผู้บริหาร) (The agency cost)

-      มีการบริหารงานที่แย่ (Poor management)

-      เพื่อลดความไม่แน่นอนหรือความเสี่ยง (Reducing uncertainty and risk)

-      ขาดความเข้าใจในหลักทางบัญชี (The weaknesses of the current accounting concepts )

-      ได้รับแรงกดดันจากนักลงทุนสถาบัน (Pressure from big institutional investors)



ตัวอย่างเงื่อนไขที่จูงใจการตบแต่งตัวเลขทางบัญชี

-      อัตราส่วนหนี้ต่อทุนสูงหรือมีแนวโน้มสูงขึ้น

-      มีผลขาดทุนสะสมต่อเนื่องหลายงวดบัญชีติดต่อกัน

-      มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบต่อเนื่องหลายงวดบัญชี

-      อัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มลดต่ำลงต่อเนื่อง

-      อุตสาหกรรมมีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น หรือรายได้ของอุตสาหกรรมเริ่มผันผวนซึ่งมาจากทั้งด้าน demand, price or foreign exchange 

-      มีรายการ Contingent liabilities



ทุกสาเหตุหรือเงื่อนไข ล้วนมุ่งไปสู่ Earnings management หรือ Income smoothing คือเป้าหมาย

-      ตกแต่งสินทรัพย์ หรือหนี้สิน รายการนั้นก็ต้องมีผลต่อกำไร ไม่เพิ่มรายได้ ก็ลดค่าใช้จ่าย

-      ไม่มีการตกแต่งใดกระทบขาเดียวในทางบัญชี เดบิต = เครดิตเสมอ

-      ทำขาเดียวไม่ได้ งบจะไม่ดุล

-      จึงทำให้เกิดการบิดเบี้ยวในอัตราส่วนทางการเงินอย่างน้อย 1 ค่าเสมอ



ตัวอย่างประเภทของ Creative Accounting ที่ทำบ่อยๆ

-      การรับรู้รายได้ก่อนถึงเวลาอันควรหรือการรับรู้รายได้ สร้างรายได้ปลอม

-      การตั้งรายจ่ายเป็นต้นทุนสินทรัพย์เชิงรุก และนโยบายการตัดจำหน่ายที่ยืดระยะเวลาออกไป

-      สินทรัพย์และหนี้สินที่แสดงไว้ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

-      การรังสรรค์งบกำไรขาดทุน  (สร้างกำไร one-time)

-      ปัญหาที่เกิดจากการรายงานกระแสเงินสด

วันอังคารที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

Prove ทำไม PEG ใช้ได้ พิสูจน์ด้วย DDM Concept


Prove ทำไม PEG ใช้ได้ พิสูจน์ด้วย DDM Concept

เชื่อว่าหลายคนรู้ดีพอกับ PEG ควรน้อยกว่า หรือหุ้นควรมี P/E ไม่เกิน g หรือค่า growth แต่เคยบอกถึง Growth ที่ต้องระวังว่า มีอยู่ 4 myths คือ เอาแบบย่อๆ คือ

1. ต้องเป็น growth ระยะยาว ไม่ใช่ไตรมาสหน้าไตรมาสเดียว ปีหน้าปีเดียว

2. ต้องเป็น ควรใช้ expected growth ไม่ใช่ growth ปีล่าสุด ที่ผ่านมา อดีตเป็นแค่ตัวช่วยพิจรณาเท่านั้น

3. ต้องเป็น growth ที่มาจาก real operating ไม่ใช่มาจาก one time หรือ non operating อย่า Over expected growth หรือ aggressive มากเกินไป

4. ต้องหา growth จาก EPS ไม่ใช่จากกำไรสุทธิรวม การเพิ่มทุนทำให้กำไรโตได้ แต่อาจทำให้เกิด dilute ได้ ต้องระวัง

              หลายคน ก็รู้หลักการ แต่ผมอ่านและค้นหาที่มาที่ไปว่าทำไมเป็นเช่นนั้นตามหลักทฤษฎีที่อธิบายมา ก็ไม่พบคำตอบ พูดง่ายๆ คือ แค่จำๆมาใช้ ว่ามันใช้ได้ดี แต่ในมุมของการเรียนรู้ที่ดีไม่เพียงพอสำหรับผม อะไรที่สรุปแบบง่ายๆ ไม่ prove ให้ชัดเจนและเชื่อมโยง จะยังคงข้อกังขาเสมอ และเมื่อวานนี้ พบหลักการเชื่อมโยงได้ เลยอยากเขียนไว้เตือนตนเองด้วย และแบ่งปันให้หลายๆคน หลักการของ PEG นี้ ใช้ได้ และสอดคล้องกับแนวคิดการเงินอย่างตรงไปตรงมา พิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ได้ ไม่ใช่เพียงการใช้ Emperical evidence test เท่านั้น

              DDM (Dividend Discount Model) ถูกสร้างจากหลักการเงินพื้นฐาน Time Value of Money ซึ่งเป็นที่มาของ Discount Cash Flow และหลักของ DDM นี้ ให้ Po = D1/(k-g) สำหรับ Constant Growth ในระยะยาว โดยที่ growth นี้ก็คือ average growth ในระยะยาว (แน่นอนที่การเติบโตจริงไม่มีทางที่เท่ากันตลอดทุกปี แต่เฉลี่ยแล้วจะได้ค่าๆ หนึ่ง) และ growth นี้คือ sustainable growth เติบโตมั่นคงโดยไม่ต้องเพิ่มทุน เป็นการโตแบบ going concern ตามแนวคิดทางบัญชีด้วย (g = ROE*[1-b])



จาก DDM == > P/E = b/(k-g) ; b = Payout ratio ; D = E * b

PEG == > P/E = g  {เช่น ถ้าคาดว่าโต 20% P/E = 20 จะเหมาะสม)

ถ้ากำไรโต g%  --- >  E1 = E *(1+g)

ถ้ากำไรโต g  ดังนั้น P/E ปีหน้าจะเท่ากับ

P/[E*(1+g)]  =  g/(1+g)………(1)

ด้วยการเติบโตที่คงที่ Constant Growth ; P/E  = b/(k-g) เสมอ ไม่ว่าจะคำนวณหาช่วงเวลาใดก็ตาม

ในโลกของ EMH ราคาหุ้นควรเพิ่มในอัตราเดียวกับการโตของกำไร P ในปีหน้า = P*(1+g)

เมื่อแทนค่า P ใน (1) ด้วย P*(1+g)   ;  P/E ปีหน้าจะเป็น g เสมอตลอดไป

ถ้ากำไรปีหน้าโตน้อยกว่า g เช่นโตเพียง f < g

ถ้าเราซื้อหุ้นคาดหวังว่าราคาจะโต g แสดงว่า เราควรจะเห็นราคาปัจจุบันมี forward P/E = g/(1+g)

แต่ราคาหุ้นจะเปลี่ยนไป x% เพราะกำไรเพิ่มเพียง f%

P/E ปีหน้าจะเท่ากับ g*(1+x)/(1+f)  ; กำไรโต f% ราคาจะเปลี่ยนเพียง x%

ตลาดจะสมดุลตนเอง ดังนั้น forward P/E = g/(1+g) = g*(1+x)/(1+f)  …..(2)

จาก (2) --- > (1+f) = (1+x)*(1+g) เมื่อ f < g ดังนั้น (1+f)/(1+g) < 1

ทำให้ 1+x < 1 แสดงว่า x < 0 แสดงว่าราคาจะลดลง นั่นเอง

ถ้ากลับกัน f > g -- > x > 0 ราคาจะเพิ่มขึ้น

และนี่คือการ prove ทางหลักคณิตศาสตร์ล้วนๆ บนหลักทฤษฎี DDM สำหรับ PEG



ความรู้จะไม่มีขีดจำกัดถ้าเราไม่หยุดแค่เขาบอกแล้วจำ แล้วท่านจะสามารถใช้ความรู้เพื่อต่อยอดความรู้ใหม่อย่างต่อเนื่อง ประยุกต์ใช้หลักกามาลสูตร ไม่ใช่ไม่เชื่อนะครับ ถ้าจะเชื่อว่าที่ผู้รู้บอก ครูบอก ตำราบอก เขาว่ากันมา หรืออะไรก็ตามแต่ ควรต้องพิสูจน์จนกระจ่าง แล้วท่านจะมั่นใจ ใช้อย่างมีเหตุผลและตรรกะที่ถูกต้อง คิดได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้จะยิ่งลึกซื้งมากขึ้นในหลักการ

วันอาทิตย์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2560

เมื่อสถาบันการเงินฟ้องและยึดทรัพย์ลูกหนี้-การบัญชี


ความรู้ทางการเงิน การลงทุน และการบัญชี

เมื่อสถาบันการเงินฟ้องและยึดทรัพย์ลูกหนี้

ปกติการตั้งสำรองของสถาบันการเงิน จะตั้งสำรองเท่ากับ (ยอดสินเชื่อคงเหลือที่ต้องชำระ – มูลค่าหลักประกัน) คูณ อัตราตั้งสำรอง ซึ่งมาถึงขั้นฟ้องร้องก็จะใช้อัตราสูงสุดคือ 100% ถ้าลูกหนี้ใช้ที่ดินเป็นหลักประกัน ก็เอามูลค่าที่ดินที่ใช้ค้ำหักออก แล้วที่เหลือก็ตั้งสำรองทั้งจำนวน ถ้าใช้รถยนต์ค้ำก็คิดทำนอนเดียวกัน ถ้าไม่มีหลักประกัน ก็ต้องตั้งสำรองทั้งหมด

              เมื่อศาลตัดสินเรียบร้อยว่าชนะคดีให้ยึดทรัพย์ขายทอดตลาด ในขั้นแรก ลูกหนี้ที่มีหลักทรัพย์เป็นหลักประกันสถาบันการเงินก็จะล้างลูกหนี้และสำรองออก และบันทึกมูลค่าทรัพย์สินนั้นป็นทรัพย์สินรอขาย ไม่ใข่การกลับสำรอง (สำรองโอนกลับ) ที่เราจะมักจะคิดว่าลงเป็นรายได้ในงบกำไรขาดทุนครับ กรณีนั้นคือการที่ลูกหนี้ที่ตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไปแล้วเรียกเงินชำระมาได้ (จะกล่าวต่อไป)



ตย. สมมติศาลตัดสินคดีจบและสถาบันการเงินยึดหลักประกันตามคำพิพากษา

เดบิต ทรัพย์สินรอการขาย_______________50,000

เดบิต ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ____________150,000

__________________เครดิต ลูกหนี้เงินให้กู้ยืม______________200,000



ต่อมาสิ้นงวดสถาบันการเงินต้องตีมูลค่าหลักประกันใหม่เสมอ ถ้าราคาลดลงจะบันทึกด้อยค่า (ถ้าไม่ลดลงไม่ต้องบันทึกใดๆ)

เดบิต การด้อยค่าทรัพย์สินรอการขาย________5,000

__________________เครดิต ทรัพย์สินรอการขาย_______________5,000



เมื่อขายทรัพย์สินรอการขายออกไปได้มา 37,900

เดบิต  เงินสด______________________________37,900

เดบิต ขาดทุนจากการขายทรัพย์สินรอการขาย_____7,100

__________________เครดิต ทรัพย์สินรอการขาย_______________45,000



แต่ถ้าไม่ส่งฟ้องศาล แต่ลูกหนี้ที่ตั้งไว้ บางส่วนมีการเรียกชำระได้ 16,000 กรณีนี้ เราจึงมีการกลับรายการที่ตั้งสำรองกลับคืนมา กรณีที่กล่าวข้างต้นนี้ เราได้ตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไปแล้ว แต่ยังไม่ได้จำหน่ายลูกหนี้ออกจากระบบบัญชี ก็เพียงกลับรายการค่าใช้จ่ายหนี้สงสัยจะสูญ แล้วตั้งลูกหนี้กลับมาใหม่ แล้วเก็บเงิน

เดบิตลูกหนี้____________16,000

__________________เครดิตหนี้สงสัยจะสูญ_______16,000 (บางที่เรียกหนี้สูญรับคืน)

เมื่อเก็บเงินได้

เดบิต  เงินสด________________________16,000

__________________เครดิตลูกหนี้_________________16,000



ดังนั้นเมื่อเห็นมีรายการกลับสำรองหนี้สังสัยจะสูญขึ้น แสดงว่ามีการเรียกเก็บหนี้ที่ตั้งสำรองไปแล้ว ไม่ใช่การชนะคดีแล้วยึดทรัพย์ เงินที่เก็บได้ ก็ไม่ใช่ลงรายได้อื่น แต่คือค่าใช้จ่ายติดลบ (รายการโอนกลับ) บางที่เรียกหนี้สูญรับคืนนั่นเอง

วันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2560

หลักการตลาด 4Ps-4Cs-4Es และ Business Model Vanvas


หลักการตลาด 4Ps-4Cs-4Es และ Business Model Vanvas

วันนี้ขอสรุปความเชื่อมโยงสั้นๆ สำหรับคนสนในเชิงคุณภาพ หลายครั้งพบว่าบางคนเมื่อพูดถึงการวิเคราะห์เชิงคุณภาพมักสรุปเพียงแค่ประเด็นสั้นๆ ประเด็นเดียว เช่นดูเพียงกิจการนี้ดีนะ มี Business Model ดีน่าสนใจ เพราะซื้อถูกขายแพง (เช่น กิจการซื้อหนี้เสียมาแล้วจัดเก็บได้เงินมามาก) นั่นไม่พอ เพราะ Business Model ต้องมองให้ครบทั้ง 9 ด้านคือ VCD CRA CRN (Value Proposition, Customer Target, Distribution Channel, Custoner Relationship, Resources, Ativities, Cost Structure, Revenues Stream, Networks or Partner) คนส่วนมากมองแค่ Cost กับ Revenues บ้างก็อาจมอง Customer แล้วก็สรุป ซึ่งแค่นั้นไม่พอ และผมเคยบอกว่าท่สำคัญสุดจริงๆคือ V- Value Proposition คุณค่าที่ส่งมอบให้ลูกค้า กิจการที่ดีและโตได้ยาวนาน สิ่งนี้สำคัญที่สุดเพราะคือความยั่งยืนแท้จริง หากไม่ชัดเจน มักจะโตได้ระยะสั้นเท่านั้น ถ้าเป็นหุ้นก็ไม่ใช่หุ้น Strong Growth Stock or Blue Chip Stock อาจขึ้นได้แรงช่วงหนิ่ง แต่ไม่ใช่ถือยาวๆ

              ในด้านการตลาด เคยเขียนในหลายมิติ วันนี้ขอเอามาเชื่อมโยงสรุปเข้าด้วยกัน ในมุมของการวิเคราะห์เชิงคุณภาพสำหรับการวิเคราะห์บริษัท ขอละคำอธิบายไว้เพราะจะยาวมากไป (เคยเขียนบทความไว้ เมื่อ 17/01/60)

4ps                      4Cs                       4Es                          Business Model Canvas

Products             Customer              Experience               Value Proposition, Customer Target         

Price                   Cost                      Exchange                 Cost Structure, Revenues Stream

Place                   Convenience        Everywhere              Distribution Channel

Promotion          Communication   Evangelism               Customer Relationship, Networks or Partner

วันเสาร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2560

การตีราคาสินทรัพย์กับผลกระทบทางการเงินในมุมทั้งงบการเงินและการเงินธุรกิจ


การตีราคาสินทรัพย์กับผลกระทบทางการเงินในมุมทั้งงบการเงินและการเงินธุรกิจ

มีข่าวล่าสุดไม่นานที่บริษัทเตรียมเข้าตลาดในไม่กี่วันนี้ได้มีการแจ้งถึงการเปลี่ยนนโยบายบัญชี จากการตีราคาใหม่เป็นราคาทุน มีบางคนบอกว่าที่เปลี่ยนเพราะมาตรฐานการบัญชีเขาเลิกใช้แล้วเลยเลิกตี  ต้องบอกก่อนว่าเข้าใจผิด มาตรฐานการบัญชี ฉบบัที่ 16 (ปรับปรุง 2558) เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ การวัดมูลค่าภายหลังการรับรู้รายการ ให้เลือกได้ โดยกำหนดว่ากิจการต้องเลือกใช้นโยบายบัญชีโดยใช้วิธีราคาทุนที่กำหนดไว้ในย่อหน้าที่ 30 หรือวิธีการ ตีราคาใหม่ตามที่กำหนดไว้ในนย่อหน้าที่ 31 ทั้งนี้ กิจการต้องใช้นโยบายบัญชีเดียวกันสำหรับที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ทุกรายการที่จัดอยู่ในประเภทเดียวกัน หมายความว่าให้ทำได้ ไม่ได้ยกเลิกครับ ผมอ่าน comment เห็นบางคนบอกว่ามาตรฐานบัญชีเลิกใช้เลยยกเลิก อันนี้เข้าใจผิดอย่างแรง ส่วนการจะเลือกหรือเปลี่ยนแปลงนโยบายบัญชี ไม่ใช่เรื่องผิดหลักบัญชี เพียงแต่ส่งผลในทางการเงินระยะยาวต่างกัน ทั้งดีและเสียทั้งยังอาจสะท้อนนัยบางอย่างได้

1.     มาพิจารณาเรื่องหลักการคิดค่าเสื่อมราคาก่อน ในทางบัญชีเพื่อสะท้อนผลการดำเนินงานให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงเรื่องการจับคู่รายได้กับรายจ่าย (ปัจจุบันไม่ใช้กันแล้ว แต่มันคือแนวคิดแรกๆ ของ GAPP) นั่นคือเรื่องบัญชีแบบพื้นๆ ถ้าให้ลึกขึ้นคือหลักของ capital maintenace (ทุนรักษาระดับ) เรื่องนี้จะยาก อธิบายง่ายๆ สมมติถ้าบริษัทลงทุน 100 นำเงินไปซื้อเครื่องจักร 100 อายุ ใช้งานได้จริง 10 ปี ถ้าทำของขายได้กำไรมา 30 (ก่อนหักค่าเสื่อมแต่หักต้นทุนและรายจ่ายอื่นแล้ว) ถ้าไม่หักค่าเสื่อม จะแสดงกำไร 30 ถ้าจ่ายปันผล 100% ของกำไรจะจ่าย 30  สมมติขายสดจ่ายสดทั้งหมด งบการเงินแบบไม่หักค่าเสื่อมจะเป็นดังนี้

เครื่องจักร      100       =       ทุน     100

จะเกิดอะไรขึ้นในปีที่ 10 สินทรัพย์ จะด้อยค่าทันที 10 เพราะใช้งานต่อไม่ได้เพราะหมดอายุขาดทุนทันที 100 และกิจการก็ไม่เหลือเงิน หากจะต้องการผลิตขายต่อ ก็ต้องเพิ่มทุน 100 เพื่อเอาเงินไปซื้อเครื่องจักร 100 ใหม่ ถ้าเครื่องจักรราคาคงเดิมกิจการต้องเพพิ่มทุนทุกๆ 10 ปี โดยไม่ได้มี growth แต่เพียงเพื่อรักษาตลาดเดิมรักษากำไรคงเดิมไว้

2.     กรณีเดิมหากตัดค่าเสื่อมราคา กำไรจะเหลือ 20 (30 คือกำไรก่อนหักค่าเสื่อมแต่หักต้นทุนและรายจ่ายอื่นสมมติขายสดจ่ายสดทั้งหมด เงินจะมีอยู่ 30 จ่ายปันผล 100% ของกำไรจะจ่ายปันผล 20 งบการเงินแบบหักค่าเสื่อมจะเป็นดังนี้

เงินสด  10      เครื่องจักร 90       =       ทุน     100

ในปีที่ 10 สินทรัพย์จะเป็นเงินสด 100 ทุน 100 เครื่องจักรหมดพอดี หากพอใจตลาดเดิม ผลกำไรที่ได้ กิจการก็เอาเงินไปซื้อซื้อเครื่องจักร 100 ใหม่อีกครั้ง (reinvestment) แม้ไม่มี growth แต่สามารถดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง (going concern) นี่คือหลักสำคัญทำไม่ต้องหักค่าเสื่อมราคา ก็เพื่อให้กิจการสามารถมีสามารถดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง (going concern) และ รักษาตลาดเดิมรักษากำไรคงเดิมไว้

ตามแนวคิดของ capital maintenace (ทุนรักษาระดับ)

3.     จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเครื่องจักมีราคาสูงขึ้น หากใช้ราคาทุนตัด ผลคือสุดท้ายกิจการจะมีเงินสด (สินทรัพย์) ไม่เพยงพอในการ ลงทุนใหม่อีกครั้ง (reinvestment) ณ เวลานั้น ทำได้สองอย่างคือไม่กู้ก็เพิ่มทุน หมายถึงหนี้สินต่อทุนจะสูงขึ้นหรือเกิด dilution ดังนั้นมาตรฐานจึงให้เลือกการตีราคาใหม่ได้ ไม่ใช่เพียงใช้หลักราคาทุน

4.     การใช้ราคาทุนมีข้อดีคือเรื่องของหลักฐานอันเที่ยงธรรม (Faithfull Evidence) ชัดเจนในเรื่องที่มาที่ไป มีเอกสารทางบัญชี การตีราคาใหม่ความจริงมตรฐานก็พยายามใช้ขัดครับ แต่ราคาตลาดบางทีสินทรัพย์บางรายการก็พิสูจน์ยากชัดเจนได้ยากกว่าหลักราคาทุน เพราะราคาตีใหม่มักนิยมใช้ราคาอ้างอิง ไม่ใช่ราคาที่กิจการใช้ทรัพยากรแลกเปลี่ยนมา

5.     ในประเด็นทางบัญชีคงพอจะเข้าใจมากขึ้นนะครับ ทีนี้มาดูสั้นว่าถ้าตีขึ้นจะเกิดอะไร สมมติกรณีเดิม ปีที่2 ถัดมา เครื่องจักรมีราคา เพิ่มขึ้นจาก BV 90 เป็น 99 นั่นคือตีราคาใหม่เพิ่มขึ้น 9 (ถ้าซื้อสภาพใม่ต้องซื้อที่ 110)จะลงรายการดังนี้

เดบิต เครื่องจักร   9

เคดิต ส่วนเกินจากการตีราคาสินทรัพย์    9  >>> ลงในกำไรท่อน 2 OCI

ค่าเสื่อมราคาปีที่สองเท่ากับ 10+9/9 = 11 กำไรจะเหลือ 30-11 = 19  สมมติขึ้นราคาขายไม่ได้ รายยการอื่นคงที่ เงินจะมีอยู่ 30 จ่ายปันผล 100% ของกำไรจะจ่ายปันผล 19

สิ้นปีที่สอง งบจะแสดง ดังนี้  เงินสด  21 + เครื่องจักร 88  =  ทุน  100 เงินสดปีที่แล้ว มี 10 ปีนี้ เหลือ 11

พอถึงปีที่ 10 เงินสดจะเหลือ 109 ขาดเล็กน้อยเพราะปีแรกสำรองน้อย กู้เพิ่มหรือเพิ่มทุนไม่มาก

6.     ดังนั้นการใช้นโยบายตีราคาใหม่ในทางทฤษฏี เพื่อกันเงินสดในกิจการไว้ ถ้าคนเคยอบรมกับผม ผมเคยบอกว่ามันคือกรงขังเงินสดไว้ในกิจการเอาออกไม่ได้ในการปันผล อยากเอาออกก็เอาไปซื้อหุ้นคืนซะ หรือได้อีกหลายๆ วิธี แต่ไม่ใช่เรื่องดีเท่าไรต่อกิจการในระยะยาว

7.     เขียนอธิบายมายาวพอควรแล้ว สรุปผลทางการเงินการตีราคา PPE มักต้องการผลคือ

ก.    ทำให้ D/E ดูดีขึ้น เพราะเมื่อตีราคาเพิ่ม Equity เพิ่ม แต่หนี้ไม่เพิ่ม อันนี้หลอกตาได้ ขั้นที่ 1

ข.    ทำให้ BV เพิ่ม ส่งผลให้  P/BV ลดลงดูเหมือนราคาถูกลง อันนี้หลอกตาได้ ขั้นที่ 2

ค.    ข้อดีระยะยาว สะท้อนด้านการดำเนินงานการจ่ายปันผลใกล้สิ่งที่ควรเป็นที่สุด ระยะยาว ลดการเพิมทุนมากๆ ก่อหนี้มากๆ เพราะเก็บเงินสดไว้มากขึ้น

ง.    การที่กิจการกำหนดนบายครั้งงแรกว่าใช้วิธีการตีราคาใหม่ ย่อมแสดงว่า กิจการเชื่อว่าราคาสินทรัพย์ดำเนินงานเช่นครื่องจักร โรงงานจะมีแนวโน้มราคาเพิ่ม การย้อนกลับมาใช้ราคาทุนจะทำให้ระยะยาวเมื่อจบโคงการถ้าจะดำเนินการต่อ อาจต้องกู้มากขึ้น หรือเพิ่มทุน ในช่วงเวลาการดำเนินงานจากนี้ไป D/E จะเพิ่มขึ้นได้ จะกลายเป็นความเสี่ยงด้าน Solvency

จ.    สิ่งที่ทำได้เพื่อไม่ให้เกิด ข้อ ง. คือจ่ายปันผลในอัตราที่ต่ำลง เช่นควรจ่าย 50% ก็เหลือ 30% เป็นต้น ผลการจ่าย payout ที่ไม่สอดล้องกับ sustainable growth จะทำให้ส่งผลกับราคาหุ้นหรือมูลค่าหุ้นในเชิงลบมากกว่าบวก

8.        ในหลายกิจการที่ใช้ราคาทุน สิ่งสำคัญคือการรักษาระดับ D/E และอัตราการจ่ายปันผลในระดับพอเหมาะและนิ่ง จึงจะดีในระยะยาว ส่วนวิธีราคาตีใหม่ระดับ D/E จะต่ำกว่าและอัตราการจ่ายปันผลจะจ่ายอัตราสูงกว่าเพราะกันเงินไวแล้วผ่านกำไร

9.        การเปลี่ยนนโยบายบัญชีเพื่อโครสร้างการเงินถือว่าดี แต่หากเพื่อผลการแสดงกำไร ดูไม่ดีเพราะเป็นการทำ creative accounting แบบหนึ่ง

วันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2560

Moats & Five Forces


Moats & Five Forces

Moats หรือปราการป้องกันธุรกิจ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ Chalie Munger คู่หูด้านการลงทุนของ Warran Buffett ได้กล่าวไว้ว่าเป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาการเลือกบริษัทลงทุน บริษัทใดมี Mosts ที่แข็งแกร่งจะดีมาก เพราะทำให้การเติบโตคงได้ยาวนาน ในทางการเงินการเติบโตสูงไม่ดีสู้การเติบโตที่แข็งแกร่ง เปรียบเหมือนการฝากเงินอัตาดอกเบี้นสูงๆ แต่มีเพียงชั่วคราวปีสองปี สู้ไม่ได้กับอัตราดอกเบี้ยปานกลาง แต่จ่ายนานนับสิบปี เช่นตราสารหนี้ระยะสั้นที่ให้ดอกเบี้ยร้อยละ 12% ต่อปี สามเดือน พอครบกำหนดก็จ่านต้นจ่ายดอกเบี้ยคืน  เราก็ต้องเอาเงินมาลงทุนที่อัตราตลาดใหม่ ไม่เช่นนั้นต้องหาตราสารดอกเบี้ยสูงๆ ซึ่งมีไม่มากแน่นอน ถ้าหาง่ายแสดงว่าตลาดให้ดอกเบี้ยสูงอยู่แล้ว และกิจการที่ให้ดอกเบี้ยสูงล้วนเป็นบริษัทฐานะการเงินไม่แกร่ง วันนี้อาจไม่เจ๊ง แต่วันข้างหน้าไม่มีใครรู้ อาจไปลงทุนวันเจ๊งพอดีก็ได้ สมมติเราได้อัตราดอกเบี้ยตราสาร 4% ที่มีการจัดอันดับลงทุนกลางๆที่รับได้อายุตราสาร 3 ปี ถ้ามีเงินลงทุน 100 บาท วันนั้นตัดสินใจลงทุน อัตราดอกเบี้ยตลาดอยู่ที่ 2% ถ้าตัดสินใจเลือก 12% ได้ดอกเบี้ยสูงสามเดือน เมื่อครบกำหนดได้เงิน 100 + 100*12%*3/12 = 103 แล้วเอาเงินที่ได้ลงทุนในอัตราตลาดเท่านั้น (หลักการเปรียบเทียบต้องไม่ถือว่า reinvestmemt ที่อัตราสูงเดิมได้หากอายุต่างกัน เพราะหากคิดเช่นนั้นต้องคิดทางเลือกหากเกิดการผิดนัดชำระด้วย หรือ Default ในเวลา สามปีเท่ากัน ตราสาร 4% จะได้เงิน (100*(1+0.04)3) = 112.5 ขณะที่แบบแรกจะมีมูลค่าเท่ากับ 108.8 มาจาก 103*(1.02)2.75 บางคนคิดว่าทำไมไม่เอา 103 ลงต่อในตราสาร 4% อายุ 3 ปีละ ถือว่าวันนั้นให้เลือกแล้ว ไม่ลงทุนตราสารคนอื่นลงทุนหมดไปแล้ว ถ้าไปซื้อในตลาดต้องซื้อ premium ซึ่งผลตอบแทนจะเป็น 2% ตามอัตราตลาด ส่วนมากคิดไม่ถึงว่าแบบกลางๆ จ่ายนานๆ จะดีกว่า อย่าลืมพลังของการทบต้น อะไรที่ไม่ผันผวน ในเวลานานจะให้มูลค่ายิ่งสูง กิจการที่เติบโตสูงๆ มักยากที่จะรักษาการเติบโตขนาดนั้นได้ยาวนาน ดังนั้นการมี Moats จึงสำคัญมากต่อการรักษาการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว (Sustainable Growth) สิ่งที่ลดทอนความสามารถในการแข่งขัน นิยมใช้ Micheal E. Porter’s Model หรือที่รู้จักกันดีคือ 5 Forces และเมื่อเอา Moats ของ Munger มาประกบกัน เราสามารถจับคู่ได้ดังนี้

1.     Rival Competition – Brand แรงกดดันจากการแข่งขันภายใน โดยเฉพาะในตลาดคู่แข่งขันมากราย ในตลาดแบบนี้มีมากที่สุดในเกือบทุกอุตสาหกรรม การยืนหยัดในอุตสาหกรรมได้คือต้องมีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ลูกค้ามีความภักดีต่อแบรนด์สูง (Brand Loyalty) ในทางการตลาดจึงมีการสร้างแบรนด์ให้อยู่ในใจลูกค้าให้นานและเหนียวแน่นกที่สุด ใครทำให้ลูกค้าเป้าหมายจดจำได้ ย่อมสามารถสร้างยอดขายได้อย่างต่อเนื่อง

2.     Bargaining Power of Buyers – Network Effect แรงกดดันจากลูกค้าคืออำนาจการต่อรอง ปกติธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง ลูกค้ามักมีทางเลือกมาก อำนาจต่อรองราคาจะมาก ดังนั้นแทบจะขายสูงกว่าคู่แข่งได้ยากมาก จะกดดัน margin ให้ลดลง เพราะการขายราคาสูงจะยาก แม้จะใช้กลยุทธ์ differntiation แต่ก็จะถูกเลียนแบบได้ แต่หากทำให้สินค้าเกิด Network Effect คือเกิดการใช้ตามๆกัน เธอมีฉันต้องมีด้วย ลักษณะแบบนี้จะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สิ่งที่สำคัญคือติองทำให้สินค้าเกิดการใช้งานซ้ำหรือจำเป็นต้องใช้ต่อเนื่องไป

3.     Bargaining Power of Suppliers – Economy of Scales แรงกดดันจากซัพพลายเออร์คือส่วนที่มีผลต่อต่อทุนผลิต ที่มีขนาดการผลิตเล็ก ย่อมเสียเปรียบในเรื่องการต่อรองราคาเมื่อซื้อวัตถุดิบ โดยเฉพาะหากจัดหาซื้อได้เพียงที่เดียวหรือไม่กี่แหล่ง แต่หากมีขนาดการผลิตมาก ซื้อครั้งละมากๆ และต่อเนื่อง ผู้ผลิตก็เหมือนธุรกิจทั่วไป หากขายได้ต่อเนื่องก็ต้องอยากได้เช่นกัน กิจการที่มีขนาดการผลิตที่ใหญ่ ย่อมต่อรองได้ง่ายได้ดีกว่า ทำให้ควบคุมต้นทุนผลิตได้ง่ายขึ้น ลดแรงกดดันราคาขายได้ทางหนึ่ง ขณะเดียวกัน การมี Economy of Scales จะป้องกันคนเข้าใหม่ด้วย เพราะรายใหม่ที่เข้ามาต้องลงทุนมาก เพื่อให้ต้นทุนต่ำพอที่จะเจาะตลาดแข่งขันได้

4.     New Entrances – Regulation ปราการที่สำคัญในการกันคนเข้าใหม่ให้เข้าสู่อุตสาหกรรมได้ยาก คือกฏระเบียบต่างๆ จากหน่วยงานรัฐ (Regulation) บางธุรกิจการเปิดธุรกิจต้องได้รับการอนุญาตจากรัฐหรือหน่วยงานรัฐ เช่นธุรกิจโทรคมนาคม แม้จะป้องกันไม่ได้ 100% เพราะแนวโน้มโลกคือการเปิดเสรี แต่ก็ทำให้การเกิดคู่แข่งรายใหม่เกิดได้ช้าลง บางอุตสาหกรรมเงื่อนไขไม่มากก็ไม่ถือว่ามีปราการด้านนี้ แต่บางอุตสาหกรรมเงื่อนไขมาก ก็กลายเป็นข้อดีของคนที่เข้ามาแล้ว คนใหม่ๆอยากเข้าก็ต้องคิดมากขึ้นว่าคุ้มหรือไม่ ทำให้คู่แข่งไม่เพิ่มเร็วมาก

5.     Substituted Products/Services – Switching Cost or Intellectual Properties/Inovation แรงกดดันจากสินค้าทดแทน อุตสาหกรรมใดมีสินค้าใช้แทนได้ (ไม่ใช่เปลี่ยนไปใช้ของคู่แข่ง ตรงนี้เป็นข้อเรื่อง rival compettition) ทำให้ลูกค้าตัดสินใจเปลี่ยนได้ง่าย การทำให้เกิดความยากในการเลิกใช้ เนื่องจากจะมี Switching Cost สูงทำให้ไม่คุ้มค่าในการเปลี่ยนสินค้า หรือการสร้างนวตกรรมใหม่ๆตลอดเวลา หรือมีสิทธิบัติ ก็จะเป็นเกราะคุ้มครองธุรกิจที่ดีในระยะเวลาหนึ่ง



            ดังนั้นการมองด้านเชิงคุณภาพเพียง business model ดี อาจไม่เพียงพอเพราะแค่มี business model ดี แต่ไม่ยั่งยืนก็ไม่ต่างอะไรกับการลงทุนตราสารที่มีดอกเบี้ยสูงๆ แต่อายุสั้นๆ 5 Forces ใช้วิเคราะห์แรงกดดันต่ออุตสาหกรรมที่ธุรกิจนั้นอยู่ แรงกดดันเหล่านั้นทำให้อายุการเติบโตสั้นลง การรักษาการเติบโตให้ยาวออกไปต้องมี Moats ไว้ต้านทานแรงกดดันนั้น