วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

สัญญาณการชะลอตัวทางเศรษฐกิจมีหลายตัว ในที่นี้จะใช้ค่า Ruang Alarm ของคุณประวิทย์


สัญญาณการชะลอตัวทางเศรษฐกิจมีหลายตัว ในทางทฤษฎีมีกล่าวในตำรามากมาย แต่ที่ยังไม่สอนในตำราอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่ก็ใช้หลักทางตำราเศรษกิจอธิบายเชื่อมโยงได้ ผมเคยอ่านบทความของคุณประวิทย์ เรืองศิริกุลชัย (ถ้าชื่อ นามสกุลผิด ขออภัย ณ ที่นี้) ได้ใช้ดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP มาบวกเข้าด้วยกัน 3 ปีล่าสุด แล้ววัดค่าสรุปออกมา ท่านเรียกอัตราส่วนนี้ว่า Ruang Alarm โดยอาจแบ่งความเสี่ยงของวิกฤติเศรษฐกิจได้เป็น 3 ขั้น คือ

1. ความเสี่ยงสูง : ค่า Ruang Alarm อยู่ที่ระดับแย่กว่า -10% GDP

2. ความเสี่ยงสูงมาก : ค่า Ruang Alarm จะอยู่ที่ระดับแย่กว่า -20% GDP

3. ความเสี่ยงสูงสุดยอด : ค่า Ruang Alarm อยู่ที่ระดับแย่กว่า -30% GDP

โยคุณประวิทย์ได้สังเกตและทดสอบกับประเทศต่าง ๆ หลายประเทศที่ได้เกิดวิกฤตตั้งแต่เป็น วิกฤติต้มยำกุ้งในไทยปี 1997 วิกฤติอาร์เจนติน่าปี 2000 และ ไปถึง วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2008 พบว่าก่อนที่จะเจอวิกฤตประเทศเหล่านี้มีค่าที่วัดได้ดังนี้

-เตกีล่าของเม็กซิโก ค่า Ruang Alarm อยู่ที่ -13% GDP

-ยำกุ้งของไทยนั้น Ruang Alarm อยู่ที่ -21.2%

-วิกฤติอาร์เจนติน่าปี 2000 ค่านี้อยู่ที่ -13.1%

-ก่อนเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ พบว่า อเมริกานั้นมีค่า Ruang Alarm ที่ -17% GDP และ

-วิกฤติยูโรโซน เมื่อไปดูที่ประเทศอ่อนแอในยูโรโซน พบว่า กรีซมีค่านี้สูงถึง -44% GDP

-ไซปรัสที่ -34% โปรตุเกสที่ -33.4% GDP สเปนที่ -28.6% GDP      

จากสถิติของค่าที่วัดได้ของบรรดาประเทศที่เกิดวิกฤต ได้ผล back test ที่นี่น่าสนใจมาก ถ้าอธิบายง่ายๆ ตามหลักเศรษฐศาสตร์ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) สะท้อนสองอย่าง ดุลบัญชีเดินสะพัด คือ ดุลบัญชีที่แสดงเงินที่ไหลเข้าออกประเทศนั้น ๆ จากการซื้อขายสินค้าและบริการของประเทศนั้น ๆ โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ ดุลการค้า (Trade Balance) และ ดุลบริการ (Service Account)



ส่วนดุลการชำระเงิน (Balance of Payment) หมายถึง ผลสรุปของการทางธุรกรรมทางเศรษฐกิจ (Economic transaction) ระหว่างผู้มีถิ่นฐานในประเทศ (Resident) กับผู้มีถิ่นฐานในต่างประเทศ (Nonresident) ในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง ประกอบด้วยดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) และดุลบัญชีเงินทุน (Capital and Financial Account) Ruang Alarm ใช้บัญชีเดินสะพัดไม่ใช่ตัวนี้ที่เป็นดุลการชำระเงิน



ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) แสดงว่าประเทศค้าขายกำไรหรือขาดทุน บวกรายได้ค่าบริการ เช่นท่องเที่ยว บริการการเงิน ถ้าขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แสดงว่าประเทศมีรายได้สุทธิติดลบในช่วงปีนั้น คิดง่าย ๆ เงินในกระเป๋าตังประเทศลด รัฐบาลก็ต้องกู้เงิน พอกู้นาน ๆ (นี่แหละทำไมต้องเอาสามปีติดต่อกัน ไม่ใช่ดูปีเดียว) กู้มาก ๆ ก็ใช้ค่าที่ลบต่อ GDP มาก ๆ ประเทศที่เป็นแบบนี้มันไช่ภาวะชะลอตัวตามปกติแล้ว มันเกิดวิกฤได้ง่าย ๆ เลย ดังนั้นคนที่ถามผมดูอะไร ผมดูแค่ค่านี้แหละในการวัดวิกฤต ส่วนค่าอื่น ๆ แค่ตัวประกอบ ซึ่งบอกแค่เกิดการชะลอตัวหรือลดลงตามวัฏจักรเท่านั้น ถ้าวิกฤตผมถึงขายหมดถือเงินสด ถ้าแต่ลดลงเพราะเศรษฐกิจชะลอตัว ก็เพียงปรับพอร์ต บ้างเบา ๆ แต่ถ้ามีหุ้นดีแล้วแทบไม่ทำอะไรเลย บัฟเฟตต์บอกเสมอว่าเวลาคือเพื่อนที่ดีของนักลงทุน (แต่ต้องเป็นหุ้นที่ดีนะครับ)



เวลานี้เห็นมาเล่นข่าวหนี้ประเทศว่ามากหลายล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ บอกได้เลยไม่น่ากังวลเลยเพราะระดับหนี้จะมากน้อยที่จะเกิดวิกฤตเหมือนปี 40 นั้นให้ดู 2 เรื่องคือ

1. ระดับหนี้ต่อ GDP มากเท่าใด ค่าสากลที่ใช้กันคือไม่ควรเกิน 60% เวลานี้แม้หนี้สาธารณะจะดูมาก แล่ต่ำกว่าค่ามาตรฐาน (เท่าที่ทราบขณะนี้ราวสี่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์) อย่าลืมว่า จีดีพีโตหนี้ก็สามารถโตได้ เหมือนธุรกิจ ระดับหนี้ไม่ได้วัดที่จำนวน แต่ดูที่ D/E อีกสามสี่ปีข้างหน้าใครมาบริหารประเทศหนี้ก็เพิ่มขึ้นทั้งนั้น สิ่งสำคัญญคือ ณ เวลานั้น อย่าก่อหนี้เกินระดับมาตรฐาน อดีตเรากลัวหนี้ห้าล้านล้านบาทเพราะเวลานั้นสูงเกินไป แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปเพราะจีดีพีโต จำไว้เหมือนการวัดค่า D/E

2. หนี้รวมของประทศนั้นเป็นหนี้นอกหรือในประเทศอย่างใด ในอดีตช่วงที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ประเทศมีหนี้ต่างประเทศสูงมากหมายความว่า ถ้าถึงคราวต้องจ่ายหนี้เมื่อครบกำหนด ถ้าเงินทุนสำรองน้อยแล้ว จะเกิดการผิดนัดชำระได้ง่าย ๆ แต่ถ้ารัฐมีหนี้ในประเทศ การกู้ในประเทศก็คือรัฐออกพันธบัตรขายสถาบันกาเงินในประเทศ เมื่อกู้ภายในมากจึงไม่ใช่ปัญหามากนัก เพราะสภาพคล่องธนาคารทั้งระบบยังสูง รัฐสามารถ refinance ขายสถาบันการเงินได้ ประกอบกับค่าเงินบาทยังแข็งแกร่งในสายตาต่างประเทศที่เรามีทุนสำรองมาก รัฐบาลกู้เพื่อการลงทุนพัฒนาด้าน infrastructure ย่อมส่งเสริมเอกชนให้เกิดธรกรรมที่กว้างและมากขึ้น ฐานการจัดเก็บภาษีจะได้มากขึ้นตามมา



จากสองข้อหลักนี้ ผมจึงไม่กังวลว่าหนี้ที่เพิ่มในปัจจุบันจะก่อให้เกิดวิกฤตดังปี 40 แต่ก็ไม่ควรประมาท ที่น่ากังวลที่ควรติดตามมีสองเรื่องหลักคือ ระดับหนี้ภาคครัวเรือน และระดับราคาอสังหาริทรัพย์ กับ financial asset ที่อาจจะกลายเป็นภาวะฟองสบู่ (Bubble Price) แต่ในปัจจุบันผมเห็นว่าระดับยังอยู่ในภาวะจัดการได้และหน่วยงานต่าง ๆ (ธปท.) เฝ้าระวังอยู่จึงไม่กังวล

การเปลี่ยนแปลงทางการบัญชี การออกมาตรฐานใหม่ จะวิเคราะห์อย่างไร


การเปลี่ยนแปลงทางการบัญชี การออกมาตรฐานใหม่ จะวิเคราะห์อย่างไร

ระยะนี้มีการเปลี่ยนแปลงทางมาตรฐานบัญชีที่จะบังคับใช้ในปีนี้ และอนาคตในหลายเรื่อง ทั้งและบางเรื่องเป็นการเปลี่ยนแลงทางสมมติฐาน เช่น พ.ร.บ. เรื่องการจ่ายชดเชยที่ให้จ่ายชดเชยพนักงานเมื่อเกษียณเป็น 400 วัน ปีนี้ก็มีการบังคับใช้ TFRS 15 รายได้ (IFRS 15 Customer Contract Revenue) ปีต่อ ๆไป ก็จะมีอีกหลายฉบับตามมาเช่น เรื่องสัญญาเช่า หรือ TFRS 9 ที่กระทบกับการตั้งหนี้สงสัยจะสูญ (ที่สร้างอารมณ์หวาดกลัวผลกระทบจนเว่อร์มากเกินไป มันกระทบมากน้อยหรืออาจไม่กระทบก็ได้ต้องดูเป็นแต่ละธนาคารไป)

ผลที่ตามมาคือ แล้วจะวิเคราะห์งบต่อเนื่องอย่างไรยิ่งถ้าวิเคราะห์ย้อนหลังเปรียบเทียบยาวๆ หลายปี ซึ่งใช้มาตฐานที่แตกต่าง เมื่อใช้งบย้อนหลังที่ใช้แนวปฏิบัติอย่างหนึ่ง หลังจากนั้นใช้อีกอย่างหนึ่ง บอกเลยครับว่าไม่ต้องกังวล นำงบที่ออกแล้วซึ่งตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีมาใช้ได้เลยทุกปีตามเดิม ถ้าดาวโหลดงบจาก SETSMART ของทางตลาดที่ให้ได้ ห้าปี หรือจากเว็ปใดที่มีงบต่อเนื่องมากกว่านั้นก็ใช้ได้ ไม่ต้องกังวลเพราะ

1. อัตราส่วนที่วิเคราะห์จากการงบการเงินที่เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน จะสามารถกระทบฐานะการเงิน และผลการดำเนินงานได้สองลักษณะคือกระทบมาก และกระทบน้อย

2. ถ้ากระทบในงบแสดงฐานะการเงิน เราจะควรตีความหมายอัตราส่วนที่เปลี่ยนมากแสดงว่ากิจการนั้นในอดีตแสดงหนี้สินหรือสินทรัพย์น้อยเกินความเป็นจริงมาก ถ้าน้อยแสดงว่ามาตรฐานไม่ได้มีนัยยะใดต่อธุรกิจ หรือธุรกิจนั้นไม่ได้มีอะไรที่ผิดปกติ จำไว้อย่างครับว่า การออกหรือเปลี่ยนมาตรฐานเพราะว่าอุตสาหกรรมมีธุรกรรมที่ซับซ้อนมากขึ้น ทำให้หลายกิจการใช้ช่องทางบัญชีทำ Creative Accounting เพื่อสร้างหรือหลบซ่อนให้แสดงฐานะที่ดีเกินจริง กิจการที่ไม่ทำรายการซับซ้อนซ่อนเงื่อน จะไม่ได้รับผลกระทบมากแต่อย่างใด

3. ยกตัวอย่างเช่น การรับรู้รายได้ของอสังหาริมทรัพย์อดีต (ก่อนปี 2554) ที่สามรถจะเลือกปฏิบัติได้จะรับรู้เมื่อโอน (ทั้งจำนวน) หรือตามสัดส่วนงาน (ตามความก้าวหน้างาน) มาเหลือเพียงแบบเดียวคือรับรู้ทั้งจำนวนเมื่อโอน จากรายได้ที่ดูค่อนข้างคงที่ หลังการเปลี่ยน

4. หรือราวก่อนนั้นช่วงปี 2542-3543 ที่มีการใช้มาตรฐานเรื่องการด้อยค่ามาใช้ (ตอนนี้กลายเป็นเรื่องปกติแล้ว) ตลาดก็มีการตระหนกตกใจเช่นกัน หุ้นก็ผันผวน แต่สุดท้ายก็เข้าสู่ปกติผมยังไม่พบว่าหุ้นใดในระยะยาวที่ดี จะเปลี่ยนทิศทางลงเพราะมาตรฐานเลย

5. เช่นด้อยค่า ถ้าลงทุนด้วยการตัดสินใจทางธุรกิจที่ถูกต้องก็ไม่มีทางด้อยค่าแน่นอน มาตรฐานเพียงแค่ทำให้กิจการแสดงมูลค่าสินทรัพย์ให้เหมาะสมกับผลตอบแทนที่ควรได้เท่านั้น

6. ดังนั้นวิเคราะห์ไปตามหลัก ถ้าอัตราส่วนกิจการใดผันผวนมากเมื่อมีการปรับใช้มาตรฐานบัญชี ในช่วงนั้น แสดงว่ามีความไม่เหมาะสมในการดำเนินการโดยเฉพาะนโยบาย (กลยุทธ์) มาตรฐานเรื่องรายได้ก็ไม่ต้องไปวิตก อันนั้นเป็นปัญหาของนักบัญชีเท่านั้น กิจการทั่วไปน้อยมาก ๆ คงไม่มีค้าปลีกหรือบริษัทใด ขายสินค้า 100 บาท แถมบัตรลดเงินสด (หรือแสตมป์) ครั้งหน้า 80 แบบนี้รายได้ถูกปันส่วนไปเป็นหนี้สิน (รายได้รอตัด) มากแน่ ส่วนมากน้อย หรืออาจขายรวมแพ็คเกจ อาจมีรายได้บริการแถมในสัดส่วนที่ไม่ได้มีสาระสำคัญมาก จนอัตราส่วนผลิกผันจากเดิมอย่างมีนัยยะ ถ้าขายรวมแล้วให้ส่วนลด มาตรฐานบอกต้องมาแยกปันส่วนก็ไม่ได้มีผลเลย เพราะปันส่วนอย่างไร เวลาวิเคราะห์อัตราส่วน เราใช้ยอดรวมขายเราไม่ได้ใช้ยอดขายสินค้า A B C แยกกัน (แต่จ่ายเงินรวมเท่าที่เรียกเก็บ) เราใช้ยอดรวมสามสินค้า ดังนั้นมันจะปันไปที่ตัวใดมากน้อยก็เท่าเดิมในยอดรวม (เช่นใครเข้าใจสูตร AT ART) จะเข้าใจว่าไม่มีผลอะไรมากเลย และอย่างที่บอก กรณีที่ขายแบบซื้อครบ 10 ชิ้นแถม 1 ชิ้น ในทางปฏิบัติจริง มักจะจบในไตรมาสหรือปี ที่จริงจะบันทึกอย่างไรจะมีผลต่องบน้อยมาก เพราะส่วนมาก โปรแกรมการตลาดเหล่านี้จะไม่ได้เนิ่นนานยาวหลายปีและครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์ และเป็นกลยุทธ์ในบางสินค้าที่บริษัทต้องการเพิ่มส่วนแบ่งหรือรักษาส่วนแบ่งการตลาดในช่วงหนึ่งเท่านั้น และรายได้รอตัดที่มาตั้งเป็นหนี้สินสุดท้ายจะกลับรายการมาบันทึกเป็นรายได้ภายหลัง สรุปคือไม่ให้รีบลงรายได้ก่อน แต่ให้ทยอยรับรู้ภายหลัง และดังที่กล่าวไว้ มักไม่ได้มีสัดส่วนมากอย่างมีนัยสำคัญ

7. ความจริงถ้าอธิบายในทุกมาตรฐานจะยาวมาก แต่สรุปคือ กิจการที่ดีจะมีผลกระทบน้อยมาก วิเคราะห์ตามปกติ มาตรฐานบัญชีไม่ได้ทำให้กิจการที่ดีเปลี่ยนทิศทางธุรกิจแต่อย่างใด  ที่ดีก็ไม่กระทบ ที่แย่อย่างไรมาตรฐานแค่มาเปิดเผยความจริงที่ซ่อนให้ปรากฎชัดเท่านั้น เพียงแต่ต้องอ่านงบให้เข้าใจ เช่น หนี้สินต่อทุนทางทฤษฎีคือ Debt ไม่ใช่ Liability รายได้รอตัด หนี้สินผลประโยชน์พนักงาน หรือหนี้สินจากสิทธิ์ในสัญญาเช่าระยะยาว (ที่ต้องตั้งจาก TFRS 16) เหล่านี้ไม่ใช่ Debt ทางการเงิน แต่เป็น Liability ทางบัญชี

8. Equity ก็เช่นกัน หุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ที่มีสภาพคล้ายทุน (Perpetual Bond) ไม่ใช่ทุนของผู้ถือหุ้นในทางการเงิน ในทางการเงินมันคือ Debt ประเภทหนึ่ง อาจเรียกว่าคือพวก Hybrid or Quasi Instrument  

9. ไม่เข้าใจการเงินถ่องแท้ ไม่รู้บัญชีให้เพียงพอก็จะอ่านงบหลงทาง ตีความธุรกิจผิดพลาด

วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

บทความเพื่อความเข้าใจเรื่องค่าเงินแข็งในญี่ปุ่น ปี 1990 ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ญี่ปุ่นเกิดวิกฤตเศรษฐกิจไม่ใช่จากค่าเงินแข็ง แต่เกิดจากการใช้นโยบายการเงินพลาดจนนำไปสู่เศรษฐกิจฟองสบู่


ดัดแปลงบางส่วนจากบทความใน JOURNAL OF ECONOMICS ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย พีรเดช ชูเกียรติขจร และ นลิตรา ไทยประเสริฐ ข้อ 1-8
1. วิกฤตเศรษฐกิจปี 1990 ของญี่ปุ่น และวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997 แต่ในปี 1985 ประเทศญี่ปุ่นก็ต้องเผชิญกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศ อันเนื่องมาจากข้อตกลง Plaza Accord ที่เกิดจากการที่ประเทศ
สหรัฐอเมริกามีอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง และค่าเงินดอลลาร์ก็ยังแข็งค่ามากและมีค่าสูงกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้อุตสาหกรรมในสหรัฐอเมริกามีความสามารถในการแข่งขันลดลงอย่างมากและส่งออกสินค้าได้น้อยลง ทำให้เกิดภาวะการขาดดุลการค้าอย่างหนักในสหรัฐอเมริกา
2.ในขณะที่ญี่ปุ่นในขณะนั้นกลับมีค่าเงินเยนที่อ่อนมากเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ ทำให้การค้าของญี่ปุ่นเกินดุลสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมากปัญหาของสหรัฐอเมริกานี้ได้นำ ไปสู่ข้อตกลง Plaza Accord
3. โดยมีการทำข้อตกลงร่วมกัน 5 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ซึ่งได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการแทรกแซงที่จะทำ ให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลง เพื่อลดการขาดดุลทางการค้าของสหรัฐอเมริกา โดยผลของข้อตกลง Plaza Accord นี้ได้ทำ ให้ค่าเงินเยนของประเทศญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นมีการขยายตัวในอัตราที่ลดลง
4. เมื่ออัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นลดลงอันเนื่องมาจากการส่งออกที่ลดลง รัฐบาลญี่ปุ่นได้หันมาใช้นโยบายการเงินแบบขยายตัว เป็นมาตรการในลักษณะที่ทำให้ปริมาณเงินในระบบเพิ่มสูงขึ้นหรือ
ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน (Bank Rate) การปรับลดมาตรการทาง
การเงินบางประเภท เป็นต้น “เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ” แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ มีการกู้ยืมเงินเพื่อการเก็งกำ ไรในตลาดหุ้น อสังหาริมทรัพย์และการลงทุนในกิจการที่ให้ผลตอบแทนต่ำ ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศญี่ปุ่นเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จนท้ายที่สุดในช่วงปลายปี 1990 “ฟองสบู่ของราคา
ที่อยู่อาศัย และราคาหุ้นได้แตกตัวลง” เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงในประเทศญี่ปุ่น ราคาสินค้าภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของประเทศญี่ปุ่น รวมไปถึงการลงทุนทางตรงจากประเทศญี่ปุ่น
5. จากเหตุการณ์ Plaza Accord และค่าเงินเยนที่แข็งค่า บริษัทข้ามชาติของประเทศญี่ปุ่นได้พยายามปรับตัวเพื่ออยู่รอดจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยในกลางทศวรรษที่ 1980 บริษัทต่าง ๆ ในประเทศญี่ปุ่นได้ย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำและการขนส่งทำ ได้ง่าย ซึ่งคือประเทศในกลุ่ม ASEAN
6. โดยการย้ายฐานการผลิตในครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น ก่อนหน้านี้บริษัทข้ามชาติของประเทศญี่ปุ่นก็ได้เริ่มเข้าไปลงทุนในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ทำให้ประเทศในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่กลายเป็นห่านฝูงแรกที่บินต่อจากประเทศญี่ปุ่นดังที่ได้กล่าวในข้างต้น  ไทยเลยได้อานิสงค์กลายเป็นเสือตัวที่ห้าแห่งเอเชีย
7. แต่ในครั้งนี้ขณะที่ค่าเงินของประเทศญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นค่าเงินของประเทศในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ก็แข็งค่าตามค่าเงินเยน ทำให้บริษัทของประเทศญี่ปุ่นที่เข้าไปลงทุนในประเทศอุตสาหกรรมใหม่มีความสามารถในการส่งออกลดลง
8. ในขณะนั้น ASEAN เป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงด้านแรงงานราคาถูก ทำให้ประเทศญี่ปุ่นมีความสนใจในการเข้าไปลงทุนใน ASEAN เพิ่มขึ้นและประเทศในกลุ่มดังกล่าวจึงกลายเป็นฝูงห่านฝูงที่สองที่บินตามประเทศญี่ปุ่นต่อจากประเทศในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่
9. ในช่วงนั้นที่ไทยได้อานิสงค์จากการลงทุนทางตรงจากประเทศญี่ปุ่นในการย้ายฐานการผลิตไปสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราได้มีการทำ BIBF เพื่อเอื้อต่อการไหลเข้า-ออก ของเงินทุนระหว่างประเทศ โดยในเดือนกันยายน 2535 (1992) รัฐบาลอนุมัติให้ธนาคารพาณิชย์สามารถจัดตั้งกิจการวิเทศธนกิจไทย (Bangkok International Banking Facilities : BIBF)
10. เกิดการขายตัวของระบบการเงินของประเทศที่ส่งผลต่อการเกิดหนี้ด้อยสภาพขึ้นมากในสถาบันการเงินและการกู้เงินจากสถาบันการเงินต่างประเทศเพื่อปล่อยกู้ให้กับธุรกิจในเมืองไทย ณ ปลายปี พ.ศ. 2540 หนี้ต่างประเทศของไทยเพิ่มขึ้นในระดับสูงถึง 109,276 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะหนี้ต่างประเทศระยะสั้นที่มีสัดส่วนถึง 65% ของหนี้ต่างประเทศรวม และสัดส่วนเงินสำรองต่อหนี้ระยะสั้นอยู่ในระดับต่ำเพียง 70.40%
11. เกิดการลงทุนเกินตัวในภาคธุรกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะในโครงการภาคอสังหาริมทรัพย์ และฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้เติบโตอย่างมากในช่วงปีพ.ศ. 2530 - 2539 ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน สนามกอล์ฟ สวนเกษตร เนื่องจากผู้ประกอบการมีการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศและระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศที่กำลังร้อนแรงได้ง่าย เพื่อมาลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศ นอกจากนั้นแล้ว ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดความต้องการเก็งกำไร ซึ่งได้ดึงดูดให้มีผู้เข้ามาลงทุนในธุรกิจอย่างมากจนกลายเป็นภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่
12. ค่าเงินบาทถูกโจมตีตั้งแต่ต้นปี 2540 ค่าเงินบาทอ่อนอย่างรุนแรง ภาคธุรกิจที่มีหนี้ต่างประเทศจำนวนมาก ขาดความสามารถในการชำระหนี้ เกิดปัญหาความไม่เชื่อมั่นอย่างรุนแรงต่อสถาบันการเงินในประเทศ รัฐบาลสั่งปิดสถาบันการเงินที่เป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ 18 แห่ง ปิดธนาคารพาณิชย์ 3 แห่ง ธนาคารมีปัญหาสภาพคล่อง หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพิ่มขึ้นสูง โดย NPLสุดที่ 52.3% ของสินเชื่อรวม เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2542
13. ความไม่มีประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายการเปิดให้มีการจัดตั้ง BIBF ที่อนุญาตให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรี โดยไม่มีการเตรียมความพร้อมหรือการกำกับดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ยังคงใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่อยู่ ทำให้ระบบการเงินและเศรษฐกิจของประเทศไม่มีเสถียรภาพปริมาณเงินในระบบได้สูงขึ้นจากเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ เมื่อแบงก์ชาติพยายามดูดซับสภาพคล่องโดยการขายพันธบัตร ยิ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยที่สูงอยู่แล้วไม่ลดลง ยิ่งทำให้เกิดมีเงินทุนไหลเข้ามามากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นแล้วมาตรฐานการกำกับดูแลสถาบันการเงินของไทยก็ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบความหละหลวมของการปล่อยกู้ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว กฎเกณฑ์การกำกับดูแลก็ไม่เข้มงวดเพียงพอที่จะทำให้สถาบันการเงินมีฐานะทางการเงินที่เข้มแข็ง
14. การโจมตีค่าเงินบาทจึงเกิดขึ้น ประกอบกับปัญหาเศรษฐกิจที่สั่งสมมานาน มีการขาดทุนบัญชีเดินสะพัดของประเทศต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนต่างชาติถือโอกาสโจมตีค่าเงินบาทของไทย
15. อย่างไรก็ตามในช่วงปี 1997 การลงทุนทางตรงจากประเทศญี่ปุ่นก็ได้ชะลอตัวลงอันเนื่องมาจากการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ในหลายๆ ประเทศที่ได้รับผลจาก Asian Miracle เป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากการแข็งค่า
ของค่าเงินเยนในช่วงกลางทศวรรษที่ 1985 ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตไปสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ทำให้เศรษฐกิจในภูมิภาคนั้นมีการเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งประเทศเหล่านี้มีปัจจัยเสี่ยงที่คล้ายกัน คือ มีการลงทุนที่เข้ามาอย่างมากจากต่างประเทศ มีอัตราการกู้ยืมที่สูงขึ้นซึ่งส่วนมากจะอยู่ในตราสารหนี้สกุลเงินดอลลาร์ และหนี้ค้างชำระที่เพิ่มขึ้น โดยปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ทำ ให้ความเชื่อมั่นในการ
ลงทุนลดลงถึงแม้ค่าเงินของประเทศผู้รับการลงทุนจะอ่อนค่าลงก็ตาม ซึ่งส่งผลกระทบต่อการลงทุนทางตรงจากประเทศญี่ปุ่นในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997 เป็นอย่างมาก
16. ในช่วงทศวรรษ 90 วิกฤตเศรษฐกิจเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตก จึงทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็เข้าสู่ยุคมืด ซึ่งเรื้อรังจนมาถึงปัจจุบัน คำถามคือว่าทำไมวิกฤตเศรษฐกิจของญี่ปุ่นจึงเรื่องรังมามากกว่า 10 ปี เศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นในปี 2010 อัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ยอดการส่งออกไปยุโรปลดลง ในระหวางนี้ญี่ปุ่นเกิดปัญหาทั้งแผ่นดินไหวและสึนามิ (ในปี 2011) เศรษฐกิจจึงทรุดลง แต่ก็กลับมาฟื้นได้ จากการใช้การกระตุ้นเศรษฐกิจของอาเบะ และมาทรุดอีกครั้งจากการเพิ่มภาษีหรือลดรายได้ในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว เพราะพยายามลดหนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณของรัฐลงเร็วเกินไป ความมั่นใจในการบริโภคลดลง ทำให้กลับไปสู่เงินฝืดอีกครั้งหนึ่ง
17. เล่ามาเสียยาว สรุปคือค่าเงินแข็งไม่ใช่วิกฤตเศรษฐกิจ หากยังสามารถดูแลมิให้เกิดภาวะฟองสบู่ และกระตุ้นความมั่นใจในการบริโภค รักษาระดับหนี้สาธารณะและหนี้ภาคครัวเรือน ไม่ต้องให้ลดลงแต่ให้เติบโตอย่างสมดุลกับการขยายตัวเศรษฐกิจ ตอนนี้ไทยไม่ได้เข้าภาวะวิกฤต แต่ควรระวังไม่ให้เดินตกหลุมวิกฤต

วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2561

Hybrid Financial Instrument


Hybrid Financial Instrument

      เครื่องมือทางการเงินลูกผสมชนิดหนึ่งที่มีองค์ประกอบของเครื่องมือการเงินพื้นฐานสองแบบขึ้นไป ซึ่งมักจะนำเอาลักษณะทั้งการเป็นหนี้สินและส่วนทุนมารวมกันโดยใช้ตัวเชื่อมที่อาจเป็นอนุพันธ์ร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ที่ผ่านมาในตลาดการเงินไทยจะมี Convertible Bond (หุ้นกู้แปลงสภาพ) การออก SLIP (หุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ควบหุ้นบุริมสิทธิ์ ซึ่งสถาบันการเงินไทยออกในช่วงที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งเพื่อรักษาระดับ BIS ให้ได้มาตรฐานโดยไม่ต้องเพิ่มทุน) และก่อนหน้าเกิดวิกฤต กลุ่มอสังหาก็ออก Bond with Warrant กันมาก

หลังตลาดหุ้นไทยผ่านพ้นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจมาได้ ประกอบกับการฟื้นตัวจากช่าง Subprime Crisis (Hamburger Crisis) ตลาดการเงินโลกก็มีการออก  Financial Product ที่ซับซ้อน มาตรฐานการบัญชีสากลก็ต้องออกมารองรับธุรกรรมการเงินที่ซับซ้อมมากขึ้นจากเดิมที่ออก IAS 39 ก็ปรับพัฒนาจนมาเป็น IFRS 9

       ในตลาดหุ้นไทยก็เช่นกัน แต่ถ้าเรามีความเข้าใจแล้วจะพบว่า Hybrid Instrument ที่ออกมานี้ความจริงคือเหล้าเก่าในขวดใหม่ทั้งสิ้น เพียงชื่อและยี่ห้อใหม่ แต่ความจริงเนื้อหาสาระเหมือนเดิม แค่เล่นชื่อใหม่เพื่อเอาประโยชน์ทางภาษี (งานนี้ประหยัดภาษีได้เนียนแค่เปลี่ยนชื่อ สรรพกรก็คือสรรพกร อย่างไรก็ตามนักการเงินไม่ทัน) ตอนนี้นิยมออกกันมากคือ Perpetual Bond (หุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ที่มีลักษณะคล้ายทุน) บางคนเรียกหุ้นกู้ชั่วลูกชั่วหลาน คือไม่มีระยะเวลาคืนทุน แต่ผู้ออกได้สิทธิ์ไถ่ถอนคืนได้ (ส่วนมากภายใน 5 ปี) และถ้าจะไม่จ่ายดอกเบี้ยตามกำหนดก็ได้ คนถือหุ้นกู้ห้ามเรียกร้อง ฟ้องไม่ได้ มีดีอยู่อย่างเดียว ถ้าเลิกกิจการจะได้คืนก่อนผู้ถือหุ้น (คล้ายหุ้นบุริมสิทธิ์ แต่ถ้ามีหุ้นบุริมสิทธิ์ หุ้นกู้ด้อยสิทธิ์จะได้ก่อน ถัดมาจึงเป็นบุริมสิทธิ์ และหุ้นสามัญตามลำดับ)

      Redeemable Preferred Stock (RPS) คือหุ้นบุริมสิทธิ์ไถ่ถอนได้ หุ้นบุริมสิทธิ์คือหุ้นที่ได้สิทธิในการคืนทุนหลังหนี้สินแต่ก่อนหุ้นสามัญ ไม่มีอายุเหมือนหุ้นสามัญ ไม่มีสิทธิ์ออกเสียง และนิยมกำหนดผลตอบแทนคงที่ (และร่วมรับเพิ่มได้ถ้าผู้ถือหุ้นสามัญได้รับปันผลจากกำไรสูงกว่าอัตราปันผลที่บุริมสิทธิ์ได้รับ (เช่น PS กำหนดว่าจะได้ 5 บาทต่อหุ้น ถ้ากิจการประกาศจ่ายปันผลหุ้นสามัญ (CS-Common Stock) 7 บาท หุ้น PS จะได้บวกเพิ่มอีก 2 บาท) RPS นี้ให้สิทธิ์กิจการไถ่ถอนหรือซื้อคืนได้ ปกติเงินผลตอบแทนที่จ่ายให้บุริมสิทธิ์ เรียกเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ์ จะหักจากกำไรสุทธิ และไม่ถือเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี ทางกฎหมายถือว่าหักจากผลกำไร จะไม่ถือเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี

     Perpetual Bond (PB) ถ้าดูโครงสร้างกระแสเงินสดที่เกี่ยวข้อง จะพบว่าไม่แตกต่างจาก Redeemable Preferred Stock เลย คือไม่มีอายุ แต่ถูกไถ่ถอนได้ก่อนกำหนดได้ จ่ายผลตอบแทนคงที่ ความต่างมีอย่างเดียวคือ ผลตอบแทนที่จ่าย PB เรียกดอกเบี้ยหักเป็นค่าใช้จ่าย ได้ประโยชน์ทางภาษีนิติบุคคล และผลตอบแทนที่จ่าย RPS เรียกเงินปันผล ไม่ถือเป็นค่าใช้จ่าย ไม่ได้ประโยชน์ทางภาษีนิติบุคคล แต่ได้ประโยชน์ทางภาษีบุคคลธรรมดา (นำไปเครดิตภาษีได้) ดังนั้นในทางกฎหมายภาษีคือ PB ให้ประโยชน์ทางภาษีนิติบุคคล RPS ได้ประโยชน์ทางภาษีบุคคลธรรมดา

    ในความเห็นส่วนตัว ผมถือว่า PB ก็คือ RPS นั่นเองพียงแต่นักการเงินเล่นคำจากหุ้นบุริมสิทธิ์เป็นหุ้นกู้ โอนย้ายประโยชน์ทางภาษีจากบุคคลธรรมดา (นักลงทุน) ไปให้บริษัทแทน (จ่ายภาษีนิติบุคคลลดลงจากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย) และผมเห็นว่า Perpetual Bond ควรบันทึกเป็นหนี้เพราะ

1. โดยหลักการเงินและภาษี ผลประโยชน์ที่ได้ทางภาษีนิติบุคคลคือหนี้สิน ส่วนผลประโยชน์ทางภาษีบุคคลธรรมดาคือทุน

2. ความตั้งใจของบริษัทคือไถ่ถอนค่อนข้างแน่นอนอยู่แล้ว ถ้าดอกเบี้ยลดลงกว่าที่ระดมเงิน ดังนั้นสภาพของ Perpetual Bond จึงเปรียบเสมือนมีอายุโดยปริยาย

3. ไม่มีกิจการใดที่จะยอมจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าปกติไปเรื่อย ๆ แม้เงื่อนไขหุ้นกู้จะบอกว่าถ้าหากปีไหน ขาดทุนอาจระงับการจ่าย (แต่เมื่อไรมีกำไรอาจต้องจ่ายดอกเบี้ยคงค้างย้อนหลังด้วย)

4. ในหลักการเงิน อัตราส่วน D/E คือการพิจารณาโครงสร้างเงินทุน ในอีกด้านหนึ่งคือเมื่อเกิดการเรียกร้อง หนี้คือส่วนที่จะได้รับคืนก่อนเจ้าของหุ้น และคำว่า equity นี้นิยามคือ On a company's balance sheet, the amount of the funds contributed by the owners or shareholders plus the retained earnings (or losses). ภาษาทางบัญชีบอกว่าทุนคือสินทรัพย์หักหนี้สิน แต่ถ้าดูจากนิยามทางการเงิน ส่วนของเจ้าของคือกำไรหรือขาดทุนสะสมที่เหลืออยู่ ปกติเวลามีกำไรหลังหักรายจ่ายแล้ว ส่วนที่เหลือนี้ถึงคืนกลับให้เจ้าของหุ้น คำถามง่าย ๆ เบื้องต้นเลยคือ เจ้าของหุ้นเรียกร้องหนี้ (Perpetual Bond) ในส่วนเจ้าของทุนได้หรือไม่ คำตอบคือไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่ควรนับเป็น Equity

5. ในการวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมา หากเรามองเป็นส่วนทุน จะเกิดผลเสียตามมาคือกิจการอาจไปก่อภาระหนี้เพิ่ม ถาระหนี้ที่เพิ่มทำให้ต้องกันกระแสเงินสดเพื่อจ่ายภาระหนี้เพิ่มขึ้น ICR or MICR จะลดลงมาก ทำให้เราคิดว่าระดับหนี้ไม่เสี่ยงทั้งที่  ICR or MICR ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ความสัมพันธ์เชื่อมโยงงบการเงิน Business Model Canvas, Moats และการตลาด 4Ps 4Cs 4Es


ความสัมพันธ์เชื่อมโยงงบการเงิน Business Model Canvas, Moats และการตลาด 4Ps 4Cs 4Es 

ในทางด้านการตลาด เชื่อว่าหลายคนรู้จัก 4Ps กันดีคือ Product, Price, Place, Promotion ซึ่งคนที่ทำงานสายการตลาดทราบดีว่า 4Ps ใช้ในเป็นแนวการวางแผนทางการตลาด ที่รู้จักในชื่อ Marketing Mixed Strategy ปัจจุบัน ได้มีการขยายจาก 4 Ps เป็น 7Ps คือเพิ่ม Packing, Positioning, People เข้าไปในด้าน 4Ps เพื่อให้ครอบคลุมในการวางแผนการตลาดให้ครอบคลุมขึ้น

นอกจาก 4Ps แล้ว ก็ได้มี 4Cs ที่ควบคู่ประกอบด้วย ซึ่ง หากนำ ทั้ง 4Ps & 4Cs มาควบคู่กันทุกครั้งก็จะวางแผนการตลาดได้พอๆ กับ 7Ps ซึ่ง 4Cs ได้แก่ Customer, Cost, Convenience, Communication หากเรานำมาเขียนจับคู่ให้เกิดความเชื่องโยงจะได้ดังต่อไปนี้

Product --------- > Customer สินค้าต้องตอบสนองความต้องการลูกค้า (People)

Price ------------ > Cost การกำหนดราคาและการวางกลยุทธ์ราคา ต้องพิจารณาต้นทุนสินค้า

Place ----------- > Convenience ช่องทางการจัดจำหน่ายที่จะทำให้สินค้าไปถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายต้องให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย มีความสะดวกในการเข้าถึงได้ง่าย

Promotion ---- > Communication การส่งเสริมการจำหน่ายคือการสื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมาย ส่วนมากมักจะไม่พ้นการโฆษณา (Advertising) การลด แลก แจก แถม ก็รวมในการทำ Promotion เพราะเป็นการสื่อสารให้คนรู้จักสินค้า

ในยุคโลกดิจิทัล ได้มีนักการตลาดบางท่านนำเอา 4Es มาใช้ในการวางแผนด้วย ซึ่งได้แก่

Experience ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อสินค้าได้เร็วขึ้น หากมีประสบการณ์ที่ดี หรือได้เห็นว่าสามารถใช้ได้ผลจริง การสร้างประสบการณ์จะทำให้สินค้าประสบความสำเร็จเร็วขึ้น เช่นร้านอาหารไม่ใช่เพียงมีอาหารอร่อย แต่ต้องมีที่จอดรถพอ พนักงานบริการดี ไม่มีแมลงสาปเดินเล่น หรือหนูวิ่งในร้าน ซึ่งสินค้าก็อาจรวมถึงการบรรจุเรื่อง packaging ที่ดี ไม่ใช่บรรจุในกล่องลวกๆ แกะห่อยาก เป็นต้น

Exchange การที่ลูกค้ายอมจ่ายซื้อหรือแลกเปลี่ยนนั่นเอง การสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์ต้องตอบผู้บริโภคให้ได้ว่าแบรนด์มีคุณค่าที่แตกต่างจากยี่ห้ออื่นๆ อย่างไร เพื่อแลกกับเงินที่ลูกค้ายินดีจะจ่าย ไม่ใช่เพียงราคาถูกกว่าเท่านั้น แต่จ่ายเพื่อแลกสิ่งที่สินค้านั้นตอบโจทย์ได้

Everywhare ด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้น กิจการจึงมีหน้าที่ทำให้สินค้าและบริการสามารถอยู่ทุกที่ที่ผู้บริโภคสะดวกและเข้าถึงง่ายที่สุด การแข่งขันในโลกยุคใหม่คือใครเข้าถึงลูกค้าได้มากกว่ากัน ยิ่งในยุคดิจิทัลแล้ว ลูกค้าอยู่ได้ทุกที่

Evangelism รูปแบบการสื่อสารแบบใหม่คือทำให้กลุ่มเป้าหมายนั้นเข้าไปมีประสบการณ์กับสินค้าแล้วมีความรู้สึกชื่นชอบอยากที่จะบอกต่อเพื่อให้คนอื่นๆได้เข้ามาสัมผัสกับประสบการณ์นี้ร่วมกันโดยการบอกต่อ ยิ่งมีช่องทาง  Social Media ทำให้การบอกต่อในประสบการณ์สินค้ากระจายได้เร็ว

ดังนั้นถ้าเชื่อมโยง 4Ps 4Cs 4Es เราจะได้ภาพดังนี้

Product – Customer – Experience

Price – Cost – Exchange

Place – Convenience – Everywhere

Promotion – Communication – Evangelism

1.  Product – Customer – Experience  สินค้า/บริการต้องนำเสนอให้ตรงความต้องการลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และให้ลูกค้าได้ประสบการณ์ที่ดี ถ้ามองในด้าน Business Model Canvas คือ ต้องมี V-Value Proposition C-Customer ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และ R-Resource ในด้านที่เชื่อมโยงกับงบการเงินคือ รายการที่เกิดนั้นจะแสดงในรายการ ลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือ (Account Receivable and Inventory) ส่วน Resource คือ  ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ตลอดจนวัถุดิบ นักการตลาดอาจจะสร้างกลุ่มลูกค้า และสินค้าที่ตรงตามความต้องการได้ แต่ถ้าขาดการบริหารที่ดี ขายของได้แต่เก็บเงินไม่ดี ลูกค้าไม่มีคุณภาพหรือไม่มีการซื้อต่อเนื่อง ไม่มี Brand Loyalty การหมุนเวียนของลูกค้าจะไม่ดี และจะโยงกับสินค้าโดยปริยายเพราะถ้าของขายไม่ดีขายไม่ออก สินค้าก็จะค้างสต๊อกมาก รอบหมุนเวียนจะต่ำ นอกจากนี้อาจบอกถึงปัญหาด้านกระบวนการผลิตหรือการวางแผนการผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพ 

ส่วนการได้สินค้าหรือบริการนั้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีเพื่อใช้ในการผลิตคือสิ่งสำคัญที่ผู้บริหารต้องตัดสินใจลงทุนจัดหามาเพื่อใช้ในการผลิตให้เกิด Product/Service ควรลงทุนอะไร เท่าไรเพื่อให้ขายได้คุ้มค่าในการลงทุน เป็นเรื่องของการตัดสินใจลงทุน Capital Budgeting (NPV, IRR, Payback เป็นต้น) 

เมื่อวางแผนการตลาด หรือการวิเคราะห์บริษัทใดๆ ไม่ใช่เพียงมองสรุปว่า Business Model ดี แต่ต้องเชื่อมโยงว่าบนฐานลูกค้าของบริษัทนั้นมีคุณภาพหรือไม่ ซึ่งเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยบ่งบอกคือ A/R Turnover, Inventory Turnover และ Asset Turnover ลูกค้าที่มีการซื้อซ้ำ ซื้อต่อเนื่อง AT จะดีและสม่ำเสมอ เพราะหากลูกค้ามี Expereience ที่ดี ย่อมมีการซื้อซ้ำ (Reused) หรือเกิด Brand Loyalty ยอดขายจะมั่นคงและฌติบโตต่อเนื่อง ดังนั้นการตลาด-ลูกค้า-สินค้า-ขาย จนถึง Business Model จะเห็นได้ผ่านงบการเงินเสมอ และอัตราส่วนการเงินที่เกี่ยวข้อง โครงสร้างงบการเงินต้องบ่งชี้สัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก ถ้า story ดี แต่ภาพงบการเงินไม่ใช่ แสดงว่าเกิดความผิดพลาด ในด้านการบริหารจัดการ ผู้บริหารต้องพิจารณาลงรายละเอียดว่า สินค้า กระบวนการผลิต หรือการจัดซื้อ รวมถึงลูกค้ากลุ่มใดหรือใครที่เป็นปัญหา สินค้าใดต้องปรับหรือต้องวางแผนใหม่



2. Price – Cost – Exchange เราได้เห็นความสัมพันธ์ Product – Customer – Experience และความเชื่อมโยงกับงบการเงิน การประยุกต์ใช้ในการวางแผน และการวิเคราะห์กิจการ นอกจาก P-C-E แรกแล้ว ตัวถัดมาก็เชื่อมโยงกับงบการเงินเช่นกัน ในด้านบัญชีการเงินก็คือ Price – Revenue (Sales) ยอดขาย Cost – Cost of Goods Sold ต้นทนขาย ในทางบัญชีเมื่อไรที่เกิดการแลกเปลี่ยน (Exchange) การบันทึกเหตุการณ์แลกเปลี่ยนก็จะเกิดขึ้นตามหลัก Accrual Basis (หลักเกณฑ์คงค้าง) หน้าที่นักการตลาดคือการกำหนดราคาที่ทำให้ลูกค้าเกิกการตัดสินใจแลกเปลี่ยนเพราะคุ้มค่ากับคุณค่าที่ลูกค้าเห็นว่าเหมาะสมกับราคาที่นำเสนอ ซึ่งในส่วนนี้ใน Business Model คือ R-Revenue Stream และ C-Cost Structure ถ้ามองในด้านบัญชีการเงิน งบการเงิน-งบกำไรขาดทุน จะบอกให้ทราบว่าในช่วงเวลาที่นำเสนองบการเงิน ขายแล้วมีกำไรขั้นต้น (Gross Margin) เท่าใดคุ้มหรือไม่ ในด้านการลงทุน อัตรากำไรขั้นต้นนี้เป็นส่วนสำคัญอีกตัวหนึ่งที่นักลงทุนให้น้ำหนักในการตัดสินใจลงทุนว่าน่าสนใจมากน้อยเพียงใด ในด้านการลงทุน จะสนใจภาพรวมว่าจะกี่สินค้า กี่ผลิตภัณฑ์ก็ตาม ขายแล้วมีกำไรขั้นต้นเท่าใด ในด้านบัญชีบริหาร เป็นหัวข้อหนึ่งคือเรื่อง Strategic Cost Management การบริหารต้นทุนเชิงกลยุทธ์ คือการใช้ข้อมูลด้านต้นทุนมาเพื่อการกำหนดกลยุทธ์กิจการ รวมไปถึงการใช้และการจัดการข้อมูลเพื่อการตัดสินใจขององค์กร นักลงทุนอาจสนใจเพียง output คือต้นทุนขาย ต้นทุนสินค้า แต่ในกระบวนทางการบัญชีมีมากกว่าที่หลายคนเข้าใจ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นค่าเสื่อมราคา ปกตินักลงทุนทั่วไปคิดว่าเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ เกิดแล้วตัดเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดในงวด ภาพใหญ่ๆ นั้นใช่ แต่ในรายละเอยดนั้นในกระบวนการผลิตและทางบัญชี ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์จะรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดเมื่อค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์นั้นไม่ใช่สินทรัพย์ที่ใช้ในการผลิต (อุปกรณ์สำนักงาน รถยนต์ ตึกสำนักงานใหญ่) แต่ถ้าเป็นพวก เครื่องจักร โรงงาน ที่ใช้เพื่อการผลิต จะถูกปันส่วนเข้าเป็นต้นทุนสินค้าก่อน หมายความว่าจะเป็นส่วนของสินค้าคงเหลือ และเมื่อสินค้าถูกขาย ค่าเสื่อมราคาที่ฝังในสินค้าถึงถูกตัดเป็นค่าใช้จ่ายออกไป ปกติรอบหมุนเวียนสินค้าจะไม่ยาวนาน เช่น 60-70 วัน และสินค้าคงเหลือที่เป็นสินค้าที่ผลิตและยังไม่เป็นสัดส่วนไม่มาก จึงเปรียบได้ว่าค่าเสื่อมราคาส่วนที่ใช้ผลิตนั้นตัดจ่ายไปในงวดบัญชีนั้น ลองคิดดูนะคับว่าถ้าสินค้ารอบยาวๆ สัดส่วนสูงๆ จะมีความเสี่ยงหรือไม่เพียงใด แต่ในทางบัญชีก็ป้องกันกรณีที่เอาต้นทุนค่าใช้จ่ายประจำไปซ่อนในสินค้ามากๆ โดยสินค้าคงเหลือต้องตีมูลค่าลงถ้ามูลค่าสูงเกินกว่าราคาตลาดหรือที่คาดว่าจะขายได้สุทธิ ดังนั้นบิดเบือนไปซุกมากๆ ก็ใช่ว่าจะรอด

ในด้านบัญชีบริหารต้นทุนเชิงกลยุทธ์นั้น การผลิตในยุคปัจจุบันซับซ้อนกว่าเมื่อก่อนมาก ไม่ใช่แค่มีวัตถุดิบ มีคนงานเป็นสัดส่วนใหญ่ ปัจจุบันและในอนาคต เราใช้เครื่องจักรใช้หุ่นยนต์ เปลี่ยนจากยุค Labor Intensive เป็น Capital Intensive ใช้เครื่องจักรและหุ่นยนต์มากขึ้น ตลอดจน Software ต้องตัดค่าเสื่อมราคา ซึ่งจะเป็นค่าใช้จ่ายคงที่จำนวนมากในแต่ละงวด และบริษัทใช้เครื่องจักรใช้หุ่นยนต์ในการผลิตสินค้าร่วมกันหลากหลาย การปันส่วนค่าใช้จ่ายผลิตเช่นค่าเสื่อมราคาแบบเดิมที่ยึดปริมาณการผลิตเป็นเกณฑ์ปันส่วนอาจไม่ดีพอ เพราะถ้าปันส่วนไม่เหมาะสม ทำให้ Cost บิดเบือน การกำหนดราคาหรือ Price ผิดไป การแลกเปลี่ยน ( Exchange) ก็ไม่เกิดหรือเกิดได้น้อย หรืออาจทำให้ได้ Gross Margin ไม่เหมาะสม ก็กลับไปกระทบที่ราคาหุ้นได้

ในด้านการบริหารต้นทุนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Cost Management) มีการเสนอแนวทางการปันส่วนต้นทุนที่น่าจะเหมาะสมกว่าแบบเดิมเรียกว่า Activity Based Costing (ABC) แทน Traditional Based Costing (TBC) ใช้กิจกรรมเป็นตัวปันส่วน หรือเรียกว่าใช้กิจกรรมเป็น Cost Driver แทน Volume การผลิตเพียงอย่างเดียว ซึ่งเรื่องนี้ยาวมากคงบอกไม่หมดในตอนนี้ แต่จะเห็นได้ว่าเพียง Price – Cost – Exchange หากมองให้ดีไม่ใช่เพียงมิติราคากับต้นทุนทางการวิเคราะห์ทางการเงิน แต่ในด้านการบริหาร การตลาด การลงทุน โยงใยกันหลายทอด ในการลงทุนเราสนใจในผลสุดท้ายเป็นสำคัญ เพราะคือสิ่งที่ได้จากการตัดสินใจ แต่ในการบริหารแล้ว การเลือกและรู้จักใช้ข้อมูลต้นทุนตลอดจนการจัดการข้อมูลต้นทุน สามารถนำมากำหนดทิศทางและกลยุทธ์เพื่อความได้เปรียบการแข่งขันทางธุรกิจ และผลได้ทางธุรกิจนี้แหละ จะทำให้นักลงทุนในฐานะคนใช้ข้อมูลบอกว่าควรลงทุนหรือไม่



3. Place – Convenience – Everywhere เราได้กล่าวมา 2 กลยุทธ์ในการใช้ Marketing Mix Strategy แล้ว ต่อมาก็คือการวางแผนทางการการใช้ช่องทางจำหน่าย ในส่วนที่โยงใยกับ Business Model คือ Distribution Chanel ส่วนความเกี่ยวข้องในงบการเงินมักจะไม่ใช่รายการชัดเจน แต่จะมีรายการด้านนี้อยู่ คือค่าใช้จ่ายในการขาย การจำหน่าย รวมถึงค่าใช้จ่ายด้าน Logistic ในส่วนการขายสินค้าให้ลูกค้า หรือค่าใช้จ่ายในส่วน Supply Chain ส่วนขายนั่นเอง ในปัจจุบันอาจรวมไปถึงค่าใช้จ่ายของ Application ต่างๆ ที่ทำให้เข้าถึงลูกค้าในการก่อให้เกิดการสั่งซื้อ ในด้านบัญชีการเงินเราอาจไม่เห็นชัดเจน เราจะรวมไปในการวิเคราะห์สัดส่วน ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารว่าเปลี่ยนแปลงเพิ่ม/ลดมากน้อยเพียงใด มีนัยหรือไม่ รายการส่วนนี้กระทบโดยตรงต่อ Operating Margin (OM) ในทางบัญชีบริหารผู้บริหาร หากมีการจัดการข้อมูลแต่แรกสามารถนำเอาข้อมูลเหล่านี้มาบรหารจัดการในการตัดสินใจ ในปัจจุบันเราจะรู้จักในชื่อ Big Data หรือ Data Science ถ้าเราจับคู่รายการค่าใช้จ่ายที่เกิดในช่องทางการจำหน่าย ซึ่งแยกในระดับหน่วยงานหรือผลิตภัณฑ์ แล้วหาความสัมพันธ์ของรายจ่ายที่เกิดจาก Logistic Value Chain นั้น กับการเปลี่ยนแปลงยอดขายที่เพิ่ม/ลด ผู้บริหารสามารถที่จะทราบได้ว่า Distribution Channel นั้นๆ มีประสิทธิผลเพียงใด ตอบโจทย์ในการเป็นช่องทางที่ทำให้เกิดความสะดวกต่อลูกค้ากลุ่มเป้าหมายหรือไม่ บางครั้งกิจการคิดว่ายอดรายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้นดีแล้ว กลยุทธ์ที่ผ่านช่องทางนั้นเป็นการวางแผนที่ดี แต่ถ้าหากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับยอดขายที่เพิ่มขึ้นดาจไม่ได้ดีดังหวัง ในการวิเคราะห์ภาพรวมเราจะเห็น OM (Operating Margin) ลดลง ในด้านการลงทุนจะสรุปว่ากิจการมีประสิทธิภาพการทำกำไรลดลง แต่ในทางบริหารหน้าที่ของฝ่ายจัดการคือต้องหาคำตอบและวางแผนปรับปรุงให้ดีขึ้น สิ่งที่เป็นปัญหาในปัจจุบันคือ ฝ่ายบริหารมองเพียงภาพรวมเหมือนนักลงทุนหรือผู้ถือหุ้นมอง แต่ไม่จุดการวางระบบการจัดเก็บข้อมูลทางบัญชีให้สามารถนำมาช่วยในการตัดสินใจ นักบัญชีก็ขาดมุมมองเชิงบริหาร มุ่งเพียง ลงรายการ ปิดงบการเงิน สรุปรายงานทางบัญชีการเงินในแบบเดิมๆ เพื่อการตรวจสอบบัญชีเท่านั้น ทำให้ขาดการนำข้อมูลทางการเงินมาใช้ในการวางแผนการตลาดอย่างเต็มที่ การออกแบบการจัดเก็บข้อมูลเพื่อนำมาใช้ตัดสินใจการวางแผนการตลาดหรือการบริหาร ไม่มีรูปแบบตายตัว แต่ต้องจัดเก็บแยกแยะเพื่อให้ได้ข้อมูลเพื่อตัดสินใจได้ตรงตามกลยุทธ์มากที่สุด ในอดีตอาจเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก แต่ในยุคปัจจุบันที่มีคอมพิวเตอร์ช่วย จะตัดปัญหาออกไปได้เพียงออกแบบและวางระบบการจัดเก็บข้อมูลเพื่อนำไปสู่การทำ Data Science ก็จะได้ประโยชน์ต่อการตัดสินใจ



4. Promotion – Communication – Evangelism สำหรับการวางแผนการตลาดโดยการใช้ Marketing Mix Strategy - 4Ps 4Cs 4Es มาถึงเรื่องสุดท้าย คือการส่งเสริมการจำหน่าย แผนการตลาดนี้ส่วนมากคือการโฆษณา (Advertising) แต่รวมถึงการลด แลก แจก แถม ทุกแบบ การส่งเสริมการจำหน่ายในบางแห่งก็มีทั้งแลกแสตมป์ สะสมแต้ม ชิงรางวัล แต่ในทุกวิธีการในทางบัญชีต้องรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น เพียงแต่ความซับซ้อนของรายการส่งเสริมการจำหน่ายที่ที่มากรูปแบบ ทำให้มีการนำมาตรฐานบัญชี IFRS 15 Revenue Contract เพื่อให้มีการวัดมูลค่าการรับรู้รายได้-รายจ่ายให้ตรงตามหลักบัญชีมากขึ้น

การใช้การส่งเสริมการจำหน่ายที่กล่าวมา ไม่ว่าจะใช้รูปแบบใด สุดท้ายผลของการทำกิจกรรมจะแสดงในค่าใช้จ่ายการตลาด ในทางด้าน Business Model Canvas คือ Customer Relationship กิจการต้องวางรูปแบบการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ในทางการตลาดปัจจุบันคือ CRM (Customer Relationship Management) ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากกิจกรรมนี่จะถือเป็นค่าใช้จ่ายของงวด กิจกรรม CRM ก็คือ Communication ที่บริษัทบอกไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

การสื่อสารในปัจจุบันได้มีการใช้สื่อทาง Social Media เป็นช่องทางการกระจายข่าวสาร จนมีการพัฒนาแนวทางการตลาดในแบบใหม่คือ Digital Marketing แต่ในทางบัญชีอาจบันทึกเพิ่มเติมขึ้นเช่นการมีสิทรัพย์ ที่อาจอยู่ในรูป Platform หรือ Application Software ต่างๆ รายการเหล่านี้ในทางบัญชีต้องตัดค่าเสื่อมหรือจำหน่าย ซึ่งจะเข้าไปแสดงรวมในรายการค่าใช้จ่ายในการขาย เช่นเดียวกับที่กล่าวมาก่อนหน้าในเรื่อง Place-Convenience-Everywhere หากมีการวางระบบการจัดเก็บและนำมาสู่การทำ Data Science จะช่วยในการวางแผนการตลาดได้มีประสิทธิผลต่อกลยุทธ์องค์กร

ในรูปแบบทั้ง 4Ps 4Cs 4Es กับความสัมพันธ์กับการบัญชีและ Business Model Canvas แล้ว ยังมีเรื่อง Moats ที่เชื่องโยงด้วยคือ

1. Brand – อุตสาหกรรมที่แข่งขันสูง เป็น Monopolistic or Differentiation Market

2. Network Effect - Evangelism

3. Economy of Scales -Resource - Assets

4. Regulation - บางอุตสาหกรรมมีข้อจำกัดในการเข้า มีกฎระเบียบ

5. Intellectual-Innovation and/or Switching Cost – ช่วยปกป้องการรบกวน Disruption

วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561

การเลือกกลยุทธ์การเติบโต


การเลือกกลยุทธ์การเติบโต

ไม่มีกลยุทธ์ใดที่ดีที่สุด แต่กิจการจะต้องเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ และทรัพยากรที่มี และสามารถทำได้ ต้องมีทรัพยากรใดที่จะเป็นต้องใช้ในการดำเนินกลยุทธ์นั้นๆ ในด้านการบริหารการจัดการโดยใช้ข้อมูลทางบัญชี ต้องรู้จุดแข็งและจุดอ่อนตนเอง และเลือกเดินกลยุทธ์ให้เหมาะสม การเลือกกลยุทธ์ที่ผิดพลาด บางครั้งอาจเกิดจากกลยุทธ์ที่ผิด แต่บางกิจการอาจล้มเหลวเพราะความไม่พร้อมของทรัพยากรที่ต้องใช้สำหรับกลยุทธ์ และขณะดำเนินไปก็ขาดการปรับปรุงแก้ไขจุดอ่อน สิ่งต่างๆ เหล่านี้สะท้อนผ่านงบการเงินให้ทราบได้ วิสัยทัศน์อาจดูสวยหรูได้ แต่ความพร้อมของทรัพยากรกับผลลัพธ์ที่ปรากฏจะฟ้องผ่านงบการเงินเสมอ

ในทางการบริหาร Corporate เลือกกลยุทธ์การเติบโตได้สองทางคือ

1.Concentric Growth Strategy CGS กลยุทธ์การเติบโตแบบมุ่งเน้น

            ใช้เมื่อธุรกิจเห็นโอกาสในการทำตลาด  (Demand >Supply) 

            ธุรกิจจะทุ่มเท การวิจัย การตลาด การผลิต

            เน้นสินค้าหรือบริการในตลาดใดตลาดหนึ่ง

            อาจจะขยายตัวไปข้างหน้า (Forward )/ถอยข้างหลัง (Backward) ก็ได้    

ข้อดี คือสามารถสร้างจุดแข็งของธุรกิจในการแข่งขันเพราะเกิดความชำนาญ 

ส่วนข้อเสียคือ มีความเสี่ยงเพราะฝากไว้กับสินค้าชนิดเดียว หรือบริการเดียว

ตัวอย่าง เช่น มุ่งธุรกิจอาหาร ก็ไปเพียงด้านนั้นๆ ซึ่งส่วนมากจะเป็นลักษณะนี้ เพราะทำให้เกิดความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ผู้ที่ใช้กลยุทธ์ด้านนี้ จำเป็นต้องควบคุมบริหารการจัดการการดำเนินงานทั้งการบริหารการผลิต การจัดซื้อ การบริหารคลังสินค้า การตลาด การบริหารด้านลูกหนี้ให้มีประสิทธิภาพ เพราะเมื่อบริหารได้ดี จะสร้างทุนหมุนเวียนภายในที่เข้มแข็ง ในงบการเงินจะสะท้อนทาง CFO ในองค์กรฐานข้อมูลทางบัญชีจะช่วยให้การตัดสินใจที่เหมาะสม ทำให้สามารถใช้ Mixed  Marketing Strategy (4Ps-4Cs-4Es) (ไว้จะลงรายละเอียดต่อไป) การมีจุดแข็งภายในนี้ จะทำให้เกิด Moat – Brand ซึ่งเป็นตัวสำคัญของ Business Model - Value Proposition เป็นต้น

Concentric Growth Strategy โดยการขยายตัวในแนวดิ่ง (Vertical Integration) เป็นการขยายการเติบโตในธุรกิจเดิมด้วยกลยุทธ์ในการรวมตัวตามแนวดิ่ง ความหมายคือ การเป็นเจ้าของหรือการควบคุม ตั้งแต่สิ่งป้อนเข้า (Input) ไปยังกระบวนการ (Process) หรือช่องทางต่างๆ ไปยังสินค้าสำเร็จรูป (Output) แบ่งเป็น 2 วิธี ขยายตัวไปข้างหน้า (Forward )/ถอยข้างหลัง (Backward) ถ้ามุ่งหวังการเติบโตแนวดิ่ง ข้อมูลด้านต้นทุนทุกด้าน ไม่ว่าการผลิต การตลาด หรือลอจิสติกต้องละเอียดถึงรายผลิตภัณฑ์ เพราะการขยายตัวทางนี้จะมุ่งเน้นการลดต้นทุน

2.Diversification Growth Strategy DGS - จะกระจายการลงทุนไปในหลายธุรกิจ สร้างความหลากหลายและความแตกต่าง ในการดำเนินงาน  ซึ่งอาจเกี่ยวพันหรือไม่เกี่ยวพันกับธุรกิจเดิมเลยก็ได้  แบ่งออกเป็น 2 กลยุทธ์ คือ กลยุทธ์การกระจายธุรกิจแบบเกาะกลุ่ม  (Concentric Diversification) และกลยุทธ์การกระจายธุรกิจแบบไม่เกาะกลุ่ม (Conglomerate Diversification)

กลยุทธ์การกระจายธุรกิจแบบเกาะกลุ่ม  (Concentric Diversification) มีความแตกต่างจาก Concentric ในที่นี้อาจรวมถึงกิจการที่ขยาย line กำลังการผลิตในกลุ่มตลาดเดิม เพิ่มความหลากหลายในสินค้า ทำธุรกิจอื่นแต่คล้ายแบบเดิม เช่น ฟาร์มหมู ก็ขยายไปทำฟาร์มกุ้ง ฟาร์มไก่ เป็นต้น



การเลือกรูปแบบการเติบโตของกลยุทธ์ มีสองแบบ คือ Organic Growth OG และ Inorganic IG กิจการที่เลือกการเติบโตแบบมุ่งเน้นสามารถใช้ OG or IG ก็ได้ แต่จะไปรูปแบบใดนั้นข้อมูลงบการเงินจะบอกว่าโอกาสความสำเร็จจะใกหรือน้อย เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่เพียง Growth ที่เห็นระยะสั้น แต่ความสำเร็จนั้นยั่งยืนหรือไม่